ระวัง!!!...เลือก “กองทุน” ผิด-อาจ ‘ไม่คุ้ม’ กับภาษีที่ได้รับกลับคืนมา
พอถึงช่วงเดือนสุดท้ายของปีคงจะไม่พูดถึงกองทุนที่ช่วยลดหย่อนภาษีอย่าง“RMF (Retirement Mutual Fund)” และ “SSF (Super Saving Fund)” ไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นตัวช่วยให้เราวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังสร้างโอกาสให้เงินของเราเติบโตได้อีกด้วย
วันนี้เรามาดูตามขั้นตอนง่าย ๆ เพียง 3 ขั้นตอนเพื่อเลือกลงทุนใน RMF และ SSF ที่เหมาะสมและโดนใจเรามากที่สุดกัน
1.“ประเมินรายได้ทั้งปี” ให้เรียบร้อย
“การประเมินรายได้” จะทำให้เราทราบวงเงินที่สามารถซื้อ SSF และ RMF ได้ เพราะถ้าดูเงื่อนไขการซื้อแบบง่ายๆ นั้น SSFจะซื้อได้ไม่เกิน 30%ของรายได้ และไม่เกิน 200,000บาท ในขณะที่ RMF ซื้อได้ไม่เกิน 30%ของรายได้และไม่เกิน 500,000บาท (และเมื่อเอา SSF + RMF + PVD + ประกันบำนาญ + กบข. + กอช. แล้วต้องไม่เกิน 500,000บาท)
เรามาลองดูตัวอย่างแล้วลองปรับตัวเลขตามรายได้ของตัวเองดูกันครับถ้าเรามีรายได้ทั้งปี 8 แสนบาท มีเงินส่งเข้า PVD 30,000บาท และมีประกันบำนาญ 40,000บาท เราอาจจะเริ่มจากการหัก PVD และประกันบำนาญออกก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าเราลงทุนใน RMF และ SSF ไม่เกินสิทธิทั้งหมด ซึ่งก็คือ 500,000 – 30,000 – 40,000= 430,000บาท (แปลว่าซื้อRMFและ SSF ยังไงก็ต้องห้ามเกิน 430,000บาท)
ขั้นถัดมา เอารายได้คูณ 30%แปลว่าเราสามารถซื้อได้ RMFได้เท่ากับ 800,000 x 30% = 240,000 บาท ส่วน SSF จะเท่ากับ 800,000 x 30% = 240,000 บาท ซึ่งต้องอย่างลืมว่าซื้อ SSF ยังไงก็ห้ามเกิน 200,000บาท เพราะฉะนั้นเราจะสามารถซื้อ RMF = 240,000 บาท และ SSF =200,000 บาท
“แต่ถ้าซื้อ RMF และ SSF ทั้งหมด (240,000 + 200,000 =440,000 บาท) ก็จะทำให้เราซื้อเกินสิทธิ ซึ่งก็ต้องเลือกดูว่าจะลด RMF หรือ SSF ลงเพื่อให้ไม่เกินสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีที่ 430,000บาท”
Tip: สำหรับผู้ที่รายได้ไม่แน่นอน ไม่ควรประเมินรายได้ในเดือนสุดท้ายมากเกินความเป็นจริง เพราะอาจจะทำให้เราซื้อกองทุน RMF และ SSF มากเกินไปจนผิดเงื่อนไขการลงทุน
2.เลือกอะไรดีระหว่าง “RMF” และ “SSF”
ถ้าดูตามวัตถุประสงค์ในการลงทุนของ RMF มีความชัดเจนมากในการลงทุนเพื่อไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ (อายุ 55ปี) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ซึ่งก็เหมาะกับการควบคุมให้เราต้องลงทุนเพื่อการเกษียณอย่างต่อเนื่อง ส่วน SSF ต้องการจูงใจให้เราลงทุนระยะยาว (ถือไม่ต่ำกว่า 10ปี) ซึ่งไม่ได้บังคับให้เราลงทุนต่อเนื่องทุกปี
กลับมาคำถามที่ว่าแล้วเราจะเลือกอะไรดีระหว่าง RMF และ SSF?
ถ้าเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการ “เก็บเงินเพื่อการเกษียณ” อยากจะแนะนำให้เลือกเป็น “RMF” ไปเลยเพราะเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนในระยะยาว สำหรับคนที่ยังอายุไม่เยอะหรือกังวลว่าต่อไปรายได้เราอาจจะไม่เพียงพอในการลงทุนรึเปล่า ก็ไม่ต้องกังวลมากนักเพราะปัจจุบันไม่มีการกำหนดเงินขั้นต่ำในการลงทุนในแต่ละปีเราจะลงทุน 1บาทหรือ 100บาท ก็ได้เพื่อรักษาเงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่องเอาไว้ (ขึ้นอยู่กับขั้นต่ำการลงทุนของแต่ละกองทุน)
“ส่วนถ้าเราอยากดูที่ระยะเวลาการลงทุนเป็นหลัก ก็จะขึ้นอยู่กับอายุของเรา เช่น ถ้าเราอายุ 45ปีการถือครอง RMF และ SSF ก็อาจจะไม่ต่างกัน แต่ถ้าเราอายุน้อยกว่านั้นการลงทุนใน SSF การจะใช้เวลาถือครองน้อยกว่า”
Tip: อยากให้ดูที่วัตถุประสงค์การลงทุนของเราก่อนอย่างเช่น ลงทุนเพื่อการเกษียณเพื่อซื้อบ้านในอนาคต หรือเพื่อการศึกษาของลูก แล้วค่อยดูว่าการลงทุนและการถือครองแบบไหนจะเหมาะสมกับเรา
3.เลือก “กองทุน” ที่จะลงทุน
เราสามารถเลือกดูหรือค้นหากองทุน RMF และ SSFได้จาก www.morningstarthailand.com ซึ่งเราควรศึกษาเกี่ยวกับกองทุนนั้นๆ ที่จะลงทุนก่อน เนื่องจากความเสี่ยงในแต่ละกองทุนย่อมมีความแตกต่างกัน เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้น (Equity) จะมีความผันผวน มากกว่ากองทุนที่ลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ (Bond) เป็นต้น หรือ ในปัจจุบัน ถ้าเราไม่มีเวลาการศึกษาหรือติดตามการลงทุนได้บ่อยๆ การเลือกกองทุนที่มีลักษณะเป็นกองผสมระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ (Allocation) โดยมีผู้จัดการกองทุนเป็นคนปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้กับเราก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีเช่นเดียวกัน
“เน้นอีกครั้งว่า ควรศึกษาข้อมูลให้มีความเข้าใจในการลงทุน อย่าลงทุนโดยดูแต่ผลตอบแทนที่ผ่านมา หรือลงทุนตามที่คนอื่นชักชวนแต่เพียงอย่างเดียว เพราะไม่อย่างนั้นการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีอาจทำให้เราปวดหัวจนไม่คุ้มกับภาษีที่ได้รับกลับคืนมา”
Tip: กองทุน RMF และ SSF เป็นกองทุนที่มีต้องลงทุน ‘ระยะยาว’ ทั้งคู่การเลือกกองทุนควรเหมาะสมกับสภาพการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว และควรเหมาะกับการยอมรับความเสี่ยงของตัวเราเอง