โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อะไรคือ โรคกระดูกพรุน ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.พ. 2566 เวลา 02.24 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2566 เวลา 02.35 น.

คอลัมน์ : สุขภาพดีกับรามาฯ ผู้เขียน : ผศ.นพ.กุลพัชร จุลสำลี ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล

ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับโรคกระดูกพรุนกันก่อนว่าคืออะไรกันแน่ ถ้าให้นิยามโรคนี้คือ ภาวะมีมวลกระดูกที่ลดน้อยลง เพราะมีการสลายกระดูกเร็วกว่าการสร้างกระดูก ปกติกระดูกของเราไม่ใช่ว่าสร้างมาแล้วก็สร้างมาเลย เพราะมันจะสลายแล้วสร้างทดแทนขึ้นเหมือนกัน

เพียงแต่พอแก่ตัวหรือคนที่เป็นโรค อัตราการสลายกระดูกจะมากขึ้น จนสร้างกระดูกกลับมาไม่ทัน เป็นผลให้ความแข็งแรงของกระดูกลดน้อยลง เพราะ 80% ของผู้ป่วยจะเกิดจากการสลายตัวของกระดูกที่สูงขึ้นอีก 20% ที่เหลือเกิดจากการสร้างกระดูกลดลง

แล้วอันตรายอย่างไร ? โรคนี้ส่งผลให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง ทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักลดลง ทำให้แตกและหักได้ง่าย ตําแหน่งที่พบกระดูกหักบ่อย ๆ คือ กระดูกปลายแขน ข้อสะโพก และกระดูกสันหลัง หากหักก็มีโอกาสเป็นผู้ป่วยติดเตียงและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ จนเป็นสาเหตุไปสู่การเสียชีวิตได้

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคกระดูกพรุน

ส่วนใหญ่มารู้ตัวตอนกระดูกหักแล้ว ถึงอย่างนั้นบางคนก็มีอาการแสดงให้เห็น เช่น กระดูกสันหลังหัก เลยทําให้หลังโก่ง ตัวเตี้ยลง ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือมีญาติใกล้ชิดและคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนควรไปปรึกษาแพทย์

วิธีการตรวจมวลกระดูกนั้น ทำได้โดยใช้เครื่องตรวจมวลกระดูกที่มีในโรงพยาบาล เครื่องจะใช้รังสีปริมาณเล็กน้อยเพื่อสแกนจุดสำคัญในร่างกาย 2 จุดคือ บริเวณกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพก เพื่อดูว่า มวลกระดูกเป็นอย่างไร ถ้ามีภาวะกระดูกพรุนแล้วกระดูกตรงนี้หักขึ้นมาก็ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก

วิธีรักษาหรือป้องกัน

ร่างกายจะเริ่มสะสมมวลกระดูกจนอายุราว 30-35 ปี จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลง หากจะป้องกันต้องกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงตั้งแต่เด็ก ๆ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ส่วนการรักษานั้น มีทั้งการใช้ยา โดยแบ่งยาเป็น 2 กลุ่มคือ ยาที่ยับยั้งเซลล์สลายกระดูกให้ทำงานช้าลง และยากระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้ทำงานเร็วขึ้น ซึ่งยาจะช่วยไม่ให้โรคพัฒนา แบบชนิดรับประทานคือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือเดือนละ 1 ครั้ง

ปัญหาที่พบคือผู้ป่วยลืมรับประทานยา ทำให้ผลการใช้ยาไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น การใช้ยารับประทานจำเป็นต้องมีวินัยมาก แต่มีทางเลือกคือใช้ยาชนิดฉีด ชนิดปีละ 1 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน ยากลุ่มนี้ต้องฉีดที่โรงพยาบาลตามบัตรนัด จะช่วยป้องกันการลืมรับประทานยาได้ ซึ่งยาชนิดฉีดมีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่ข้อเสียคือ มีราคาสูงกว่ายารับประทาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...