เปิดปม...เครื่องสแกนม่านตา พิสูจน์สัญชาติต่างด้าว
เมื่อกล่าวถึง “เครื่องสแกนม่านตา” ในการนำมาตรวจพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาตินั้น หลายคนอาจเกิดคำถามว่า มีการใช้อย่างไรบ้าง และมีใช้กับแรงงานกลุ่มไหนอย่างไร
แน่นอนว่า เครื่องสแกนม่านตาได้ถูกนำมาใช้ในการตรวจอัตลักษณ์ของ แรงงานข้ามชาติ โดยเบื้องต้นมุ่งไปที่แรงงานข้ามชาติกลุ่มประมง สืบเนื่องมาจากนโยบายที่ต้องการแก้ไขปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) และปัญหาการค้ามนุษย์ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพราะถือเป็นวาระแห่งชาติ
จึงเป็นที่มาให้กระทรวงแรงงานทำการเก็บข้อมูลด้านอัตลักษณ์ โดยการสแกน ใบหน้า และ ม่านตา (Face and Iris Scan) แรงงานต่างด้าวในกิจการประมงและแปรรูปสัตว์น้ำ ต่อจากกรมเจ้าท่าที่รับหน้าที่ดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง แต่ที่ผ่านมากลับทำได้จำนวนไม่มากนัก กระทรวงแรงงานจึงต้องรับช่วงต่อนั่นเอง
โดยเครื่องดังกล่าวจะใช้ในกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ต้องลงเรือประมง ซึ่งจะต้องผ่านศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง การเก็บข้อมูลจากม่านตาก็เหมือนพิสูจน์ดีเอ็นเอว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับบัตรประจำตัวที่ถืออยู่
โดยหลักการคือ จะนำเครื่องสแกนม่านตาของแรงงานด้วยวิธีการถ่ายให้ครอบคลุม ลูกตาดำ ทั้งหมด
บางคนต้องมีคนถ่างตาให้ก็มี ซึ่งเมื่อถ่ายเสร็จ ข้อมูลจะยิงเข้าระบบคอมพิวเตอร์ และบันทึกข้อมูลผ่านระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะถ่ายรูปแรงงานข้ามชาติ และกรอกข้อมูลจากการสอบถามข้อมูลส่วนตัวของแรงงาน ทั้งชื่อ อายุ เพศ
จากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะไม่สามารถอ่านค่าได้ แต่ต้องส่งไปยังบริษัทที่สหรัฐอเมริกาในการอ่านข้อมูล โดยการจะเปิดดูข้อมูลต้องมีค่าใช้จ่าย 45 บาทต่อคน ขณะที่ตัวเครื่องมีราคาประมาณ 1 แสนบาท
ล่าสุด นาย จรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ออกมาให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเครื่องสแกนม่านตาว่า การใช้เครื่องดังกล่าวมุ่งเน้นในกลุ่มประมง เนื่องจากมีปัญหาลายนิ้วมือลบเลือนจากการทำงานในเรือประมง จึงต้องใช้วิธีการสแกนม่านตา และที่ผ่านมาไม่เคยมีระบบยืนยันอัตลักษณ์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีระบบพิสูจน์ตัวตนว่ามาจากไหน อยู่ที่ไหน
เคยให้กรมการปกครองมาช่วย ทำเลขประจำตัว 13 หลัก ทำไปแล้วก็พิสูจน์ไม่ได้อีก ประกอบกับที่ผ่านมา แรงงานประมงใช้บัตรชั่วคราวที่เรียกว่าบัตรสีชมพู ซึ่งจะหมดอายุในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะต้องมาทำเวิร์กเพอร์มิตกับกรมจัดหางานอยู่แล้ว
ทางรัฐบาลเลยมอบหมายให้จัดทำสแกนม่านตาประกอบไปเลย ขณะนี้เครื่องสแกนมี 30 เครื่อง เป็นของกรมเจ้าท่า ส่วนตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่ทำประมงมี 7-8 หมื่นคน จึงมีการแจ้งไปว่า หากทำไม่ทันให้ขอการสนับสนุนได้ ราคาเครื่องสแกนเครื่องละ 1 แสนบาท เป็นเครื่องเล็กๆ คล้ายเครื่องตรวจวัดสายตา เราทำหน้าที่สแกนข้อมูลไว้
ส่วนการประมวลผล ต้องให้หน่วยงานอื่นเข้ามาช่วย อย่างสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
“นโยบายขณะนี้ชัดเจนว่า หลังวันที่ 31 มีนาคม 2561 ต้องไม่มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในประเทศไทยอีก เพราะฉะนั้น การวางระบบพิสูจน์อัตลักษณ์ของแรงงานจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะใช้วิธิการสแกนใบหน้า ลายนิ้วมือ หรือวิธีการอื่นๆ และต้องนำหน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วย นอกเหนือจากกรมการจัดหางาน และกรมเจ้าท่า ที่ดำเนินการอยู่เดิม ดังที่ปรากฏในคณะกรรมการพิจารณาการเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว” นายจรินทร์กล่าว
ปัจจุบันเครื่องดังกล่าวทางกรมเจ้าท่ามอบให้กรมการจัดหางาน (กกจ.) ยืมใช้ 30 เครื่อง โดยดำเนินการพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าวกลุ่มประมงและแปรรูปสัตว์น้ำ ใน 22 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับทะเล และ กทม. แต่ปัจจุบันเครื่องชำรุดไป 3 เครื่อง
ซึ่ง นาย อนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดี กกจ. ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันได้กระจายเครื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานจัดหางานทั่วประเทศ ซึ่งจากการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2560 ได้สแกนม่านตาแรงงานต่างด้าวกลุ่มประมงทะเลไปแล้ว 21,477 คน ส่วนกิจการแปรรูปสัตว์น้ำดำเนินการ 18 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน ทำไปแล้ว 3,040 คน
ตอนนี้ยังเหลือแรงงานต่างด้าวกลุ่มนี้ที่ต้องเข้าสแกนม่านตาอีก 7 หมื่นคน ส่วนสำหรับสแกนม่านตาแรงงานต่างด้าวกลุ่มอื่นๆ ยังไม่มี
ทั้งนี้ จากตัวเลขที่ยังเหลือในการสแกนม่านตานั้น ล่าสุดคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 49/2560 เรื่องการพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว ตามออกมา โดยให้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว ใน 22 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล คือ จ.กระบี่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชุมพร ตราด ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี พังงา เพชรบุรี ภูเก็ต ระนอง ระยอง สงขลา สตูล สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และ จ.สุราษฎร์ธานี กรรมการมาจากหลายกระทรวง เพื่อบูรณาการสร้างระบบตรวจสอบและยืนยันอัตลักษณ์ที่มีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะสำหรับแรงงานภาคประมง ซึ่งมีปัญหาลายนิ้วมือลบเลือนจากการทำงานในเรือประมง จึงต้องใช้วิธีการสแกนม่านตานั่นเอง