โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ประกันรถวิถีใหม่ ขับค่อยจ่าย (เบี้ย)

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 มี.ค. 2564 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 08.27 น.

เพื่อเป็นการตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ขับขี่รถในยุค New Normal จึงได้เกิดแนวคิดในการที่จะพัฒนาประกันภัยรถยนต์ที่มีการจ่ายเบี้ยประกันภัยตามพฤติกรรมการขับรถจริง หรือขับแค่ไหนก็จ่ายเบี้ยเท่านั้น 

จากพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยมีการปรับเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตใหม่ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปออฟฟิศมาเป็น Work from Home ส่งผลให้ความจำเป็นการขับรถไปทำงานลดลงตามไปด้วย  รวมถึงการเดินทางระยะไกลข้ามจังหวัดที่เป็นไปได้ยากและต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้น อีกทั้งการที่คนขับรถแล้วจอดเพื่อต่อรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินมากขึ้น เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ขับขี่รถในยุค New Normal จึงได้เกิดแนวคิดในการที่จะพัฒนาประกันภัยรถยนต์ที่มีการจ่ายเบี้ยประกันภัยตามพฤติกรรมการขับรถจริง หรือขับแค่ไหนก็จ่ายเบี้ยเท่านั้น โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย และ เอไอเอสโดย AIS Insurance Service ที่มาใน concept “ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน”จนออกมาเป็นประกันภัยรถยนต์ ประกันขับดี ที่มีการใช้ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย

 

ประกันขับดี - จ่ายเบี้ยเมื่อขับรถ

สำหรับประกันขับดี คือประกันภัยรถยนต์รูปแบบใหม่ที่มีความสมเหตุสมผล ตามการขับขี่จริงของผู้ขับรถ โดยจะจ่ายเบี้ยประกันเมื่อขับรถเท่านั้น หากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย แต่ให้คุ้มครองครบเหมือนประกันภัยรถยนต์ทั่วไปครอบคลุมทั้งประเภท 1และประเภท 2+ จึงเหมาะสำหรับผู้ขับรถที่ใช้รถน้อยหรือกลุ่มคนที่ใช้รถเป็นช่วงเวลา รวมถึงผู้ขับขี่ที่ขับรถดีขับรถไม่ซิ่ง  พร้อมรับบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนฟรี 24ชั่วโมง ทั่วประเทศ หรือที่เรียกว่า MSIG Roadside Assistanceด้วย

ขณะที่ เอไอเอส ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอุปกรณ์ MSIG Car Informaticsที่มีการฝังอุปกรณ์ IoTให้สามารถส่งสัญญาณผ่านซิมการ์ดโครงข่ายของเอไอเอส และประมวลผลเข้าสู่ระบบ Cloud ของ MSIG ได้อย่างแม่นยำตรงตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้าแบบ Real Time พร้อมทั้งสนับสนุนช่องทางการชำระค่าบริการรายเดือนผ่านระบบ DigitalPayment Gateway เพื่อช่วยให้ที่ช่วยอำนวยสะดวกสำหรับการชำระเงินที่มีความปลอดภัยสูงสุดด้วย

ทั้งนี้ ผู้ทำประกันสามารถติดตั้งอุปกรณ์ MSIG Car Informatics ได้ด้วยตัวเองโดยการเสียบอุปกรณ์ที่ OBD Port ภายในตัวรถยนต์ตามคู่มือการติดตั้ง หรือสามารถดูข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันประกันขับดี   ดังนี้ 1. เลือกตำแหน่ง OBDPort ในรถยนต์ที่ต้องการติดตั้ง  2. ติดตั้งอุปกรณ์เข้ากับ OBDPort   3. ดาวน์โหลด และติดตั้งแอปพลิเคชันประกันขับดี เพื่อเริ่มต้นความคุ้มครองแผนประกันขับดีจากนั้นอุปกรณ์จะทำการคำนวณและจ่ายเบี้ยประกันของประกันภัยรถยนต์ประกันขับดี แบ่งออกเป็น 2ส่วน คือ

ส่วนแรก เป็นค่าเบี้ยประกันพื้นฐานที่ต้องชำระในขั้นตอนซื้อครั้งแรกโดยผู้ทำประกันจะได้รับอุปกรณ์ OBD II หรือ MSIG Car Informaticsจากบริษัทฯ เพื่อนำไปติดตั้งในรถยนต์

ส่วนที่สอง เมื่อติดตั้งอุปกรณ์กับตัวรถและทำการ Activate ในแอปพลิเคชัน ประกันขับดี โดยมีระยะเวลาความค้มครอง 1ปี  หลังจากเริ่มใช้งาน โดยประกันรถยนต์ชั้น1เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นที่6,499บาท ส่วนประกันรถยนต์2+ เบี้ยประกันภัย 3,299บาท หลังจากนั้นระบบจะคิดค่าเบี้ยประกันตามการขับขี่ ตามพฤติกรรมการขับขี่เป็นรายวัน ซึ่งเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นนี้จะแตกต่างไปกันไปตามพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคน  โดยค่าเบี้ยจะถูกรวบรวมและตัดบัตรเครดิตที่ผู้ทำประกันได้ลงทะเบียนไว้โดยอัตโนมัติเป็นรายเดือน ซึ่งจะตัดบัญชีทุกวันที่ 6ทุกเดือน

 

เก็บเบี้ยรายวันตามการขับขี่

โดยในหลักการคิดค่าเบี้ยประกันภัยของประกันขับดี จะเป็นการเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยในลักษณะเบี้ยประกันภัยรายวัน ซึ่งจะคิดตามพฤติกรรมการขับขี่จริงของผู้ใช้งานรถยนต์แต่ละราย หรือ Personalized Motor Insurance โดยมีหลักเกณฑ์ที่นำมาใช้คำนวนผ่าน 5ตัวแปรหลัก ได้แก่

        1. ระยะทาง คิดจากระยะทางในการขับขี่จริงในแต่ละวันเช่น หากวันไหนอยู่บ้าน ไม่ได้มีการขับรถ ก็จะไม่คิดค่าเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด

         2. ความเร็วเฉลี่ยคิดเป็นหลักกิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจะสัมพันธ์กับสภาพการจราจร ความว่างบนท้องถนนโดยคิดเป็นทริปจากวินาทีแรกที่สตาร์ทรถจนถึงวินาทีที่ดับรถ ซึ่งแต่ละคนจะมีความเร็วเฉลี่ยที่ไม่เท่ากันจากสถิติพบว่า ความเร็วเฉลี่ยของผู้ขับขี่รถในพื้นที่กรุงเทพฯ จะอยู่ราวที่ 20-30กม. / ชั่วโมง แต่ในขณะที่ผู้ขับขี่รถในต่างจังหวัดจะทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่า อยู่ที่ 40-50กม. / ชั่วโมง และเราจะเห็นได้ว่าผู้ขับรถที่อยู่บนทางหลวงไฮเวย์จะทำความเร็วเฉลี่ยได้สูงกว่าด้วยเช่นกัน

         3. ระยะเวลาคิดตามระยะทางที่ขับจริง แม้จะเป็นเส้นทางเดียวกัน แต่ระยะเวลาจะ    เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการจราจรของแต่ละวันเช่น หากอยู่ในช่วงสถานการณ์ COVID-19คนใช้รถน้อย เราอาจจะใช้เวลาเดินทาง20นาที เพื่อขับรถจากบ้านมายังที่ทำงาน แต่หากเป็นช่วงสถานการณ์ปกติ อาจต้องใช้เวลา 1.30ชั่วโมง ซึ่งการอยู่บนท้องถนนในเวลาที่นานกว่าย่อมมีความเสี่ยงบนท้องถนนมากกว่า

          4. ช่วงเวลาจากการพิจารณาสถิติช่วงเวลาในการเกิดอุบัติเหตุ 5ปีย้อนหลัง พบว่าช่วงเวลา 07.00 - 20.00น. คือช่วงที่มีการใช้รถยนต์โดยปกติ มีแสงและทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ แต่หลังเวลา 22.00น. สถิติแสดงให้เห็นว่ามีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น เนื่องจากความมืดส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับรถ นอกจากนี้ ยังเกี่ยวพันกับความเหนื่อยล้า (Fatigue) ที่ใช้ชีวิตมาทั้งวัน รวมถึงกิจกรรมปาร์ตี้ที่มีการดื่มของมึนเมา และในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืน- 05.00น. อุบัติเหตุจะน้อยลง แต่ความเสียหายจะหนักมากๆ เนื่องจากใช้ความเร็วสูงในยามวิกาล

         5. พื้นที่ที่ขับ คิดเบี้ยต่างกันตามจังหวัดที่ขับ โดยใช้สถิติจากสถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุ ย้อนหลัง 5ปี จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัย แบ่งเป็น 3โซน ได้แก่

                   โซน A หมายถึง โซนจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุน้อย

                   โซน B หมายถึง โซนจังหวัดที่มีเกิดอุบัติเหตุปานกลาง

                   โซน C หมายถึง โซนจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...