โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนุสรณ์ ติปยานนท์ : In Books We Trust (22) "สิทธารถะ"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 ก.ค. 2564 เวลา 13.59 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2564 เวลา 03.30 น.

 

In Books We Trust (22)

 

ในช่วงปีการศึกษาแรกของมหาวิทยาลัย นักศึกษาทุกคณะ ทุกคนจะถูกบังคับให้ต้องลงเรียนวิชาภาษาไทยในทั้งสองภาคการศึกษา

ในภาคแรกจะเป็นการเรียนเกี่ยวกับการเขียนและการวิเคราะห์งานวรรณกรรมในภาษาไทย

ในขณะที่ภาคเรียนที่สองจะเป็นการเรียนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

โดยในชั้นเรียนจะผสมนักศึกษาจากทุกคณะที่มีการสอบจัดระดับภาษาอังกฤษ ดังนั้น นอกจากการที่เราทุกคนจะได้เจอกันในชั้นเรียนภาษาไทยแล้ว เรายังจะต้องเจอกันในชั้นเรียนภาษาอังกฤษอีกด้วย

ผมจำได้ว่าการแนะนำตัวในชั้นเรียนครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในชั้นเรียนภาษาไทย

และเป็นการมาถึงของ “สิทธารถะ” เป็นครั้งแรก

 

เช้าวันนั้น อาจารย์ประจำชั้นของเราผู้เป็นสุภาพสตรีร่างเล็กที่มีน้ำเสียงแจ่มใสเดินเข้ามาในชั้นเรียนก่อนเวลาเรียนเล็กน้อย นักศึกษาทุกคนมาพร้อมกันในห้อง

แน่นอนสำหรับการเปลี่ยนชีวิตจากเด็กนักเรียนสู่การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นกว่าการได้ใส่เครื่องแบบ ถือสมุดที่มีตรามหาวิทยาลัยบนหน้าปกและปรากฏตัวในฐานะผู้มาใหม่อีกแล้ว

อาจารย์ประจำชั้นของเรามีชื่อว่าอาจารย์ฐิติรัตน์ และแม้ว่าคำนำหน้าชื่อของท่านจะมียศเป็นหม่อมหลวง แต่ผมจำได้ว่าอาจารย์มักแทนตัวเองด้วยคำว่าครูมากกว่าคำแทนตัวอื่นใด

อาจารย์ฐิติรัตน์แจกเค้าโครงการบรรยายพร้อมกับหนังสืออ่านประกอบรายวิชา ในรายชื่อหนังสือนั้นมีชื่อนวนิยายเรื่อง “สิทธารถะ” ที่แปลโดยนายฉุน ประภาวิวัฒน์ รวมอยู่

นอกจากนั้น ยังมีหนังสือเล่มอื่นที่นักศึกษาอาจหาอ่านเพิ่มหากสนใจ อย่างหนังสือชื่อ “ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม” ของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น

จากเค้าโครงการบรรยายนั้น วิชานี้จะมีการฝึกเขียน ฝึกวิเคราะห์บทความหรืองานเขียนของนักเขียนไทยในอดีต

บทความเหล่านั้นมีตั้งแต่บทความเรื่อง “โคลนติดล้อ” ของอัศวพาหุ ไปจนถึงบทความเรื่อง “เสือใบ เสือดำ” ของสมเกียรติ วันทะนะ

บทความเหล่านั้นอาจารย์ฐิติรัตน์ทำโรเนียวไว้ให้แล้วโดยเราสามารถหาซื้อบทความดังกล่าวได้จากห้องจำหน่ายเอกสารประกอบคำบรรยายเช่นเดียวกันกับหนังสืออ่านประกอบในรายวิชา

ดังนั้น เมื่อจบชั้นเรียน นักศึกษาทุกคนจึงตรงไปที่ห้องจำหน่ายเอกสารประกอบคำบรรยาย

ไม่เกินครึ่งชั่วโมง เอกสารปึกหนึ่งพร้อมด้วยนวนิยายเรื่อง “สิทธารถะ” ก็อยู่ในกระเป๋าสะพายของผมแล้ว

 

ชีวิตในมหาวิทยาลัยช่วงแรกนั้นมีหลายสิ่งที่น่าสนใจเหลือเกิน ชมรมต่างๆ ที่เราได้ยินแต่ชื่อในสมัยมัธยมปลายปรากฏตัวอยู่แน่นขนัดบนอาคารกิจกรรม ไม่นับชมรมด้านกีฬาที่อยู่ด้านหลัง

ในช่วงแรกของภาคการศึกษาผมใช้เวลาขลุกอยู่ในชมรมถ่ายภาพกับรุ่นพี่ชั้นปีที่สองที่ชื่อพี่ก๋ง

การได้ทดลองใช้กล้องของชมรมถ่ายรูปจำนวนมากด้วยฟิล์มขาว-ดำและนำมาอัดในห้องอัดของชมรมที่มีไฟสีแดงเรื่อ การได้เห็นกระดาษอัดรูปสีขาวค่อยๆ ปรากฏภาพที่เราตั้งใจถ่ายมานั้นให้ความตื่นเต้นอย่างมาก

ไม่นับกับวิชาเรียนและกิจกรรมอื่นๆ เช่น การตระเวนกินอาหารรอบๆ มหาวิทยาลัย

กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ผมใส่ใจกับการเรียนในชั้นในระดับที่พอให้สอบผ่าน หลายวิชา เช่น อารยธรรมตะวันตกและอารยธรรมไทยนั้นเป็นการเรียนในห้องบรรยายรวมที่มีโทรทัศน์วงจรปิดซึ่งถ่ายทอดมาจากห้องบรรยายหลัก

ในห้องบรรยายที่ว่านี้นักศึกษาย่อมมีอิสระที่จะเดินเข้าหรือเดินออกได้ทุกขณะหากไม่รบกวนผู้อื่น

ดังนั้น ผมจึงพบว่าตนเองสมัครใจที่จะเดินออกจากห้องเรียนไปนั่งกินกาแฟที่โรงอาหารหรือทดลองสูบบุหรี่พร้อมกับถกเถียงเรื่องปัญหาสังคมกับเพื่อนต่างคณะที่นั่งอยู่ตามมุมต่างๆ

อาจกล่าวได้ว่าวิชาเรียนในชั้นปีที่หนึ่งดึงดูดใจผมน้อยเต็มที เว้นเพียงแต่วิชาภาษาไทยเท่านั้นเอง

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นวิชาน่าเบื่อนับแต่แรกได้ยิน (ก็ใครที่ใดเล่าจะรู้สึกว่าการเรียนในภาษาประจำชาติของตนนั้นเป็นสิ่งตื่นเต้นไปได้)

ทว่า อาจารย์ฐิติรัตน์ผู้เป็นผู้รับผิดชอบรายวิชากลับมีกลวิธีมากมายในการตรึงให้พวกเราสนุกสนานกับการเรียนครั้งละหนึ่งชั่วโมงครึ่ง อาทิตย์ละสองครั้งได้อย่างน่าประหลาด

อาจารย์จำชื่อของพวกเราได้ทุกคน อาจารย์จำคณะเรียนของพวกเราได้ทุกคน การให้การบ้านในทุกสัปดาห์ของอาจารย์ไม่ใช่ความน่าเบื่อหน่าย แต่กลับเป็นดังแบบทดสอบทางปัญญาและความรู้ขนานใหญ่

คำถามพื้นๆ ที่อาจารย์ให้เราวิเคราะห์ว่าเพราะเหตุใดชาวจีนที่ดูเหมือนจะเป็นกำลังขับเคลื่อนขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจของสังคมไทยจึงถูกเปรียบเทียบเป็นดังปลักโคลนที่ทำให้ล้อเกวียนเคลื่อนที่ไปได้ยากในสมัยอดีต

พวกเราทุกคนแข่งขันกันเขียนบทวิเคราะห์ ต่างคนต่างใช้ความรู้พื้นฐานและการค้นคว้าเพิ่มเติมมาตอบคำถามนี้

หรือการเขียนบทวิเคราะห์ว่าเพราะเหตุใด เสือใบและเสือดำ บุคคลนอกกฎหมายจึงกลายเป็นตัวละครเอกของสังคมไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

การกระตุ้น การตั้งคำถาม การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม ทำให้วิชาภาษาไทยกลายเป็นวิชาที่ผมเข้าเรียนในแทบทุกครั้ง

วันเวลาของการเรียนผ่านไปจนถึงครึ่งเทอมและในชั่วโมงเรียนครั้งสุดท้ายก่อนการสอบ อาจารย์ฐิติรัตน์แจ้งกับพวกเราว่าข้อสอบข้อหนึ่งจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ “สิทธารถะ” ตัวละครเอกในหนังสืออ่านนอกเวลาเล่มนั้น

คืนวันนั้น ผมค้นหนังสือนวนิยายเล่มดังกล่าวที่ถูกทับไว้เกือบใต้สุดของตำราเรียน หนังสือปกแข็งขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย หน้าปกเป็นภาพวาดที่มีรูปภาพของพระพุทธเจ้า

แรกหยิบ ผมคิดถึงหนังสือนิทานชาดกหรือเรื่องแต่งที่อิงพุทธประวัติอย่าง “กามนิตและวาสิฏฐี” เรื่องแต่งที่จบลงด้วยการอ้างพุทธภาษิตหรือพุทธวจนะบางประการ

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ หลังการพลิกอ่านไปได้หนึ่งร้อยหน้าผมพบว่านวนิยาย “สิทธารถะ” แม้จะเป็นนวนิยายที่ใช้ฉากและตัวละครในยุคพุทธกาล แต่มันกลับปราศจากเรื่องราวโน้มน้าวจิตใจเช่นนั้น

สิทธารถะเป็นนวนิยายที่แสดงถึงการแสวงหาของคนหนุ่มผู้หนึ่ง

สิทธารถะเป็นนวนิยายที่แสดงถึงบุคคลผู้มีเลือดเนื้อที่อุทิศตนให้กับการเรียนรู้อย่างหมดจิตหมดใจ

นวนิยาย “สิทธารถะ” พาผมกลับไปสู่นกนางนวลที่มีชื่อว่า “โจนาธาน” อีกครั้งหนึ่ง

 

เรื่องราวของ “สิทธารถะ” เริ่มต้นด้วยชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เกิดในวรรณะพราหมณ์ที่มีนามว่าสิทธารถะ

ชายหนุ่มผู้นั้นได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี

บิดา-มารดาของเขาคาดหวังว่าเขาจะกลายเป็นพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่อง นับหน้าถือตา แห่งชุมชนนั้น

หากแต่สิทธารถะ หาได้พอใจชีวิตดังกล่าว เขากับเพื่อนสนิทที่มีนามว่า “โควินทะ” ปรารถนาการเข้าถึงสัจธรรมหรือความจริงอันสูงสุดของชีวิตเท่าที่ชีวิตนี้จะหาได้

แน่นอนที่สุดในยุคสมัยดังกล่าว มหาศาสดาที่ทั้งสิทธารถะและโควินทะต้องเดินทางไปถึงย่อมมีพระสมณโคดมอยู่ด้วย

หลังการเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ โควินทะได้กล่าวกับสิทธารถะว่าเขาได้พบผู้ที่จะสั่งสอนและชี้แนะแนวทางการใช้ชีวิตให้แก่เขาแล้ว เขาจะพำนักและปวารณาตนเป็นศิษย์ของพระพุทธองค์ เขาจะหยุดการแสวงหาอีกต่อไปและมุ่งหน้าที่การค้นพบสิ่งสูงสุดอันได้แก่ “นิพพาน”

การต้องแยกจากเพื่อนรักนั้นเป็นเรื่องน่าเศร้า โควินทะเองก็พยายามโน้มน้าวจิตใจให้สิทธารถะพำนักอยู่กับพระพุทธองค์ด้วยกัน การได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่มีพระพุทธองค์เป็นผู้นำทางจิตใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมีโอกาสหรือประสบเช่นนั้นได้ง่ายดาย

แต่กระนั้น สิทธารถะเองก็หาได้โอนอ่อนตาม เขาเชื่อว่าคำสอนของพระพุทธองค์นั้นประเสริฐและทรงคุณค่าจริง เขาหาได้มีสิ่งใดเคลือบแคลงในคำสอนเหล่านั้น

หากแต่ตัวเขายังรู้สึกว่าตนเองหาได้เข้าใจหรือมีประสบการณ์ด้านชีวิตมากพอ

เขายังอยากออกเดินทาง เรียนรู้ชีวิตในด้านอื่นๆ

ทั้งคู่จำใจแยกจากกัน โดยที่สิทธารถะให้คำมั่นว่าเขาทั้งคู่จะได้กลับมาพบกันและถ่ายทอดในสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างได้เรียนรู้อย่างแน่นอน

 

สิทธารถะออกเดินทางต่อ เขาเดินทางไปพบกับ “กมลา” หญิงงามเมือง ที่เป็นที่ปรารถนาของชายจำนวนมาก เขาใช้ชีวิตอยู่กับนางก่อนจะมีบุตรด้วยกัน ชีวิตของเขาน่าจะจบลงที่นั่นแต่แล้วจิตวิญญาณแห่งการแสวงหาของเขาก็เรียกร้องเขาอีกครั้ง

สิทธารถะผละออกจากกมลาและบุตร ออกเร่ร่อนสัญจรไป

ในช่วงเวลานั้นเขาได้รับข่าวการจากไปของบุคคลในครอบครัว จิตใจของเขาแตกสลาย เขาเดินทางมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง

และพบกับชายคนแจวเรือข้ามแม่น้ำ มีนามว่า “วาสุเทพ”

 

ในคืนนั้น ผมอ่านนวนิยายเรื่องดังกล่าวจนถึงฉากที่สิทธารถะได้พบกับวาสุเทพ

แต่กระนั้นตลอดเวลาแห่งการอ่าน คำถามหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นคำถามที่เหนือกว่าการเป็นข้อสอบ เป็นคำถามที่แฮร์มัน เฮสเส ผู้เขียนทิ้งไว้ให้กับเรา เป็นคำถามที่สำคัญต่อบุคคลที่เชื่อว่าตนเองเป็นพุทธศาสนิกหรือคนที่สนใจในพุทธศาสนา

คำถามที่ว่า “ทำไมชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยพลังแสวงหาจึงปฏิเสธมหาศาสดาอย่างพระพุทธองค์? เสียได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...