โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัมภาษณ์ทายาท “บันลือกรุ๊ป” พิมพ์พิชา อุตสาหจิต กับภารกิจในการพาจักรวาล “ขายหัวเราะ” ให้ไปอยู่ได้ทุกที่

TODAY

อัพเดต 11 พ.ค. 2563 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 10 พ.ค. 2563 เวลา 15.18 น. • Workpoint News

       ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับแทบทุกธุรกิจ แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่าภัยร้ายจะมาพร้อมวิกฤตเสมอไป เพราะหลายบริษัทก็สามารถค้นหาโอกาสใหม่ๆ ได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ดังเช่น “บันลือกรุ๊ป” ที่พลิกช่วงเวลาแห่งความยากเข็ญ เป็นช่วงเวลาแห่งการ“โชว์ของ” ภายใต้การนำทัพของลูกไม้ใต้ต้น“นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต”

       หลายคนอาจรู้จัก “บันลือกรุ๊ป” ในฐานะสำนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เป็นเจ้าของหนังสือการ์ตูนคู่คนไทยอย่าง ขายหัวเราะ, มหาสนุก, หนูหิ่น, ปังปอนด์ และหน่วยงานผู้บุกเบิกวงการแอนิเมชั่นไทยอย่าง วิธิตา แอนิเมชั่น แต่ในช่วงจวบทศวรรษที่ผ่านมา บันลือกรุ๊ปได้ขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจโปรดักชั่นในนามของแซลมอนเฮ้าส์, แพลตฟอร์มชุมชนคนผลิตคอนเทนต์อย่างเว็บไซต์ Minimore รวมถึงสื่อออนไลน์อย่าง The Matter และสื่อใหม่มาแรงอย่าง Podcast เช่น Salmon Podcast และ ขายหัวเราะ Studio Podcast ด้วย

       ก้าวย่างในแต่ละหน่วยธุรกิจใต้ร่มเงาของบันลือกรุ๊ปต่างประสบความสำเร็จจากการสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถเจาะผู้อ่านได้ตรงเป้าหมาย ขณะที่บางชิ้นยังสร้างปรากฏการณ์จนเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง

 

นิว - พิมพ์พิชา อุตสาหจิต กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทบันลือกรุ๊ป

 

       แต่แล้วในปี 2563 การระบาดของโคโรนาไวรัสกลับสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกอย่างไม่ปรานี บันลือกรุ๊ปเองก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ได้รับผลพวงจากการระบาดครั้งนี้เช่นกัน เนื่องจากการปิดห้างร้านชั่วคราวเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค ทำให้ร้านหนังสือต้องปิดไปด้วย และมาตรการ Social Distancing ที่ทำให้การออกกองโปรดักชั่นที่ต้องพบลูกค้านั้นแทบจะทำไม่ได้

       “โควิด-19 กระทบกับเรารุนแรง อย่างตัวเล่มตอนนี้ก็ออกไปขายไม่ได้เพราะว่าร้านปิด ห้างปิด คนไม่ค่อยออก เป็นอีกวิกฤตที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เพราะเราเคยผ่านน้ำท่วมมา ผ่านช่วงปีต้มยำกุ้งมา แต่ก็ไม่มีอันไหนที่เหมือนโควิด”นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต ทายาทคนโตของ บก.วิติ๊ด หรือ วิธิต อุตสาหจิต ที่เข้ามารับไม้ต่อสืบทอดกิจการแห่งความสร้างสรรค์อย่างบันลือกรุ๊ปตั้งแต่ปี 2557 เล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันให้ทีมงาน Workpoint ฟัง

       นอกจากที่เธอว่าแล้ว ผลกระทบอีกด้านยังมาจากงานที่ต้องทำร่วมกับลูกค้าหรือคู่ค้า ที่เมื่อเขาได้รับผลกระทบโดยตรง โปรเจกต์ต่างๆ ที่วางไว้ร่วมกันก็ต้องเลื่อนออกไปก่อน รวมถึงยังส่งผลสะเทือนกับแผนกลยุทธ์ในปีนี้ที่บันลือกรุ๊ปวางไว้ ก็ต้องเลื่อนออกไปด้วย

       เธอบอกว่า ก่อนที่การระบาดของโควิด-19 จะเข้ามา บันลือกรุ๊ปวางแผนไว้ว่าปีนี้จะเน้นการประสานการทำงานของแต่ละหน่วยธุรกิจในองค์กรมากขึ้น เป็นการรวมพลังแล้วสร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม นอกจากนี้ยังวางแผนการทำงานให้เป็นระบบมากขึ้นจากการมีหน่วยงานอย่าง แซลมอนแล็บ (Salmon Lab) ที่เป็นดั่งคอนเทนต์เอเจนซี่ของเครือคอยประสานงานให้ลูกค้า

       ขณะที่อีเวนต์ที่วางแผนว่าจะจัดในปีนี้อย่างงานแนะนำองค์กรที่จะเปิดให้คนนอกเข้ามาดูว่าบันลือกรุ๊ปทำอะไรได้บ้าง ก็ต้องพับไปก่อนเช่นกัน

       “ด้วยความที่เราคิดว่าเรามีของดีในองค์กรมาก แต่ยังไม่ได้รวมพลังกันเท่าที่ควร และยังไม่ได้บอกใครว่าเราทำอะไรได้บ้าง อย่างขายหัวเราะ คนอาจรู้ว่าทำการ์ตูนเล่ม แต่จริงๆ เรามีเซอร์วิสที่สามารถไปร่วมกับแบรนด์ต่างๆ ได้ ตัวการ์ตูนของเราสามารถเป็นคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งให้แบรนด์ต่างๆ ได้ แต่พอมีโควิด-19 อีเวนต์ก็ต้องพับไปก่อน เราเองก็ต้องทำแผนงานใหม่ เพราะมันกระทบกับหลายอย่างที่เราวางไว้” พิมพ์พิชา ระบุ ก่อนจะบอกว่า แม้จะต้องเลื่อนแผนงานออกไป แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปรับตัวเพื่อให้รับมือกับวิกฤตนี้ให้ได้

 

โอกาสในวิกฤต

       การปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาของบันลือกรุ๊ป เริ่มตั้งแต่การหันมาโฟกัสการขายหนังสือผ่านช่องทางออนไลน์ โดยปรับกลยุทธ์การขายไม่ว่าจะเป็นการจัดโปรโมชั่น, การ Live ขายของบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก

       นอกจากนี้ยังมีการเกาะเทรนด์เพื่ออยู่เคียงข้างคนอ่านรักษาฐานแฟนๆ อย่างการแจกภาพของขายหัวเราะเพื่อใช้เป็นภาพพื้นหลังเวลาประชุมออนไลน์, การขยายไปแพลตฟอร์มสุดฮิตอย่าง TikTok ทั้งยังประกาศสร้างกลุ่ม TICO เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารของนักวาดภาพประกอบและเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ให้ได้มีพื้นที่โปรโมทผลงานตัวเอง

 

 

       แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการที่ขายหัวเราะประกาศสนับสนุนหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ ด้วยการวาดการ์ตูนให้ข้อมูลความรู้ หรือ InfoComic ตามแบบฉบับขายหัวเราะในช่วงโควิด-19 โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งผลงานที่เผยแพร่ไปแล้วคือการร่วมมือกับหลายองค์กร อาทิ กรมควบคุมโรค, กลุ่มแพทย์ผู้นำยุคใหม่ สถาบันพระปกเกล้า, องค์การอาหารและยา (อย.), กรมอนามัย, กระทรวงวัฒนธรรม, ทันตแพทยสภา, Covid Bot, องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเทศไทย เป็นต้น

       พิมพ์พิชา บอกว่า นอกจากคำชมที่ได้รับว่าขายหัวเราะเป็นสถาบันการ์ตูนที่ช่วยสื่อสารเรื่องโควิด-19 แล้ว ผลพลอยได้นอกจากการทำประโยชน์ให้สังคม ยังทำให้คนได้รู้ว่าการ์ตูนของขายหัวเราะไม่ได้เป็นการ์ตูนไร้สาระหรือการ์ตูนตลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถสื่อสารเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นโอกาสที่จะได้รับความสนใจจากพาร์ทเนอร์ในอนาคต

       ขณะที่ฟากฝั่งแซลมอนเฮ้าส์ ก็เรียกเสียงฮือฮาให้วงการโปรดักชั่นเฮ้าส์ด้วยผลงานมิวสิกวิดีโอ ‘Until We Meet Again’ สุดน่ารักที่ถ่ายทำและตัดต่อกันได้แม้ในยาม work from home ซึ่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อมว่า วิกฤติหยุดความคิดเราไม่ได้ เป็นการแสดงศักยภาพให้ลูกค้าเห็นว่าพวกเขาสามารถทำงานได้แม้จะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ตาม ส่งผลให้ได้ลูกค้าใหม่ๆ ทันทีจากงานชิ้นนี้

       “จริงๆ ถ้ามองว่าเป็นวิกฤตมันก็เป็นวิกฤต แต่ถ้ามองว่าเป็นโอกาสมันก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ให้เราได้ลองปรับตัว และสำรวจตัวเองว่าเรายังไม่ได้ใช้ทรัพยากรอะไรอีกบ้าง แล้วก็เป็นโอกาสมากกว่าที่ให้คนได้เห็นว่าแม้เราทำแบบเดิมๆ ไม่ได้ แต่เราก็ทำแบบใหม่ๆ ได้” พิมพ์พิชาผู้ที่ปัจจุบันนั่งตำแหน่งกรรมการบริหารของกลุ่มบันลือกรุ๊ปกล่าว

 

 

จักรวาลขายหัวเราะไปอยู่ได้ทุกที่

       ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้วิถีชีวิต รวมถึงพฤติกรรมหลายอย่างของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจนเกิดภาวะ New Normal อย่างเช่น การหันมาซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์แทนการไปซื้อที่หน้าร้าน สร้างความท้าทายให้กับวงการหนังสืออีกครั้ง

       “วงการหนังสือเป็นอะไรที่ควรปฏิวัติตัวเองมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ด้วยสภาวการณ์ของตลาด โควิด-19 อาจจะเป็นแค่ปัจจัยที่มาช่วยให้เราหาทางใหม่ได้เจอเร็วขึ้นก็ได้”

       อย่างไรก็ตาม สำหรับบันลือกรุ๊ปแล้ว พิมพ์พิชาบอกว่าเธอยังไม่สามารถประเมินได้แน่ชัดว่าหลังโควิด-19 ผ่านพ้น พฤติกรรมผู้อ่านจะเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะขณะนี้ยังมีดีมานด์สั่งซื้อหนังสือเป็นเล่มอยู่ ทั้งขายหัวเราะเองก็มีแฟนอ่านตามหัวเมืองต่างจังหวัดที่ยังชอบหนังสือเป็นเล่ม การปรับตัวเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงใหม่จึงอาจต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้ง

       “จริงๆ ขายหัวเราะไม่ได้ยึดติดว่าตัวเองเป็นหนังสือ จักรวาลขายหัวเราะไปอยู่ได้ทุกที่ ตราบใดที่เป็นเรื่องของการ์ตูน คาแร็กเตอร์ อารมณ์ขัน และ story telling สี่เรื่องนี้สามารถใช้ได้กับทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนเพื่อการตลาด, edutainment, การศึกษา หรือว่าอื่นๆ มากมาย” พิมพ์พิชาระบุ ก่อนจะบอกอีกว่า วิสัยทัศน์ของขายหัวเราะคือสามารถไปอยู่กับผู้อ่านได้ทุกที่ ไม่ว่าชีวิตประจำวันของพวกเขาจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม

       “ถ้าหนังสือไม่มีแล้ว เราก็พร้อมที่จะปรับตัวถ้าพฤติกรรมคนไม่รับหนังสือ”

       พิมพ์พิชา ย้ำชัดว่า การปรับตัวเป็นสิ่งที่บันลือกรุ๊ปทำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ด้วยซ้ำ เพียงแต่โควิด-19 เป็นชนวนสู่การปรับตัวในอีกสนามหนึ่งที่ท้าทายขึ้นกว่าเดิม

       “ของเดิมเราแข่งขันกันในแลนด์สเคปที่เทคโนโลยีเข้ามาทำให้สื่อต้องปรับตัวให้เปลี่ยนแปลงไป แต่พอมีโควิด-19 เหมือนล้มกระดาน เทคโนโลยีก็ต้องแข่ง โควิดก็ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือทุกธุรกิจเขาเจอปัญหานี้เหมือนเรา เพราะฉะนั้นเราจะไม่เอาเรื่องนี้มาทำให้เราท้อหรือทำให้เรารู้สึกไม่สู้ จะเกิดอะไรเราก็ต้องปรับตัวให้ได้ ต้องอยู่ให้ได้ เราจะอยู่เคียงข้างคนอ่านต่อไป นี่คือเป้าหมายของเรา”

 

 

ก้าวเดินต่อไปของ “บันลือกรุ๊ป”

       แม้จะยังไม่อาจคาดการณ์สถานการณ์หลังจากนี้ได้มากนัก แต่พิมพ์พิชาชี้ว่าเป้าหมายและกลยุทธ์ของบันลือกรุ๊ปยังเหมือนเดิม แต่อาจจะมีการปรับวิธีการเพื่อให้รับกับสถานการณ์โควิด-19 มากขึ้น ซึ่งจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ช่วงเวลาที่เหมาะสม, สภาพเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภค

       “ปีนี้ของเดิมคิดว่าน่าจะเป็นปีที่สนุกของเรา มีโปรเจกต์น่าสนใจเกิดขึ้นมากมายจากที่วางแผนไว้ต้นปี นอกจากสนุกแล้วก็ยังท้าทายด้วย คาดเดาไม่ได้ด้วย เป็นอีกอันหนึ่งที่ต้องดูเหมือนกันว่าจะไปในทิศทางไหนต่อ อาจจะดีกว่าเดิมก็ได้” พิมพ์พิชากล่าว

       เธอทิ้งท้ายว่าเธอยังพยายามมองในแง่ดี เพราะที่แน่ๆ คือโควิด-19 ทำให้ทุกคนได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ในสภาวะปกติอาจจะไม่ได้ทำ และอย่างน้อยวิกฤตครั้งนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ถ้าหาก “บันลือกรุ๊ป” ข้ามผ่านไปได้ บริษัทก็จะแข็งแกร่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...