โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพ็ญสุภา สุขคตะ "พระเจ้าแสนแซว่ (แส้)" ทำไมต้องหล่อแยกชิ้นส่วน?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 03 ก.ย 2563 เวลา 03.22 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2563 เวลา 03.22 น.

“แสนแซว่” หรือ “แสนแส้”?

คําว่า “พระเจ้าแสนแซว่” หรือบางครั้งพบว่าเขียนอีกอย่างเป็น “แสนแส้” ไม่ว่าจะเขียนอย่างไรก็ตาม ที่เราเคยเข้าใจกันนั้นกลายเป็นศัพท์เฉพาะใช้เรียก “พระพักตร์ของพระพุทธรูปล้านนา” อายุประมาณ 500-600 ปีที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย 2-3 องค์ กับอีกหนึ่งองค์ใหญ่ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่

องค์ที่นำมาใช้เป็นภาพประกอบสององค์นี้ ที่เห็นด้านข้างได้มาจากวัดพระยืน ลำพูน กับองค์ด้านตรงไม่มีเม็ดพระศกทำด้วยนากผสมทองแดง ได้มาจาก “หอพระนาก” หรือจุดที่เป็นหอระฆังกังสดาลในวัดพระธาตุหริภุญชัยปัจจุบัน

โดยผู้รู้อธิบายว่า “พระเจ้าแสนแซว่ (แส้)” หมายถึง พระพุทธรูปที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้เวลาหล่อต้องแยกทำทีละส่วน จากนั้นมีการใช้เดือยหรือหมุดเชื่อมหลายชิ้น ซึ่งภาษาล้านนา อะไรที่ต้องการสื่อถึงปริมาณมากๆ มักใช้หน่วยนับ ไม่ร้อย ก็หมื่น แสน ล้าน เข้าไปจับ ในกรณีนี้ใช้ “แสน”

ส่วนคำว่า “แซว่” กับ “แส้” ทำไมดิฉันต้องใส่วงเล็บ สองคำนี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร คุณอภิชิต ศิริชัย นักวิชาการรุ่นใหม่ชาวเชียงราย ผู้เชี่ยวชาญด้านล้านนาศึกษาได้ให้ความกระจ่างว่า

ทั้งสองคำนี้หมายถึงสิ่งที่ใช้เชื่อมชิ้นส่วนของพระพุทธรูปให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งคู่ กรณีของ “หมุดแท่ง” (เช่น หมุดรูปนาฬิกาทราย เดือยหรือสลักรูปตัว I ทำด้วยเหล็ก) ภาษาล้านนาจะเรียกว่า “แซว่” ออกเสียง ว. เบาๆ ต่อท้าย

ส่วน “แส้” นั้นแปลตรงตัวว่า เส้นยาวๆ คล้ายแส้หางม้า แส้จามรี มีลักษณะเป็นแถบหรือเส้นตะเข็บ ใช้เชื่อมชิ้นส่วนพระพุทธรูปเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงใช้คำว่า “แซว่” กับ “แส้” ควบคู่กันไปทุกจุด

คำถามถัดมาคือ จำเป็นเสมอไปหรือไม่ที่พระเจ้าแสนแซว่ (แส้) ต้องใช้เรียกเฉพาะพระพุทธรูปองค์ใหญ่?

 

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ขนาด
หรือเทคนิคการหล่อ

เมื่อถามปราชญ์ล้านนาหลายท่านว่า ทำไมจึงต้องหล่อพระพุทธรูปแบบแยกส่วนหลายชิ้น ได้รับคำตอบว่า เป็นเพราะส่วนผสมของพระพุทธรูปล้านนานั้นเน้นหนักไปที่ทองเหลืองมากกว่าทองแดง ธรรมชาติของทองเหลืองค่อนข้างแข็งตัวเร็วมาก หล่อส่วนนี้ยังไม่ทันเสร็จส่วนนั้นก็แข็งตัวไปก่อนเสียแล้ว

ทำให้ช่างต้องแก้ปัญหาด้วยการหล่อแบบแยกชิ้นส่วน แล้วค่อยนำมาเชื่อมต่อประกอบให้เป็นเนื้อเดียวกันภายหลัง

หากเป็นเช่นนี้ ไฉนจึงมี “พระเจ้าแสนแซว่ (แส้) ทองคำ” องค์จิ๋ว ที่วัดเจดีย์ซาวหลัง เมืองลำปางด้วยเล่า นอกจากจะมีขนาดเล็กมากแล้ว ยังไม่ได้ใช้เทคนิคการหล่ออีกด้วย แต่เป็นการรีดแผ่นทองคำหลายชิ้นให้บาง แล้วนำมาบุประกอบกันเป็นองค์พระแบบกลวงด้านใน

ถ้าเช่นนั้น คำว่า “พระเจ้าแสนแซว่ (แส้)” ก็ไม่น่าจะจำกัดเฉพาะใช้เรียกกับพระพุทธรูปองค์ใหญ่เท่านั้นละสิ ในเมื่อองค์เล็กจิ๋วที่เป็นพระบุทองคำก็ยังเรียกว่า “พระเจ้าแสนแซว่ (แส้)” ได้

เมื่อค้นหา “จุดเหมือนที่ร่วมกัน” ไม่ว่าพระพุทธรูปหล่อสำริด (ที่เน้นทองเหลือง) องค์ใหญ่ก็ดี หรือพระบุทองคำองค์จิ๋วก็ดี พบว่าทั้งสองประเภทมีอะไรที่เหมือนกันอยู่สิ่งหนึ่ง นั่นคือ “ชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเป็นพระพุทธรูปต่างก็แยกเป็น 9 ชิ้น” ดังนี้

1.พระพักตร์ด้านหน้า 2.พระเศียรด้านหลัง 3.พระเกตุมาลาและพระรัศมี (ภาษาล้านนาเรียก “จิกโมลี) บางองค์แยกพระรัศมี ส่วนพระเกตุมาลาหล่อรวมกับพระพักตร์ บางองค์แยกตั้งแต่พระเกตุมาลาเลย 4.พระวรกาย (ลำตัว) ด้านหน้า 5.พระวรกายด้านหลัง 6.พระพาหา (แขน) จนถึงพระกร (มือ) ด้านซ้าย 7.พระพาหาจนถึงพระกรด้านขวา 8.บั้นพระโสณิ (สะโพก) พระชงฆ์ (เข่า) ถึงพระบาทด้านหน้า 9.บั้นพระโสณิ พระชงฆ์ ถึงพระบาทด้านหลัง

นอกจากนี้แล้วยังพบว่า การหล่อแยกส่วน 9 ชิ้น แบบพระแสนแซว่ (แส้) นั้นยังปรากฏในพระพุทธรูปองค์สำคัญองค์อื่นๆ อีกมากมายในล้านนา ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะกันอยู่แล้ว

ดังเช่น พระเจ้าเก้าตื้อวัดสวนดอก ก็ระบุชัดในตำนานประวัติว่ามีการหล่อแยกส่วน 9 ชิ้น

 

ถอดรหัสโลกุตรธรรม 9

ชิ้นส่วนทั้ง 9 นี้ เห็นได้ว่ามีความสัมพันธ์กับพระพุทธรูปอีกประเภทหนึ่งคือ “พระบัวเข็ม” ก็มีการฝังเข็มทั้งหมด 9 จุดเช่นเดียวกัน

ทั้ง 9 จุดที่ปักหมุดของพระบัวเข็มก็ดี หรือ 9 จุดที่ฝังแท่งเดือยเชื่อมองค์พระเจ้าแสนแซว่ (แส้) ก็ดี เป็นจุดที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกันพอดี คำถามมีอยู่ว่าจุดต่างๆ เหล่านี้สะท้อนถึงอะไร

ไม่ใช่จุดจักระ 7 ฐานที่นักปฏิบัติธรรม (โดยเฉพาะสายธรรมกายของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ) รู้จักกันดี เพราะฐานทั้ง 7 นั้นจะเป็นแนวดิ่ง ตั้งแต่ 1.โพรงช่องจมูก 2.หน้าผากหว่างกลุ่มขนคิ้ว 3.ยอดกลางกระหม่อมศีรษะ 4.ปากช่องลำคอ 5.หทัยธาตุ 6.สะดือ 7.เหนือสะดือขึ้นมา 2 นิ้วมือ ศูนย์กลางกาย

ดังนั้น จึงมีผู้สันนิษฐานกันว่า รหัสของเลข 9 น่าจะหมายถึงธรรมอันเป็นมงคลขั้นสูงสุดหรือเปล่า นั่นคือ “โลกุตรธรรม 9 ประการ” ประกอบด้วย มรรค 4 (โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค) ผล 4 (โสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล) และนิพพาน 1

รหัสดังกล่าวนี้ เป็นความเชื่อของพุทธเถรวาท (หินยาน) หรือมหายาน?

พุทธมหายานในล้านนา

หนังสือชื่อ “พระพุทธรูปล้านนากับคติพระพุทธศาสนามหายานแบบตันตระนิกายวัชรยาน” เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ หม่อมหลวงสุรสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์ เสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ของการรับอิทธิพลการหล่อพระพุทธรูปตามอย่างนิกายมหายานจากทิเบตเนปาล ผ่านเข้ามาทางพุกาม จนเข้าสู่ล้านนาไว้อย่างน่าคิด ดิฉันขอสรุปใจความของหนังสือที่ความหนาถึง 338 หน้า โดยย่อให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า

การหล่อแยก 9 ชิ้นของพระพุทธรูปล้านนาที่เรียกว่าพระเจ้าแสนแซว่ (แส้) ก็ดี การหล่อพระพุทธรูปทั้งองค์แต่แยกชิ้นส่วนเฉพาะพระเกตุโมลี (อุษณีษะ) ให้สามารถเปิดพระเศียรได้ก็ดี รวมถึงคติความเชื่อเรื่อง “พระเจ้ามีชีวิต” เช่น การหล่อองค์พระแบบกลวงเพื่อให้สามารถบรรจุเครื่องอวัยวะภายใน ปอด ตับ ม้าม หัวใจ ใส่ในพระพุทธรูปด้วยนั้นก็ดี

ล้วนแล้วแต่เป็นแนวคิดที่ล้านนาได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนาสายทิเบตเนปาล นิกายมหายาน หรือนิกายย่อยที่เรียกว่าวัชรยาน (ตันตระ) ทั้งสิ้น

วิถีพุทธล้านนามีความซับซ้อน ในภาพลักษณ์ที่ปรากฏตามประวัติการสถาปนาพระพุทธศาสนาในล้านนา พบว่าเป็นพุทธเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ที่ถูกส่งขึ้นมา 2 สาย สายแรกจากรามัญ (เมืองพัน เมาะตะมะ) ผ่านสุโขทัยคือนิกายสวนดอก กับอีกสายจากลังกาโดยตรงคือนิกายป่าแดง ก็ตามที

แต่ในทางงานช่างศิลปกรรม เวลาจะสร้างองค์พระปฏิมา ไม่ว่าจะสายสวนดอก ป่าแดง หรือแม้แต่นิกายเชื้อเก่าหริภุญไชยที่ตกค้างในล้านนา กลับมีกลิ่นอายแนวคิดการฝังคาถาศักดิ์สิทธิ์หรือบรรจุพระธาตุตามจุดต่างๆ ในองค์พระปฏิมาตามอย่างสายมหายาน ผสมผสานคลุกเคล้ากับลัทธิลังกาวงศ์อย่างแยบยล

หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาพุทธในดินแดนล้านนากับทิเบตเนปาล มีให้เห็นในบันทึกหลักฐานที่ศาสตราจารย์เกียรติคุณ หม่อมหลวงสุรสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์ ได้นำมาเสนออย่างละเอียด สรุปใจความว่า

ในราวพุทธศตวรรษที่ 22 มีพระภิกษุชาวทิเบตชื่อ “ตารนาถ” (มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2118-2177) ได้เดินทางระหว่างอินเดียมายังสุวรรณภูมิ โดยอาจารย์ของท่านชื่อว่า “พุทธคุปต์” ได้บุกเบิกมาก่อนแล้ว ท่านตารนาถได้อ้างถึงสิ่งที่ท่านพุทธคุปต์ได้กล่าวถึงเมืองหริภุญไชยว่า

ที่เมืองหริภัญจะ (Haribhanja) มีชุมชนสงฆ์ขนาดใหญ่ มีการสั่งสอนพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง ท่านพุทธคุปต์มีโอกาสได้ยินได้ฟังตำราจากชั้นเรียนพระสูตรและพระธรรมของมันตระที่ลึกลับจากบัณฑิตธัมมากัษโฆษแห่งเจดีย์หลวงในวัดพระธาตุหริภัญจะ ทำนองเดียวกับการสวดมนต์ของฆราวาสบัณฑิตปรเหตนันทโฆษะในดินแดนบัลคุ ทั้งสองท่านเป็นลูกศิษย์ของมหาสิทธะศาสนติปาทะ

ข้อความตอนบนอาจฟังดูยาก สรุปให้เข้าใจง่ายก็คือ บันทึกนี้กล่าวถึงนักบวชนิกายตันตระมหายาน 2 รูป รูปแรกชื่อธัมมากัษโฆษ อยู่ที่นครหริภุญไชย (ยุคนั้นอาณาจักรหริภุญไชยของราชวงศ์จามเทวีล่มสลายแล้ว ลำพูนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ห้วงเวลาที่กล่าวถึงนี้ตรงกับสมัยพระเจ้าติโลกราชถึงพระเมืองแก้ว)

กับอีกท่านคือ ฆราวาสบัณฑิตปรเหตนันทโฆษะในดินแดนบัลคุ (จนทุกวันนี้ยังไม่ทราบว่า “บัลคุ” นั้นอยู่ที่ไหน หมายถึงเมืองอะไร) ทั้งสองต่างก็เป็นศิษย์สำนักเดียวกันโดยมีอาจารย์ชื่อ “มหาสิทธะศาสนติปาทะ” ผู้เป็นนักบวชนิกายวัชรยาน

ในขณะที่เชียงใหม่มีนิกายสวนดอกกับป่าแดง แต่ที่ลำพูนในวัดพระธาตุหริภุญไชย (หรืออาจแค่เฉพาะคณะเชียงยันคณะเดียวในวัดนี้ก็เป็นได้) กลับมีพระธัมมากัษโฆษผู้นำ “การสวดพระสูตรและพระธรรมของมันตระที่ลึกลับ” ปรากฏอยู่

 

พระเจ้าแสนแซว่ (แส้) มีในสุโขทัยหรือไม่

มาสู่ปริศนาสุดท้ายที่ว่า “พระเจ้าแสนแซว่ (แส้)” เป็นลักษณะเฉพาะของพุทธศิลป์ล้านนาเท่านั้นหรือ?

จากการศึกษาเรื่องนี้พบคำตอบว่า “ไม่ใช่” เหตุที่เราได้พบพระพุทธรูปทองคำสมัยสุโขทัยอย่างน้อย 3 องค์ที่มีการหล่อแบบแยกส่วน 9 ชิ้น

องค์แรกคือ “หลวงพ่อทองคำ” หรือพระสุโขทัยไตรมิตร แห่งวัดไตรมิตรวิทยาราม องค์ที่สองคือ “พระร่วงทองคำ” ที่วัดมหรรณพาราม ใกล้สี่แยกคอกวัว และอีกองค์อยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม ฝั่งธนบุรี

ทั้งสามองค์นี้เป็นพระพุทธรูปสุโขทัยแบบกลุ่มพระพักตร์เรียวยาวคล้ายอยุธยา ซึ่งศาสตราจารย์พิเศษ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ กำหนดอายุว่าแม้จะทำขึ้นในกรุงสุโขทัย แต่ก็เป็นศิลปะสุโขทัยที่ร่วมสมัยและรับอิทธิพลจากกรุงศรีอยุธยาแล้ว คืออยู่ในราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 20

น่าสงสัยว่า โดยปกติพระพุทธรูปสุโขทัย ช่างสามารถพัฒนาฝีมือการหล่อได้ผิวบางแบบเปลือกไข่ไม่หนาเทอะทะ ซ้ำมักหล่อให้จบในพิมพ์เดียวแถมได้เนื้อเนียน โดยไม่จำเป็นต้องหล่อแยกพิมพ์ เหตุไฉนพระพุทธรูปสามองค์นี้จึงหล่อแบบแยก 9 ชิ้น เหมือนพระเจ้าแสนแซว่ (แส้) ของทางล้านนา

โดยเฉพาะภาพประกอบที่นำมาแสดงนี้ เป็นพระร่วงทองคำวัดมหรรณพ์ ใช้ “แส้” เป็นเส้นตะเข็บยาวๆ เชื่อมชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเด่นชัด

หรือเป็นเพราะการใช้วัสดุ “ทองคำ” อันมีราคาแพงเป็นวัสดุหลัก จึงจำเป็นต้องระมัดระวังในการเทพิมพ์ หากช่างไม่แม่นยำพอ อาจประสบปัญหาเดียวกันกับการหล่อทองเหลืองของทางล้านนา กล่าวคือ กรณีที่องค์พระปฏิมาใหญ่มากๆ วัสดุที่ใช้หล่อบางส่วนย่อมแข็งตัวเร็ว บางส่วนแข็งตัวช้า เมื่อถอดพิมพ์มาแล้วเนื้อองค์พระจะไม่สม่ำเสมอ

หรือจะมองว่า กลุ่มพระพุทธรูปทองคำสุโขทัยสามองค์นี้ ต่างก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดสายมหายานนิกายวัชรยานมาด้วยอีกเช่นกัน เรื่องนี้ยังไม่มีการศึกษาเจาะลึก

 

กว่า 12 ปี ของการจัดงาน Healthcare เครือมติชนร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ส่งต่อความรู้และให้บริการสุขภาพแก่คนไทยในทุกมิติ ทั้งการป้องกัน ดูแล และรักษา โดยเฉพาะการบริการตรวจสุขภาพฟรีจากสถานพยาบาลชั้นนำ เวิร์กชอป ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ รวมถึงการยกระดับเวทีเสวนาให้เป็น “Health Forum” เปิดเวทีให้แพทย์ และ Speaker ระดับประเทศ มาร่วมพูดคุยถึงแนวทางการป้องกัน การรักษา และนำเสนอนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงเรื่องราวสุขภาพในแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่จะมาให้อัปเดตตลอด 4 วันของการจัดงาน เดินทางสะดวกโดยทางด่วนและ MRT ลงสถานีสามย่าน ทางออกที่ 2

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...