โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อัศจรรย์ของการลงทุนใน RMF-LTF

Finnomena

อัพเดต 22 ธ.ค. 2560 เวลา 10.58 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2560 เวลา 07.15 น. • Dr.Niwes Hemvachiravarakorn
อัศจรรย์ของการลงทุนใน RMF-LTF

ผมเพิ่งซื้อกองทุน RMF และ LTF ประจำปี 2560 ตามที่ทำมาทุกปีในช่วงปลายปีเป็นเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว เหตุผลหลักที่ซื้อก็คือเพื่อที่จะลดภาษีที่ต้องจ่ายจากรายได้ลง 30% นั่นก็คือ ทุกปีผมจะซื้อกองทุน RMF และ LTF อย่างละประมาณ 15% ของรายได้ประจำปีแต่ไม่เกิน 250,000 บาท ตามที่กฎหมายกำหนด นี่คือเงินที่ผม “ได้แน่ ๆ” ในวันที่ซื้อหน่วยลงทุน อย่างไรก็ตาม การซื้อกองทุนทำให้ผมต้องเสียโอกาสที่จะนำเงินนั้นมาลงทุนเองที่ “อาจจะ” ทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น

ผมเองค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าผมซื้อกองทุน RMF ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก ผลตอบแทนที่ได้ในระยะยาวก็คงต่ำกว่าการลงทุนที่ผมจะทำเองมากและคงไม่คุ้มกับภาษีที่ผมประหยัดได้แน่ ดังนั้น ผมจึงเลือกลงทุนใน RMF ที่ลงทุนในหุ้นทั้งหมด ในส่วนของ LTF ซึ่งลงทุนในหุ้นเป็นหลักอยู่แล้วผมก็เลือกลงทุนในกองที่เน้นการถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงที่สุด นอกจากนั้น ทั้งสองกองทุนผมก็ยังเลือกที่จะไม่รับปันผลเลย เพราะผมเชื่อว่าเงินที่เก็บรักษาและลงทุนเพื่อการเกษียณนั้น เราไม่ควรนำมาใช้เลยก่อนที่เราจะเกษียณ เราควรจะปล่อยให้มันทบต้นไปเรื่อย ๆ จนถึงวันที่เราจะนำมันออกมาใช้

ผมเอง “เกษียณ” จากการทำงานประจำมานานแล้ว ว่าที่จริงเมื่อผมเริ่มซื้อกองทุนแค่สองสามปี ผมก็ลาออกจากงานประจำแล้ว อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมีรายได้อื่นโดยเฉพาะจากลิขสิทธิ์หนังสือที่ผมเขียนมาโดยตลอดและผมก็ซื้อกองทุน RMF และ LTF ต่อเนื่องมาทุกปีเพื่อ “ลดภาษีรายได้” โดยที่ไม่ได้สนใจว่ามันจะเติบโตขึ้นเพียงพอที่ผมจะนำมาใช้ในยามเกษียณหรือไม่ เหตุผลก็เพราะผมมีเงินเพิ่มขึ้นมากจากการลงทุนในตลาดหุ้นเองจนเงินในกองทุน RMF และ LTF นั้นกลายเป็นเงินส่วนน้อยที่ไม่มีนัยสำคัญไปแล้วและผมก็ไม่สนใจที่จะดู อย่างไรก็ตาม ถ้าสมมุติว่าผมไม่ได้ร่ำรวยขึ้นอย่างที่เป็นอยู่และก็ยังคงต้องทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ RMF และ LTF ที่ผมถืออยู่ในวันนี้มันจะมีความหมายแค่ไหน? มันจะพอให้ผมใช้ในยามเกษียณจริง ๆ ที่ไม่มีรายได้ไหม? นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดและจะเขียนในวันนี้

จากสถิติการลงทุนของผมที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดบัญชีกองทุน ผมเริ่มลงทุนใน RMF ตั้งแต่เริ่มมีกองทุนนี้ในประเทศไทยในปี 2545 วันที่ผมเริ่มลงทุนนั้นเป็นวันที่ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะเงียบเหงามากอานิสงค์จากภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่เพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากวิกฤติตลาดหุ้นตั้งแต่ปี 2540 ดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 350 จุด แต่นั่นสำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว มันคือ “ฤกษ์” ที่ดีที่สุด เพราะในปีต่อมา ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นถึง 117% ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นปีที่ตลาดให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย

หลังจากนั้นผมก็ลงทุนใน RMF ทุกปี จนถึงวันนี้เป็นเวลา 16 ปี เงินที่ผมลงทุนคิดรวมกันเท่ากับ 2,680,000 บาท แต่สินทรัพย์สุทธิหรือเม็ดเงินที่อยู่ในกองทุนที่ผมจะถอนออกมาใช้ได้คือ 6,557,545 บาท หรือมีเงินเพิ่มขึ้นเกือบ 4 ล้านบาท ผลตอบแทนที่กองทุนทำได้ตามที่รายงานโดยผู้จัดการกองทุนคือประมาณปีละ 14.4% แบบทบต้น เงินก้อนแรกที่ผมลงทุนน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 8 เท่าตัว ตรงกันข้าม ถ้าผมเก็บเงินทั้งหมดฝากธนาคารทุกปีด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากเงินของผมอาจจะเพิ่มขึ้นมาเป็นไม่เกิน 3 ล้านบาท

ผมเริ่มลงทุนในกองทุน LTF ตั้งแต่เริ่มต้นโดยรัฐบาลเช่นกันในปี 2547 หรือ 2 ปีหลังจากการลงทุนใน RMF และก็เป็นปีสุดท้ายที่ผมทำงานกินเงินเดือน การลงทุนของผมหลังจากนั้นก็จะเป็นการลงทุน “คู่กัน” หรือลงทุนเท่ากันและพร้อมกันกับการลงทุนใน RMF ทุกปีจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 14 ปี เงินลงทุนทั้งหมดของ LTF คือ 2,180,000 บาท แต่ตัวเลขสินทรัพย์สุทธิในกองทุนก็คือ 4,277,075 บาท ผลตอบแทนที่กองทุนทำได้ในช่วง 14 ปีคือ 10.2% ต่อปีแบบทบต้น เงินก้อนแรกที่ลงไปน่าจะโตขึ้นมาเป็น 4 เท่าตัว ผมคิดว่าผลตอบแทนต่อปีที่ต่ำลงของกองทุน LTF เมื่อเทียบกับ RMF มากทั้ง ๆ ที่ก่อตั้งห่างกันเพียง 2-3 ปี นั้น น่าจะมาจากการที่กองทุน RMF ได้รับประโยชน์จากตลาดหุ้นที่บูมมากในปี 2546 อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนทบต้นในระดับ 10% ต่อปีแบบทบต้นเป็นเวลานานถึง 14 ปีก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ลงทุนเองหรือมีความสามารถในการลงทุนเป็นพิเศษ

โดยรวมแล้ว ผมเองลงทุนทั้งใน RMF และ LTF เป็นเงิน 4,860,000 บาท ในช่วงเวลา 16 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 300,000 บาทเศษ ๆ หรือเดือนละประมาณ 25,000 บาท และเริ่มตอนที่ผมอายุประมาณ 50 ปี จนถึงขณะนี้ผมก็มีเงินสะสมที่สามารถนำมาใช้ได้จำนวนประมาณ 10.8 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ถ้าผมนำไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นและสามารถได้ผลตอบแทนปีละ 10% ปีหนึ่งผมก็จะมีกำไรหรือรายได้ ประมาณ 1 ล้านบาทเศษ ๆ หรือเดือนละประมาณ 90,000 บาท ซึ่งก็เป็นรายได้ที่น่าจะทำให้ผมสามารถอยู่ได้อย่างสุขสบายถ้าหากผมไม่ได้มีเงินจากแหล่งอื่นเลย ว่าที่จริง รายได้จากการทำงานในทุกวันนี้ของผมก็อยู่ประมาณเท่า ๆ กันนั่นแหละ

ประสบการณ์ของการลงทุนใน RMF และ LTF ของผมนั้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรพิเศษและเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับคนอื่น ๆ ที่มีการศึกษาและพื้นฐานใกล้เคียงกัน คนที่มีอายุ 50 ปีและมีรายได้ปีละ 1 ล้านบาทนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ได้มากหรือน้อย การกันเงิน 30% หรือปีละ 300,000 บาท ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนักโดยเฉพาะเมื่อลูก ๆ เติบโตทำงานได้แล้วรวมถึงภาระผ่อนบ้านหรืออื่น ๆ ถ้ามีก็น่าจะหมดลง สิ่งที่ต้องตัดสินใจก็คือ การเลือกที่จะลงทุนในหุ้นให้สูงที่สุดและการมีวินัยที่จะต้องลงทุนทุกปีหรือทุกเดือนและไม่นำเงินออกไปใช้ก่อนเกษียณ ทั้งหมดนั้นต้องอาศัยศรัทธาหรือความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว ที่จริงผมเองสามารถที่จะถอนหรือขายหน่วยลงทุนทั้ง RMF และ LTF ได้ทั้งหมดตั้งแต่อายุ 55 ปีแล้วแต่ผมก็ไม่ได้ทำและยังลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ จนเกิน 60 ปี ผมคิดว่าตราบใดที่ผมยังมีรายได้ผมก็จะไม่ใช้เงิน “เพื่อการเกษียณ” นี่ก็เป็น “วินัย” อีกข้อหนึ่งที่ควรยึดถืออย่างเคร่งครัด

แน่นอน อนาคตอาจจะไม่เหมือนกับอดีต สิ่งที่เกิดขึ้นกับการลงทุนใน LTF และ RMF ของผมในช่วง 16 ปีที่ผ่านมาอาจจะไม่เกิดขึ้นในอนาคตอีก 16 ปีข้างหน้า บางทีมันอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกในตลาดหุ้นไทยแต่มันก็อาจจะเกิดในตลาดของประเทศอื่นก็ได้ ไม่มีใครรู้ การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงเสมอ อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์สอนเราว่าในระยะยาวแล้ว หุ้นเองกลับมีความเสี่ยงน้อยลงและโอกาสที่หุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารการเงินอื่นนั้นมีน้อยมาก ๆ ดังนั้น ถึงวันนี้ผมเองก็ยังคิดว่าคนกินเงินเดือนหรือคนมีรายได้จากการทำงานและอายุไม่เกิน 50 ปีนั้น ควรที่จะต้องลงทุนในหุ้นไม่ว่าจะผ่านเครื่องมืออะไรในอัตราส่วนที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ และถ้าสามารถลงทุนเป็นเงินถึง 30% ของรายได้แล้วละก็ อนาคตการเงินหลังเกษียณก็น่าจะสดใสและไม่เป็นภาระกับใครเลย

ที่มาบทความ : http://www.thaivi.org/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...