โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุรชาติ บำรุงสุข | 88 ปีระบอบทหารไทย ep.15 รัฐประหาร 2534-2535

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 ต.ค. 2563 เวลา 13.39 น. • เผยแพร่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 04.33 น.

“การปกครองโดยทหารในฐานะองค์กร หรือโดยผู้นำกองทัพ เป็นรูปแบบพื้นฐานของระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่”

Paul Brooker (2009)

รัฐประหารกุมภาพันธ์ 2534 เป็นสิ่งที่พอจะคาดการณ์ได้ล่วงหน้า อันเป็นผลจากความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาลเริ่มปรากฏชัดขึ้นเป็นลำดับ

ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากการโยกย้ายทหารในเดือนตุลาคม 2533 ที่ถือว่าเป็นช่วงเวลาของการผงาดขึ้นของกลุ่ม “จปร.5” ในตำแหน่งหลักในกองทัพทั้งหมดอย่างชัดเจน ได้แก่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้นำของกลุ่มดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.วิมล วงษ์วานิช และ พล.อ.วิโรจน์ แสงสนิท เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ท.ศัลย์ ศรีเพ็ญ เป็นแม่ทัพกองทัพภาคที่ 1

พล.ร.อ.ประพัฒน์ กฤษณจันทร์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ

ซึ่งเท่ากับสามเหล่าทัพอยู่ในการควบคุมของกลุ่มผู้นำทหารรุ่น 5 แทบจะสมบูรณ์แบบ

และเป็นการคุมกองทัพในแบบที่ต่างจากยุคจอมพลถนอม-จอมพลประภาส ซึ่งในยุคนั้น ไม่ใช่เรื่องของรุ่น หากเป็นการคุมในแบบของความเป็นกลุ่มอำนาจภายในหมู่ผู้นำทหารระดับสูง (clique)

การคุมกองทัพในแบบของรุ่น 5 จึงถือเป็นรูปแบบใหม่ของการมีอำนาจของทหารในการเมืองไทยสมัยใหม่ และการขึ้นสู่อำนาจด้วยฐานรองรับที่เกิดจากความเป็นรุ่นในโรงเรียนทหารเช่นนี้ ได้กลายเป็นแบบแผนของ “ทหารกับการเมืองไทย” ในยุคสมัยใหม่

และผู้นำทหารที่ “หอมกลิ่นการเมือง” ในรุ่นต่างๆ มักจะฝันถึงความยิ่งใหญ่ในแบบของรุ่น 5 เสมอ แม้ฝันเช่นนี้อาจจะไม่ง่ายในท่ามกลางพลวัตของการเมืองไทย

เมื่อรัฐประหารหวนคืน!

ผลสืบเนื่องจากการคุมอำนาจของกลุ่มยังเติร์กในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่นายทหารระดับกลางเข้าไปยึดกุม “หัวใจ” อำนาจกำลังรบของกองทัพบก ด้วยการคุมกำลังรบโดยตรงในระดับกรม ดังนั้น ถ้าอำนาจของรุ่น 7 อยู่กับการควบคุมหน่วยในระดับกรม รุ่น 5 สร้างภาพใหม่ด้วยการขึ้นสู่ตำแหน่งในการควบคุมสามเหล่าทัพของกองทัพไทย โดยเฉพาะการคุมกองทัพบกโดยตรง อย่างที่เราแทบไม่เคยเห็นมาก่อน

ฉะนั้น ถ้าความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาลเกิดขึ้นแล้ว ผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะพาตัวเองออกจากปัญหาเช่นนี้อย่างไร

เงื่อนไขเช่นนี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการบริหารการเมืองไทย ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจที่แท้จริงยังอยู่ในมือของผู้นำทหาร ซึ่งอาจจะเป็นผลพวงของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทยไม่สามารถพากองทัพออกจากการเมืองได้จริง

ฉะนั้น เมื่อเกิดการขยายอำนาจทางการเมืองของกลุ่มทหาร รุ่น 5 ในสภาวะที่รัฐบาลกำลังมีปัญหากับผู้นำทหารนั้น ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งแตกหักระหว่างกองทัพกับรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในท่ามกลางความขัดแย้งเช่นนี้ ผู้นำพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งมักจะมั่นใจเสมอว่า การที่รัฐบาลมีความชอบธรรมจะเป็นดัง “โล่การเมือง” ในการป้องกันตนเองจากการแทรกแซงของทหาร หรือบางครั้งเชื่อมั่นว่าความชอบธรรมเช่นนี้จะทำให้ผู้นำทหารไม่ตัดสินใจยึดอำนาจ เพราะการรัฐประหารเป็นความไม่ชอบธรรมในตัวเอง และการจัดตั้งรัฐบาลทหารก็ไม่ชอบธรรมในทางการเมืองไม่แตกต่างกัน

แต่ในอีกด้านต้องถือว่า รัฐประหารคือความสำเร็จของ “กบฏทหาร” ต่อรัฐบาลที่เป็นผู้บังคับบัญชาของทหารโดยตรง

ซึ่งอาจกล่าวในอีกมุมหนึ่งได้ว่า การยึดอำนาจทำให้ข้อต่อของสายการบังคับบัญชาระหว่างผู้นำพลเรือนกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นทหารสิ้นสภาพลง และผู้นำทหารขึ้นเป็นรัฐบาลแทน

ฉะนั้น ผู้ก่อการจะต้องทำให้การยึดอำนาจเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ ด้วยการสร้าง “วาทกรรมรัฐประหาร” เพื่อทำให้การจัดตั้งรัฐบาลทหารเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม ซึ่งอาจถือว่าเป็นคำตอบในตัวเองประการหนึ่งว่า ไม่ว่าทหารจะมีอำนาจมากเท่าใด แต่ยังมีความจำเป็นต้องพึ่ง “วาทกรรมความชอบธรรม” เป็นฐานรองรับเพื่อให้เกิดการยอมรับจากประชาชน ไม่เช่นนั้นแล้วการรัฐประหารจะพังทลายลงด้วยการต่อต้านจากประชาชน

ปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) ของกองทัพในการสร้างแรงจูงใจให้สังคมสนับสนุนการรัฐประหารจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าเช่นนั้นแล้วกองทัพจะสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหาร 2534 อย่างไร เพราะการชิงอำนาจจากรัฐบาลชาติชายที่กำลังเป็นที่นิยมของประชาชน ต้องการคำอธิบายให้แก่สังคมอย่างมาก

วาทกรรมใหม่!

ในยุคสงครามเย็นจึงไม่แปลกนักที่จะต้องสร้างภาพของผู้นำทหารให้เป็นดัง “อัศวินม้าขาว” ที่เข้ามาเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดคือ การคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่สำหรับรัฐประหารกุมภาพันธ์ 2534 นั้น เป็นการยึดอำนาจในการเมืองไทยครั้งแรกในสภาวะแวดล้อมของโลกที่เป็น “ยุคหลังสงครามเย็น” (The Post-Cold War Era) โลกชุดนี้เริ่มต้นอย่างชัดเจนจากการประกาศรวมชาติของเยอรมนี และตามมาด้วยการทุบทำลายสัญลักษณ์ใหญ่สำคัญของสงครามเย็นในเดือนพฤศจิกายน 2532… การเมืองโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น ข้ออ้างเดิมของการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์จึงเป็นประเด็นที่ไม่มีน้ำหนักเท่าใดนัก เพราะในโลกหลังสงครามเย็นนั้น การคุกคามของคอมมิวนิสต์ได้สิ้นสุดลงแล้ว ประเด็นใหม่ที่ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในครั้งนี้จึงได้แก่ การคอร์รัปชั่นของรัฐบาลพลเรือน การรังแกข้าราชการพลเรือน การมีเสียงในรัฐสภามากเกินไป การทำลายสถาบันทหาร และการบิดเบือนคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้ออ้างของทหารแตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก

และนับจากนี้สองข้อหาหลักคือ การกล่าวโทษเรื่องคอร์รัปชั่นของรัฐบาลพลเรือนและการเป็น “เผด็จการรัฐสภา” จะกลายมาข้ออ้างพื้นฐานของการยึดอำนาจในอนาคตด้วย

แม้แต่ชื่อของคณะรัฐประหารก็ต้องตั้งเพื่อให้สังคมสนับสนุน ในชื่อว่า “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” (รสช.) โดยมี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นหัวหน้า และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ประพัฒน์ กฤษณจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นรองหัวหน้า และ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นเลขานุการ

ซึ่งไม่ผิดนักที่จะเรียกว่าเป็น “รัฐประหารของรุ่น 5”

หลังจากการจู่โจมบุกจับกุมนายกรัฐมนตรีและคณะที่สนามบินทหารดอนเมืองแล้ว พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกควบคุมตัวไว้ 15 วันจึงได้รับการปล่อยตัว และได้ถูกขอให้เดินทางไป “พักผ่อน” ที่ประเทศอังกฤษ (เขาใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน)

และคณะรัฐประหารมาแนวเดียวกับเมื่อครั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจในปี 2500 ที่ไม่ตั้งผู้นำทหารขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ได้ตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน แทน อีกทั้งได้มีการสั่งยึดทรัพย์นักการเมืองจำนวน 10 คน

พร้อมกันนี้ พล.อ.สุจินดาได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “เราขอยืนยันว่าจะไม่มีการสืบทอดอำนาจโดยสมาชิกสภา รสช. และจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล… [และ] ขอยืนยันในที่นี้ว่า ทั้ง พล.อ.สุจินดา และ พล.อ.อ.เกษตร จะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี”… จุดเริ่มต้นของวาทกรรมสืบทอดอำนาจ

สุดท้ายแล้วศาลฎีกาได้สั่งให้ยกเลิก เพราะประกาศคณะรัฐประหารเป็นโมฆะ และเอกสารการสอบสวนทั้งหมดได้ถูก “เผาทิ้ง” ซึ่งทำให้เกิดการตีความว่า การสอบสวนเป็นเพียงการต่อรองทางการเมือง เช่นที่ข้ออ้างเรื่องการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลก็เป็นเพียงวาทกรรมรัฐประหาร และความคลางแคลงใจมีมากขึ้น

เมื่อรัฐธรรมนูญ 2534 เปิดช่องให้มีการสืบทอดอำนาจ เพราะนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง และกลุ่ม รสช.ได้จัดตั้งพรรคทหารคือ “พรรคสามัคคีธรรม” เพื่อรับการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2535 โดยมีนายณรงค์ วงศ์วรรณ หนึ่งในนักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์เป็นหัวหน้าพรรค เหมือนกับพรรคเสรีมนังคศิลา ยุคจอมพล ป. หรือพรรคสหประชาไทยุคจอมพลถนอม

แม้เสียงของฝ่ายรัฐบาลจะชนะเสียงฝ่ายค้านในการจัดตั้งรัฐบาล (กลุ่มพรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคความหวังใหม่ที่มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้า) แต่นายณรงค์ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ เนื่องจากถูกปฏิเสธการให้วีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา (แม้ยังไม่เคยถูกจับกุมในคดียาเสพติดมาก่อน)

ทำให้ผู้นำทหารต้องผลักดันให้ พล.อ.สุจินดาลาออกจากกองทัพบก เพื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การตัดสินใจเช่นนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างมาก เพราะ พล.อ.สุจินดาได้กล่าวมาแล้วว่า จะไม่รับตำแหน่ง

ทำให้เขาต้องกล่าวในวันอำลากองทัพว่า “จำเป็นต้องเสียสัตย์เพื่อชาติ”

คำกล่าวนี้กำลังมีผลอย่างมากกับชีวิตของเขาอย่างไม่คาดคิด

กระแสต้าน!

ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่า การตัดสินใจรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้จะนำไปสู่ความพลิกผันทางการเมืองครั้งใหญ่ และนึกไม่ถึงว่าแรงต้านวาทกรรม “เสียสัตย์เพื่อชาติ” จะขึ้นสู่กระแสสูงอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การประท้วงใหญ่ในต้นเดือนพฤษภาคม 2535

โดยเริ่มจากการอดข้าวประท้วงของนายฉลาด วรฉัตร ในต้นเดือนเมษายน และของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในต้นเดือนพฤษภาคม

แต่ก็เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลมีท่าทีแบบไม่ถอย และพยายามตอบโต้ด้วยข้อเสนอว่า “ทำไมถึงต้องมาอดข้าว… ทำไมไม่เข้าไปเล่นในสภา”

ในอีกด้าน พล.อ.สุจินดาแสดงออกแบบไม่วิตกทุกข์ร้อนและไม่สนใจสถานการณ์ โดยเชื่อว่ารัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้ และยืนยันว่าตนเอง “จะไม่ลาออกเพราะการประท้วง” เป็นอันขาด สภาพเช่นนี้ทำให้การเมืองของทั้งสองฝ่ายเดินไปสู่การเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำในแบบที่ผู้นำทหารคุ้นชินคือ ผลักดันให้เกิดการก่อม็อบเพื่อการสนับสนุนรัฐบาล…

กลิ่นคาวเลือดบนถนนเริ่มฟุ้งโชยอีกครั้ง กระแสต่อต้านรัฐบาลทวีความเข้มข้นมากขึ้น และนำไปสู่การประท้วงใหญ่ ซึ่งสอดรับกับกระแสประชาธิปไตยในเวทีโลกจากการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในเดือนมิถุนายน 2532 ที่เชื่อว่ามีผู้ประท้วงถูกสังหารเป็นจำนวนมาก และกลายเป็นรอยด่างในการเมืองจีนจวบจนปัจจุบัน

การประท้วงในไทยครั้งนี้มีปัจจัยสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญ เช่น โทรศัพท์มือถือและโทรสาร ทำให้การแพร่กระจายของข่าวสารการประท้วงเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนเป็น “ม็อบมือถือ”

และในที่สุดการเผชิญหน้าก็ยกระดับเป็นการปะทะ ทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก

แต่การตัดสินใจใช้อาวุธในการปราบปรามประชาชนในช่วงวันที่ 17-18 พฤษภาคม กลับเป็นความพ่ายแพ้อย่างมีนัยสำคัญ

เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนรัฐบาล และนำไปสู่การสิ้นสุดของอำนาจของทหารในการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...