ทนายสงกานต์ ขยี้ต่อ "พี่คล้าวกับควายทองคำ" จี้ประเด็นพิรุธ ชี้ทำเป็นขบวนการ
จากกรณี นายสุรัตน์ แผ้วเกตุ หรือ “พี่คล้าว2018” ออกมาเรี่ยไรเงินไถ่ตัวควาย “เจ้าทองคำ” กลับคืนมาในราคา 100,000 บาทนั้น เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ นำคลิปวิดีโอที่นายสุรัตน์ แผ้วเกตุ หรือ พี่คล้าว2018 ให้สัมภาษณ์กับสื่อที่แสดงถึงข้อพิรุธ ซึ่งเป็นหลักฐาน 1 ใน 9 ชิ้นสำคัญ ว่ามีการบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามสื่อถึงประเด็นถึงที่มาของควายทองคำที่แท้จริงว่าเป็นผู้ใด
นายสงกรานต์ กล่าวว่า ตนมีข้อสงสัยในคดีนี้ เนื่องจากมีการนำเรื่องส่งรายงานไปยังอัยการ จ.ชัยนาท ทั้งที่อยู่ในอำนาจของอัยการศาลจังหวัดมีนบุรี จึงมองว่าผิดสังเกตุ ซึ่งไม่ทราบว่าจะมีการสั่งฟ้องหรือไม่ และตนมีข้อมูลที่จะชี้ว่า มีผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ราย เพราะไม่สามารถทำได้เพียงคนเดียว โดยจะแบ่งหน้าที่กันดูแลเฟซบุ๊ก จัดฉากประดิษฐ์คำเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูล อันเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การเรี่ยไร และการฟอกเงิน ส่วนมูลเหตุการกระทำนั้น ตนคาดว่านายสุรัตน์ทำไปเพื่อต้องการเจ้าทองคำมาเพาะพันธุ์ จึงไม่ได้ตรงตามจุดประสงค์ที่ระบุว่าขอไถ่ชีวิตนอกจากนี้ ตนได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกู้ข้อมูลของโพสต์เฟซบุ๊กการเรี่ยไรเงินของนายสุรัตน์ ที่ได้อ้างว่าไม่มีคำว่าไถ่ชีวิต รวมถึงตัวเลขเงินรับบริจาคที่ระบุว่าได้มา 1.3 แสนบาท ก่อนจะถูกลบไป
นายสงกรานต์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องควายยิ้มได้นั้น ทางนายบุญเลิศ นายก อบต.เองก็ทราบวิธีว่ามันไม่ได้ยิ้มอย่างมีความสุขจริง ซึ่งมีเทคนิคสาดปัสสาวะควายเข้าที่หน้า ทำให้มันแสยะปาก และเข้าใจว่ามันยิ้มไปเอง อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการเกาะกระแสข่าวควายยิ้ม เพียงแต่ต้องการป้องกันไม่ให้สังคมต้องพบเจอการแอบอ้างเอาเงินเพื่อขอไถ่ชีวิตเช่นนี้ ทั้งนี้หากนายสุรัตน์มากล่าวขอโทษ ก็ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของตน ต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย โดยตนนั้นก็ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรเป็นการส่วนตัวกับนายสุรัตน์อยู่แล้ว โดยในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ ทางตนและ อบต. จะมาร่วมทำการชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวให้กับสังคมต่อไป