ประกันรถวิถีใหม่ ขับค่อยจ่าย (เบี้ย)
เพื่อเป็นการตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ขับขี่รถในยุค New Normal จึงได้เกิดแนวคิดในการที่จะพัฒนาประกันภัยรถยนต์ที่มีการจ่ายเบี้ยประกันภัยตามพฤติกรรมการขับรถจริง หรือขับแค่ไหนก็จ่ายเบี้ยเท่านั้น
จากพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยมีการปรับเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตใหม่ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปออฟฟิศมาเป็น Work from Home ส่งผลให้ความจำเป็นการขับรถไปทำงานลดลงตามไปด้วย รวมถึงการเดินทางระยะไกลข้ามจังหวัดที่เป็นไปได้ยากและต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้น อีกทั้งการที่คนขับรถแล้วจอดเพื่อต่อรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินมากขึ้น เป็นต้น
ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ขับขี่รถในยุค New Normal จึงได้เกิดแนวคิดในการที่จะพัฒนาประกันภัยรถยนต์ที่มีการจ่ายเบี้ยประกันภัยตามพฤติกรรมการขับรถจริง หรือขับแค่ไหนก็จ่ายเบี้ยเท่านั้น โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย และ เอไอเอสโดย AIS Insurance Service ที่มาใน concept “ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน”จนออกมาเป็นประกันภัยรถยนต์ ประกันขับดี ที่มีการใช้ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย
ประกันขับดี - จ่ายเบี้ยเมื่อขับรถ
สำหรับประกันขับดี คือประกันภัยรถยนต์รูปแบบใหม่ที่มีความสมเหตุสมผล ตามการขับขี่จริงของผู้ขับรถ โดยจะจ่ายเบี้ยประกันเมื่อขับรถเท่านั้น หากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย แต่ให้คุ้มครองครบเหมือนประกันภัยรถยนต์ทั่วไปครอบคลุมทั้งประเภท 1และประเภท 2+ จึงเหมาะสำหรับผู้ขับรถที่ใช้รถน้อยหรือกลุ่มคนที่ใช้รถเป็นช่วงเวลา รวมถึงผู้ขับขี่ที่ขับรถดีขับรถไม่ซิ่ง พร้อมรับบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนฟรี 24ชั่วโมง ทั่วประเทศ หรือที่เรียกว่า MSIG Roadside Assistanceด้วย
ขณะที่ เอไอเอส ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอุปกรณ์ MSIG Car Informaticsที่มีการฝังอุปกรณ์ IoTให้สามารถส่งสัญญาณผ่านซิมการ์ดโครงข่ายของเอไอเอส และประมวลผลเข้าสู่ระบบ Cloud ของ MSIG ได้อย่างแม่นยำตรงตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้าแบบ Real Time พร้อมทั้งสนับสนุนช่องทางการชำระค่าบริการรายเดือนผ่านระบบ DigitalPayment Gateway เพื่อช่วยให้ที่ช่วยอำนวยสะดวกสำหรับการชำระเงินที่มีความปลอดภัยสูงสุดด้วย
ทั้งนี้ ผู้ทำประกันสามารถติดตั้งอุปกรณ์ MSIG Car Informatics ได้ด้วยตัวเองโดยการเสียบอุปกรณ์ที่ OBD Port ภายในตัวรถยนต์ตามคู่มือการติดตั้ง หรือสามารถดูข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันประกันขับดี ดังนี้ 1. เลือกตำแหน่ง OBDPort ในรถยนต์ที่ต้องการติดตั้ง 2. ติดตั้งอุปกรณ์เข้ากับ OBDPort 3. ดาวน์โหลด และติดตั้งแอปพลิเคชันประกันขับดี เพื่อเริ่มต้นความคุ้มครองแผนประกันขับดีจากนั้นอุปกรณ์จะทำการคำนวณและจ่ายเบี้ยประกันของประกันภัยรถยนต์ประกันขับดี แบ่งออกเป็น 2ส่วน คือ
ส่วนแรก เป็นค่าเบี้ยประกันพื้นฐานที่ต้องชำระในขั้นตอนซื้อครั้งแรกโดยผู้ทำประกันจะได้รับอุปกรณ์ OBD II หรือ MSIG Car Informaticsจากบริษัทฯ เพื่อนำไปติดตั้งในรถยนต์
ส่วนที่สอง เมื่อติดตั้งอุปกรณ์กับตัวรถและทำการ Activate ในแอปพลิเคชัน ประกันขับดี โดยมีระยะเวลาความค้มครอง 1ปี หลังจากเริ่มใช้งาน โดยประกันรถยนต์ชั้น1เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นที่6,499บาท ส่วนประกันรถยนต์2+ เบี้ยประกันภัย 3,299บาท หลังจากนั้นระบบจะคิดค่าเบี้ยประกันตามการขับขี่ ตามพฤติกรรมการขับขี่เป็นรายวัน ซึ่งเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นนี้จะแตกต่างไปกันไปตามพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคน โดยค่าเบี้ยจะถูกรวบรวมและตัดบัตรเครดิตที่ผู้ทำประกันได้ลงทะเบียนไว้โดยอัตโนมัติเป็นรายเดือน ซึ่งจะตัดบัญชีทุกวันที่ 6ทุกเดือน
เก็บเบี้ยรายวันตามการขับขี่
โดยในหลักการคิดค่าเบี้ยประกันภัยของประกันขับดี จะเป็นการเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยในลักษณะเบี้ยประกันภัยรายวัน ซึ่งจะคิดตามพฤติกรรมการขับขี่จริงของผู้ใช้งานรถยนต์แต่ละราย หรือ Personalized Motor Insurance โดยมีหลักเกณฑ์ที่นำมาใช้คำนวนผ่าน 5ตัวแปรหลัก ได้แก่
1. ระยะทาง คิดจากระยะทางในการขับขี่จริงในแต่ละวันเช่น หากวันไหนอยู่บ้าน ไม่ได้มีการขับรถ ก็จะไม่คิดค่าเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด
2. ความเร็วเฉลี่ยคิดเป็นหลักกิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจะสัมพันธ์กับสภาพการจราจร ความว่างบนท้องถนนโดยคิดเป็นทริปจากวินาทีแรกที่สตาร์ทรถจนถึงวินาทีที่ดับรถ ซึ่งแต่ละคนจะมีความเร็วเฉลี่ยที่ไม่เท่ากันจากสถิติพบว่า ความเร็วเฉลี่ยของผู้ขับขี่รถในพื้นที่กรุงเทพฯ จะอยู่ราวที่ 20-30กม. / ชั่วโมง แต่ในขณะที่ผู้ขับขี่รถในต่างจังหวัดจะทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่า อยู่ที่ 40-50กม. / ชั่วโมง และเราจะเห็นได้ว่าผู้ขับรถที่อยู่บนทางหลวงไฮเวย์จะทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่าด้วยเช่นกัน
3. ระยะเวลาคิดตามระยะทางที่ขับจริง แม้จะเป็นเส้นทางเดียวกัน แต่ระยะเวลาจะ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการจราจรของแต่ละวันเช่น หากอยู่ในช่วงสถานการณ์ COVID-19คนใช้รถน้อย เราอาจจะใช้เวลาเดินทาง20นาที เพื่อขับรถจากบ้านมายังที่ทำงาน แต่หากเป็นช่วงสถานการณ์ปกติ อาจต้องใช้เวลา 1.30ชั่วโมง ซึ่งการอยู่บนท้องถนนในเวลาที่นานกว่าย่อมมีความเสี่ยงบนท้องถนนมากกว่า
4. ช่วงเวลาจากการพิจารณาสถิติช่วงเวลาในการเกิดอุบัติเหตุ 5ปีย้อนหลัง พบว่าช่วงเวลา 07.00 - 20.00น. คือช่วงที่มีการใช้รถยนต์โดยปกติ มีแสงและทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ แต่หลังเวลา 22.00น. สถิติแสดงให้เห็นว่ามีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น เนื่องจากความมืดส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับรถ นอกจากนี้ ยังเกี่ยวพันกับความเหนื่อยล้า (Fatigue) ที่ใช้ชีวิตมาทั้งวัน รวมถึงกิจกรรมปาร์ตี้ที่มีการดื่มของมึนเมา และในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืน- 05.00น. อุบัติเหตุจะน้อยลง แต่ความเสียหายจะหนักมากๆ เนื่องจากใช้ความเร็วสูงในยามวิกาล
5. พื้นที่ที่ขับ คิดเบี้ยต่างกันตามจังหวัดที่ขับ โดยใช้สถิติจากสถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุ ย้อนหลัง 5ปี จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัย แบ่งเป็น 3โซน ได้แก่
โซน A หมายถึง โซนจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุน้อย
โซน B หมายถึง โซนจังหวัดที่มีเกิดอุบัติเหตุปานกลาง
โซน C หมายถึง โซนจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุมาก