โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระวัง!!!...เลือก “กองทุน” ผิด-อาจ ‘ไม่คุ้ม’ กับภาษีที่ได้รับกลับคืนมา

Wealthy Thai

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 05.17 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 02.04 น. • ธเนศ ฟังมงคล

พอถึงช่วงเดือนสุดท้ายของปีคงจะไม่พูดถึงกองทุนที่ช่วยลดหย่อนภาษีอย่างRMF (Retirement Mutual Fund)” และ SSF (Super Saving Fund)” ไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นตัวช่วยให้เราวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังสร้างโอกาสให้เงินของเราเติบโตได้อีกด้วย
วันนี้เรามาดูตามขั้นตอนง่าย ๆ เพียง 3 ขั้นตอนเพื่อเลือกลงทุนใน RMF และ SSF ที่เหมาะสมและโดนใจเรามากที่สุดกัน

1.“ประเมินรายได้ทั้งปี” ให้เรียบร้อย

“การประเมินรายได้” จะทำให้เราทราบวงเงินที่สามารถซื้อ SSF และ RMF ได้ เพราะถ้าดูเงื่อนไขการซื้อแบบง่ายๆ นั้น SSFจะซื้อได้ไม่เกิน 30%ของรายได้ และไม่เกิน 200,000บาท ในขณะที่ RMF ซื้อได้ไม่เกิน 30%ของรายได้และไม่เกิน 500,000บาท (และเมื่อเอา SSF + RMF + PVD + ประกันบำนาญ + กบข. + กอช. แล้วต้องไม่เกิน 500,000บาท)
เรามาลองดูตัวอย่างแล้วลองปรับตัวเลขตามรายได้ของตัวเองดูกันครับถ้าเรามีรายได้ทั้งปี 8 แสนบาท มีเงินส่งเข้า PVD 30,000บาท และมีประกันบำนาญ 40,000บาท เราอาจจะเริ่มจากการหัก PVD และประกันบำนาญออกก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าเราลงทุนใน RMF และ SSF ไม่เกินสิทธิทั้งหมด ซึ่งก็คือ 500,000 – 30,000 – 40,000= 430,000บาท (แปลว่าซื้อRMFและ SSF ยังไงก็ต้องห้ามเกิน 430,000บาท)
ขั้นถัดมา เอารายได้คูณ 30%แปลว่าเราสามารถซื้อได้ RMFได้เท่ากับ 800,000 x 30% = 240,000 บาท ส่วน SSF จะเท่ากับ 800,000 x 30% = 240,000 บาท ซึ่งต้องอย่างลืมว่าซื้อ SSF ยังไงก็ห้ามเกิน 200,000บาท เพราะฉะนั้นเราจะสามารถซื้อ RMF = 240,000 บาท และ SSF =200,000 บาท
“แต่ถ้าซื้อ RMF และ SSF ทั้งหมด (240,000 + 200,000 =440,000 บาท) ก็จะทำให้เราซื้อเกินสิทธิ ซึ่งก็ต้องเลือกดูว่าจะลด RMF หรือ SSF ลงเพื่อให้ไม่เกินสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีที่ 430,000บาท”
Tip: สำหรับผู้ที่รายได้ไม่แน่นอน ไม่ควรประเมินรายได้ในเดือนสุดท้ายมากเกินความเป็นจริง เพราะอาจจะทำให้เราซื้อกองทุน RMF และ SSF มากเกินไปจนผิดเงื่อนไขการลงทุน

2.เลือกอะไรดีระหว่าง “RMF” และ “SSF”

ถ้าดูตามวัตถุประสงค์ในการลงทุนของ RMF มีความชัดเจนมากในการลงทุนเพื่อไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ (อายุ 55ปี) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ซึ่งก็เหมาะกับการควบคุมให้เราต้องลงทุนเพื่อการเกษียณอย่างต่อเนื่อง ส่วน SSF ต้องการจูงใจให้เราลงทุนระยะยาว (ถือไม่ต่ำกว่า 10ปี) ซึ่งไม่ได้บังคับให้เราลงทุนต่อเนื่องทุกปี
กลับมาคำถามที่ว่าแล้วเราจะเลือกอะไรดีระหว่าง RMF และ SSF?
ถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการ “เก็บเงินเพื่อการเกษียณ” อยากจะแนะนำให้เลือกเป็น RMF” ไปเลยเพราะเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนในระยะยาว สำหรับคนที่ยังอายุไม่เยอะหรือกังวลว่าต่อไปรายได้เราอาจจะไม่เพียงพอในการลงทุนรึเปล่า ก็ไม่ต้องกังวลมากนักเพราะปัจจุบันไม่มีการกำหนดเงินขั้นต่ำในการลงทุนในแต่ละปีเราจะลงทุน 1บาทหรือ 100บาท ก็ได้เพื่อรักษาเงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่องเอาไว้ (ขึ้นอยู่กับขั้นต่ำการลงทุนของแต่ละกองทุน)
“ส่วนถ้าเราอยากดูที่ระยะเวลาการลงทุนเป็นหลัก ก็จะขึ้นอยู่กับอายุของเรา เช่น ถ้าเราอายุ 45ปีการถือครอง RMF และ SSF ก็อาจจะไม่ต่างกัน แต่ถ้าเราอายุน้อยกว่านั้นการลงทุนใน SSF การจะใช้เวลาถือครองน้อยกว่า”
Tip: อยากให้ดูที่วัตถุประสงค์การลงทุนของเราก่อนอย่างเช่น ลงทุนเพื่อการเกษียณเพื่อซื้อบ้านในอนาคต หรือเพื่อการศึกษาของลูก แล้วค่อยดูว่าการลงทุนและการถือครองแบบไหนจะเหมาะสมกับเรา

3.เลือก “กองทุน” ที่จะลงทุน

เราสามารถเลือกดูหรือค้นหากองทุน RMF และ SSFได้จาก www.morningstarthailand.com ซึ่งเราควรศึกษาเกี่ยวกับกองทุนนั้นๆ ที่จะลงทุนก่อน เนื่องจากความเสี่ยงในแต่ละกองทุนย่อมมีความแตกต่างกัน เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้น (Equity) จะมีความผันผวน มากกว่ากองทุนที่ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ (Bond) เป็นต้น หรือ ในปัจจุบัน ถ้าเราไม่มีเวลาการศึกษาหรือติดตามการลงทุนได้บ่อยๆ การเลือกกองทุนที่มีลักษณะเป็นกองผสมระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ (Allocation) โดยมีผู้จัดการกองทุนเป็นคนปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้กับเราก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีเช่นเดียวกัน
“เน้นอีกครั้งว่า ควรศึกษาข้อมูลให้มีความเข้าใจในการลงทุน อย่าลงทุนโดยดูแต่ผลตอบแทนที่ผ่านมา หรือลงทุนตามที่คนอื่นชักชวนแต่เพียงอย่างเดียว เพราะไม่อย่างนั้นการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีอาจทำให้เราปวดหัวจนไม่คุ้มกับภาษีที่ได้รับกลับคืนมา”
Tip: กองทุน RMF และ SSF เป็นกองทุนที่มีต้องลงทุน ‘ระยะยาว’ ทั้งคู่การเลือกกองทุนควรเหมาะสมกับสภาพการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว และควรเหมาะกับการยอมรับความเสี่ยงของตัวเราเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...