โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ กษัตริย์ผู้ปราศจาก "ช้างเผือก" ไร้ช้างแก้วประจำรัชกาล

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 31 มี.ค. 2568 เวลา 05.51 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2568 เวลา 00.47 น.

รัชกาลที่ 3 กษัตริย์ผู้ปราศจากช้างเผือก ไร้ช้างแก้วประจำรัชกาล แต่พระบารมีของพระองค์ก็มิได้เสื่อมลง

ปราบดาภิเษกเจ้า ธรณินทร์

กรมเจษฎาบดินทร์ กล่าวอ้าง

ปราชญ์ใดได้สดับยิน ดีช่วย เติมนา

เฉลิมพระเกียรติเจ้าช้าง เผือกผู้พึงฟัง

พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, พ.ศ. 2363[1]

โคลงยอพระเกียรติข้างต้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2330-94, ครองราชย์ พ.ศ. 2367-94) ทรงพระราชนิพนธ์ถวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในพระราชวโรกาสที่มี “ช้างเผือก” มาสู่พระบารมีมากถึง 3 ช้าง อันเป็นที่มาของพระนาม “พระเจ้าช้างเผือก” ของสมเด็จพระราชบิดา

ความในพระราชนิพนธ์แสดงการน้อมรับว่า ช้างเผือก เป็นหนึ่งในเครื่องแสดงบุญญาบารมีขององค์จักรพรรดิราช อันประกอบด้วย จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว และดวงแก้ว ตามคติในคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา

ครั้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงรอคอยที่จะมีช้างเผือกคู่บารมีของพระองค์ แต่ตลอดรัชสมัย กลับพบแต่ช้างสีประหลาด 20 ช้าง ดังที่ตรัสว่า “จะหาช้างสำคัญสักช้างหนึ่งก็ไม่ใคร่จะได้เอาเลย จะได้ก็เป็นแต่สีประหลาดบ้างเล็กน้อย”[2] ที่พอจะตัวขาวบ้าง ก็กลับมีสีดำที่ตา เล็บ ขน และหาง ถึงจะมีคนกราบทูลว่า “กลิ่นตัวเหม็นคาวเป็นช้างโรค” ก็ทรงแย้งว่า เป็น “ช้างเผือกหางดำไม่ได้หรือ” โปรดเกล้าฯ ให้สมโภชเป็นพระยามงคลนาคินทร์ได้ไม่นานก็ล้ม[3]

หากสิ่งเร้นลับมีอิทธิพลต่อคนสยามในยุคนั้น เมื่อมีปัญหาเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติหรือโรคร้ายนานา สาเหตุของปัญหาก็คงจะมุ่งไปที่องค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว และรัชสมัยของพระองค์ก็คงไม่อาจยั่งยืนได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว รัชสมัยนี้ไม่มีกบฏชาวนาแม้แต่ครั้งเดียว แม้บางปีจะมีข้าวยากหมากแพงและต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น แต่ราษฎรก็ไม่คิดว่าเป็นอาเพศ ที่เกิดจากความไร้ช้างเผือกของพระเจ้าแผ่นดิน

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าในรัชสมัยนี้ สิ่งเหนือธรรมชาติไม่อาจบงการชีวิตของผู้คนได้ หรืออีกนัยหนึ่งระหว่างปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติกับผลงานทางเศรษฐกิจที่พิสูจน์ได้ คนสยามเลือกประการหลัง

ในสมัยโบราณ ความเชื่อโชคลางมีอิทธิพลที่สามารถบงการชีวิตผู้คนให้เกิดเหตุร้ายและดีได้ ไม่เว้นแม้แต่องค์พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงกริ่งเกรงจะถูกชี้ชะตาเช่นเดียวกัน ดังใน พ.ศ. 2377 เพียงแค่ยอดพระเจดีย์ใหญ่ 3 องค์ที่วัดพระเชตุพนฯ เอียง พระองค์ยังไม่เสด็จออกว่าราชการถึง 2 วัน เพราะทรงไม่สบายพระทัยและวิงเวียนพระเจ้า ตรัสว่า

“ช่างกระไรเลย เอียงหมดทั้ง 3 องค์ทีเดียว จะเหลือให้สักองค์หนึ่งก็ไม่ได้”[4] ยิ่งไม่มีช้างเผือก จะยิ่งบั่นทอนกำลังพระทัยสักเพียงใด แม้เจ้านายชั้นสูงจะพยายามตีความปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอื่นที่เกิดในรัชสมัยนี้ว่าเป็นสิ่งเสริมบารมีของพระองค์ เช่น แผ่นดินไหวหลังจากพิธีราชาภิเษก “เพียงทรงจักรแก้วแผ้วพื้นแผ่นดินเลื่อน…ด้วยผลบารมีสามสิบทัศ”[5] และแผ่นดินไหวใน พ.ศ. 2376 ถึง 2 ครั้งซ้อนว่าหมายถึง “พระบารมีจะยืนยิ่งเป็นมิ่งมงกุฎกรุง”[6] อันเป็นการให้กำลังพระทัยแล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะหักล้างความเชื่อเรื่องช้างเผือกได้

ถึงกระนั้นพระองค์ก็มิได้ทรงย่อท้อ ทรงใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดี ทรงงานหนัก ตรงต่อเวลา และใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด โดยใช้เวลาถึง 8-11 ชั่วโมงต่อวัน[7] ในการบริหารงานแผ่นดิน อาทิ ประชุมขุนนาง พิจารณาฎีกา และใบบอกต่างๆ อย่างละเอียด

จนกระทั่งได้รับการยอมรับว่ารัชสมัยของพระองค์ สยามประเทศมีเศรษฐกิจที่มั่งคั่งเหนือกว่ารัฐใกล้เคียงทั้งหมด ข้อเท็จจริงจึงมีอยู่ว่า แม้ไม่มี “ช้างแก้ว” ประจำรัชกาล เงินทองก็สามารถบันดาลความสุขให้ราษฎรได้ [8]

อย่างไรก็ตาม กว่าที่พระองค์จะทรงเอาชนะกับคติความเชื่อที่ครั้งหนึ่งพระองค์และราษฎรเคยน้อมรับนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ไม่อาจหักหาญความเชื่อเดิมได้อย่างสิ้นเชิง แต่พระองค์ก็ได้ทรงลดทอนความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ ให้เปลี่ยนมาเป็นความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพที่จะ แสวงหาทรัพย์สินเงินทอง ดังคำที่มักตรัสอยู่เสมอคือ “ให้ทำมาหากิน…ซื้อขายสิ่งของสารพัด”[9]

ครั้นล่วงเข้ารัชสมัยมาได้ 20 ปี มีรายงานว่าได้พบช้างเผือกที่เมืองเชียงใหม่ พระองค์ก็มิได้ทรงกระตือรือร้นที่จะรับช้างนั้นมาสมโภชเหมือนครั้งก่อน ทรงพระสุบินและทำนายด้วยพระองค์เองว่า ช้างนั้นไม่ใช่ช้างเผือกบริสุทธิ์[10] ซึ่งแสดงว่า ไม่ว่าช้างนั้นจะเป็นช้างเผือกจริงหรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้ทรงหวั่นไหวพระทัย หรืออีกนัยหนึ่ง ถึงไม่มีช้างเผือก พระบารมีของพระองค์ก็มิได้เสื่อมลงแต่อย่างใด เพราะมีพระปรีชาสามารถ มีพระสติปัญญาเป็นเลิศ และทรงมีไหวพริบรู้เท่าทันอารยประเทศ[11]

ผลงานของพระองค์เทียบได้กับองค์จักรพรรดิราชแล้ว ดังที่รับสั่งเมื่อใกล้สวรรคตใน พ.ศ. 2393 ว่า “ขอบขัณฑเสมาอาณาจักรกว้างขวาง พระเกียรติก็ปรากฏไปทั่วนานาประเทศ”[12]

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

[1] สันนิษฐานว่าทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2363 เนื่องจากบรรยายเหตุการณ์จบที่ทูตโปรตุเกสเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีใน พ.ศ. 2363. ดูรายละเอียดใน นุชนารถ กิจงาม. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก : ประวัติศาสตร์จารีตประเพณีจากพระราชนิพนธ์ยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2546), น. 43.

[2] หลวงอุดมสมบัติ. จดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติ. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2530), น. 225.

[3] ปี พ.ศ. 2377 ดูรายละเอียดใน เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 เล่ม 1. (พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, 2504), น. 163.

[4] หลวงอุดมสมบัติ. จดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติ. น. 212-213.

[5] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ เรื่องจดหมายความทรงตำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพธิ์) ตั้งแต่ จ.ศ. 1129 ถึง 1182 เป็นเวลา 53 ปี. (กรุงเทพฯ : ศรีปัญญา, 2553), น. 549.

[6]จดหมายความทรงจำฯ บันทึกว่า ในปี พ.ศ. 2376 เกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดือน 12 แรม 8 ค่ำ เวลา 3 โมง 5 บาท ครั้งที่ 2 เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 1 ขึ้น 13 ค่ำ เวลา 7 ทุ่มนาฬิกา. เรื่องเดียวกัน, น. 552-553. เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ บันทึกว่า ครั้งก่อนเกิดเมื่อเดือน 10 ส่วนครั้งที่ 2 วันเดือนตรงกัน. ดูรายละเอียดใน เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 เล่ม 1. น. 136. และจดหมายโหรฉบับพระยาประมูลธนรักษ์ บันทึกไว้ในวันศุกร์ เดือน 10 แรม 8 ค่ำว่า เพลา 2 โมงเศษ แผ่นดินไหว 3 ครั้ง. ใน ประชุมจดหมายเหตุโหร รวม 3 ฉบับ. (นนทบุรี : ต้นฉบับ, 2551), น. 52.

[7] 4-5 มงเช้า และ 1 ทุ่ม-ย่ำรุ่ง ดูรายละเอียดใน หลวงอุดมสมบัติ. จดหมายหลวงอุดมสมบัติ. น. 254.

[8] วอลเตอร์ เอฟ. เวลลา เขียนไว้ว่า “ฐานะของประชาชนพลเมือง เมื่อเปรียบเทียบกับชนชาวเอเชียอื่น ๆ แล้ว นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก” ดู วอลเตอร์ เอฟ. เวลลา. แผ่นดินพระนั่งเกล้า. นิจ ทองโสภิต (แปล). (กรุงเทพฯ : สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2514), น. 291.

[9] กรมศิลปากร. จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 เล่ม 1. (กรุงเทพฯ : สหประชาพาณิชย์, 2530), น. 29-79. และ “ประกาศห้ามซื้อขาย สูบหรือกินฝิ่นของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3,” ใน เซอร์จอห์น เบาวริ่ง. ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 2. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ (บรรณาธิการ). (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย, 2550), น. 305.

[10] จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 1209 (พ.ศ. 2390) เลขที่ 46 เรื่อง คัดสำเนาพระสุบินนิมิตของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

[11] มีสำเนาคำแปลข่าวในหนังสือพิมพ์และการชำระความตามบังคับอังกฤษทำผิดขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ดังปรากฏในบัญชี จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 อย่างน้อย 3 เรื่อง นอกจากนั้นทูตอังกฤษยังกล่าวถึงพระคุณลักษณะข้อนี้ไว้ตรงกัน อาทิ จอห์น ครอว์ฟอร์ด บันทึกว่า “เจ้าชายกรมเจษฎ์…ทรงมีความรอบรู้ฉลาดเฉลียว…มีสติปัญญาเหนือกว่าเจ้าชายและเสนาบดีทั้งปวง” และ ร้อยเอกเฮนรี เบอร์นีย์ ก็บันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยามทรงเป็นบุคคลที่มีความปรีชาสามารถมากที่สุดในราชอาณาจักรของพระองค์” ดูรายละเอียดใน John Crawfurd. Journal of an Embassy to the Courts of Siam and Cochin China. (Kuala Lumpur : Oxford University Press, 1967), pp. 125-126. และ เฮนรี เบอร์นีย์. เอกสารเฮนรี เบอร์นีย์ เล่ม 3. ประสิทธิ์ เมธาคุณวุฒิ (แปล). (กรุงเทพฯ กรมศิลปากร, 2551), น. 27.

[12] จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 จ.ศ. 1212 (พ.ศ. 2393) เลขที่ 34 เรื่อง พระบรมราชโองการว่าด้วยเรื่องทรงมอบราชสมบัติเมื่อใกล้สวรรคตฯ

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ “พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์จักรพรรดิราชผู้ปราศจากช้างเผือก” เขียนโดย จริยา นวลนิรันดร์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2554

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 กรกฎาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ กษัตริย์ผู้ปราศจาก “ช้างเผือก” ไร้ช้างแก้วประจำรัชกาล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...