โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร "SAWAD" ที่ "BBB+" แนวโน้ม "Stable"

ทันหุ้น

อัพเดต 10 มิ.ย. 2563 เวลา 08.12 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 08.12 น.

ทันหุ้น-สู้โควิด : ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัทเงินทุน ศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ที่ระดับ "BBB+" ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" โดยอันดับเครดิตสะท้อนสถานะของบริษัทในการเป็นบริษัทลูกที่เป็นธุรกิจหลักของ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่มศรีสวัสดิ์ 

ทั้งนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจของบริษัทที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนฐานเงินทุนและความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแรง รวมถึงสถานะสภาพคล่องที่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีข้อจำกัดจากความเสี่ยงจากการมีสินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันจำนวนมาก รวมทั้งคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรม และความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินทุนที่อยู่ในระดับปานกลางของบริษัท 

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

เป็นบริษัทลูกที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่มศรีสวัสดิ์

บริษัทมีสถานะเป็นหนึ่งในบริษัทลูกที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่มศรีสวัสดิ์ที่ให้บริการสินเชื่อแก่ฐานลูกค้าของกลุ่มนอกเหนือจากบริษัทย่อยอื่น ๆ ของกลุ่ม เช่น บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 2014 จำกัด และ บริษัท เงินสดทันใจ จำกัด เป็นต้น ณ เดือนมีนาคม 2563 ยอดสินเชื่อคงค้างของบริษัทคิดเป็น 49% ของยอดสินเชื่อคงค้างของกลุ่มตามงบการเงินรวม อีกทั้งผลกำไรของบริษัทยังคิดเป็น 34% ของกำไรสุทธิของกลุ่มในไตรมาสแรกของปี 2563 อีกด้วย ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างกลุ่มในปี 2560 หลังจากที่บริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น เข้ามาถือหุ้นในบริษัท บริษัทก็มุ่งเน้นในตลาดที่แตกต่างไปจากบริษัทศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 2014 และได้ใช้เครือข่ายสาขาของบริษัทศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 2014 ในการขยายฐานลูกค้าและพอร์ตสินเชื่อ ส่วนในด้านการสนับสนุนทางการเงินนั้น นอกจากการได้รับเงินเพิ่มทุนจำนวน 5.9 พันล้านบาทจากบริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น ในปี 2562 แล้ว บริษัทยังได้รับวงเงินสินเชื่อจากบริษัทแม่ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมของบริษัทอีกด้วย

แรงกดดันจากสินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน 

อันดับเครดิตของบริษัทได้รับแรงกดดันบางส่วนจากความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของลูกหนี้และความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากการปล่อยกู้ค่อนข้างมากในกลุ่มลูกหนี้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน ณ เดือนธันวาคม 2562 สินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันมีสัดส่วนคิดเป็น 36% ของยอดสินเชื่อคงค้างของบริษัทซึ่งอยู่ที่จำนวนราว ๆ 1.9 หมื่นล้านบาท ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องอาจเกิดขึ้นได้จากการที่กระบวนการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดในกรณีผิดนัดชำระหนี้ของอสังหาริมทรัพย์นั้นใช้เวลานาน ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของลูกหนี้อาจทำให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตหรือสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของลูกหนี้อาจบรรเทาลงได้จากการที่บริษัทมุ่งเน้นไปที่สินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันที่มีขนาดเล็กกว่า (ต่ำกว่า 10 ล้านบาท) แต่ทริสเรทติ้งก็มองว่าความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ในกลุ่มดังกล่าวที่มีค่อนข้างมากนี้ถือเป็นปัจจัยลบต่ออันดับเครดิต

ฐานเงินทุนและความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง  

ทริสเรทติ้งคาดว่าสถานะเงินทุนที่แข็งแกร่งและความสามารถในการกำไรที่มีอย่างต่อเนื่องของบริษัทจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิตต่อไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ ณ เดือนมีนาคม 2563 บริษัทมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของที่ระดับ 43.3% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 13.0% ณ เดือนมีนาคม 2562 จากการที่บริษัทแม่เพิ่มทุนให้จำนวนประมาณ 5.9 พันล้านบาทในปี 2562 โดยอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของที่ระดับประมาณ 40% นั้นบ่งบอกถึงการมีสถานะเงินทุนที่แข็งแกร่งมากตามเกณฑ์ของทริสเรทติ้ง 

นอกเหนือจากฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งแล้ว ความสามารถในการสร้างผลกำไรก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนอันดับเครดิตของบริษัท ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยของบริษัทจะทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 6.0% แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจส่งแรงกดดันต่อรายได้ของบริษัทอยู่บ้าง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เข้มแข็งของบริษัทซึ่งเกิดจากอัตราผลตอบแทนที่คงที่และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง รวมทั้งจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น 

ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าค่าใช้จ่ายดำเนินงานของบริษัทจะปรับตัวลดลงจากการที่บริษัทเปลี่ยนมาทำการจัดเก็บหนี้เองซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้จากเดิมที่บริษัทจ้างให้บริษัทศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 2014 ดำเนินการแทน ณ เดือนมีนาคม 2563 บริษัทมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยที่ปรับเป็นตัวเลขเต็มปีแล้วอยู่ที่ระดับ 7.0% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 4.0% ในปี 2563 โดยส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากสินทรัพย์ทางการเงินที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9) ทั้งนี้ การปรับตัวที่ดีขึ้นของอัตราส่วนดังกล่าวยังเป็นผลมาจากต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงเนื่องจากบริษัทได้ชำระคืนหนี้ให้บริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น หลังจากที่บริษัทแม่ได้ทำการเพิ่มทุนให้แก่บริษัทแล้ว

คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับปานกลาง 

ทริสเรทติ้งคาดว่าคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทอาจถดถอยลงซึ่งเป็นผลจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (สินเชื่อค้างชำระมากกว่า 90 วัน) ต่อสินเชื่อรวมของบริษัทจะเพิ่มขึ้นแต่จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 7% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าโดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการที่บริษัทปรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เช่น อัตราส่วนมูลหนี้ต่อมูลค่าหลักประกันที่ต่ำลงเพื่อควบคุมผลขาดทุนจากการด้อยค่าด้านเครดิตที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ ณ เดือนมีนาคม 2563 อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6.3% จาก 5.6% ในปี 2562 ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรม

นอกจากผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 ก็มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัย 2 ประการคือ ประการแรก การเริ่มใช้ TFRS 9 ซึ่งกำหนดให้มีการจัดชั้นสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตโดยใช้เกณฑ์ตามรายลูกค้าจากเดิมที่จัดตามรายสัญญา ส่งผลให้เมื่อลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ในสัญญาใดสัญญาหนึ่งก็จะมีการนับการผิดนัดชำระสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตร่วมกัน 

ประการที่สอง มาตรฐานบัญชีฉบับใหม่ยังกำหนดว่าการที่จะตัดหนี้สูญออกจากบัญชีได้นั้นจะต้องมีการพิสูจน์ให้ได้ว่าสินเชื่อดังกล่าวจะไม่ได้รับการชำระคืนหนี้แล้วเท่านั้น ซึ่งทำให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตถูกตัดออกจากบัญชีได้ช้าลงเมื่อเทียบกับมาตรฐานบัญชีฉบับเดิม ในมุมมองของทริสเรทติ้งเห็นว่าคุณภาพสินทรัพย์ที่ถดถอยลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้อาจส่งผลกดดันต่อสถานะความเสี่ยงของบริษัทในระยะปานกลาง 

การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตในไตรมาสแรกของปี 2563 ยังส่งผลให้อัตราส่วนความครอบคลุมของค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตของบริษัทปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 56.3% ณ เดือนมีนาคม 2563 จากระดับ 67.1% ในปี 2562 อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะรักษาอัตราส่วนดังกล่าวให้อยู่ในระดับประมาณ 50%-70% ได้ตามแนวทางการบริหารงานของกลุ่ม

มีความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินทุนอยู่ในระดับปานกลางและมีสภาพคล่องที่เพียงพอ

บริษัทมีความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินทุนอยู่ในระดับปานกลางจากการมีฐานเงินฝากขนาดเล็ก โดยฐานเงินฝากส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากลูกค้าที่มีความมั่งคั่งเมื่อพิจารณาจากสถานะที่บริษัทเป็นบริษัทเงินทุนที่ไม่มีเครือข่ายสาขา ณ เดือนมีนาคม 2563 กว่า 90% ของเงินฝากรวมของบริษัทเป็นเงินฝากที่มีระยะเวลา โดยเงินฝากที่มีระยะเวลาซึ่งมีต้นทุนทางการเงินสูงดังกล่าวทำให้บริษัทมีกลยุทธ์ที่จะพึ่งพาเงินกู้ยืมจากบริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนหลักสำหรับการขยายพอร์ตสินเชื่อมากกว่า ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราส่วนเงินฝากรวมต่อเงินทุนรวมของบริษัทที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 81.7% ณ เดือนมีนาคม 2563 จากระดับ 46.0% ณ เดือนมีนาคม 2562 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากการลดลงของเงินกู้ยืมจากการที่บริษัทมีการชำระคืนหนี้แก่บริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่นหลังจากที่ได้รับเงินเพิ่มทุนมาแล้ว

บริษัทมีสภาพคล่องที่เพียงพอจากการที่บริษัทมีวงเงินสินเชื่อส่วนใหญ่มาจากบริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนสถานะสภาพคล่องของบริษัทได้ ทั้งนี้ ณ เดือนมีนาคม 2563 บริษัทมีวงเงินสินเชื่อทั้งหมดจำนวน 1.7 พันล้านบาท โดย 88% ของวงเงินดังกล่าวมาจากบริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่นและส่วนที่เหลือมาจากสถาบันการเงินหนึ่งแห่ง นอกจากนี้ บริษัทยังมีช่องทางในการจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมจากความสามารถในการรับเงินฝากของบริษัทเองอีกด้วย ณ เดือนมีนาคม 2563 บริษัทมีอัตราส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสภาพคล่องที่มีความรุนแรงอยู่ที่ระดับ 291% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ระดับ 100%

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งสำหรับผลการดำเนินงานบริษัทในระหว่างปี 2563-2565 มีดังนี้

+ ยอดสินเชื่อคงค้างจะเติบโตที่ระดับ 11%-16%

+ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ที่ระดับประมาณ 15%

+ อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวมจะคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 7%

+ อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนจากการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตจะยังคงอยู่ที่ระดับประมาณ 50%-60%

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะรักษาสถานะในการเป็นบริษัทลูกที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น และจะยังคงได้รับการสนับสนุนที่เข้มแข็งจากบริษัทแม่อย่างต่อเนื่องต่อไป

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามสถานะเครดิตของบริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จากการที่บริษัทเป็นบริษัทลูกที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม ในการนี้ อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับลดลงหาก

ทริสเรทติ้งเห็นว่าระดับการสนับสนุนที่บริษัทได้รับจากกลุ่มนั้นลดน้อยถอยลง หรือหากสถานะของบริษัทในการเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มศรีสวัสดิ์เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับบริษัทย่อยอื่น ๆ ของกลุ่ม

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- Banks Rating Methodology, 3 มีนาคม 2563

- Group Rating Methodology, 10 กรกฎาคม 2558

บริษัทเงินทุน ศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน) (BFIT)

อันดับเครดิตองค์กร BBB+

แนวโน้มอันดับเครดิต:  Stable

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...