โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดคุณสมบัติเด่นหญิงไทยสมัยรัชกาลที่ 4 ต้องละเลง “ขนมเบื้อง” ได้!

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 มี.ค. 2568 เวลา 17.02 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2568 เวลา 17.01 น.
ขนมเบื้อง (ภาพ : มติชนอคาเดมี)

ขนมเบื้อง เป็นขนมที่หลายคนชื่นชอบ มีจุดเด่นอยู่ที่แป้งบางกรอบ มาพร้อมไส้หวานหรือไส้เค็ม หอมอร่อยจนหยิบกินชิ้นเดียวไม่เคยพอ ยุคนี้เราอาจเทน้ำหนักไปที่ความอร่อย แต่ถ้าย้อนไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน การทำขนมเบื้อง โดยเฉพาะการละเลงขนมเบื้อง ถือเป็นตัววัดคุณสมบัติของผู้หญิงเลยทีเดียว

“ละเลงขนมเบื้อง” คุณสมบัติหญิงไทยสมัยรัชกาลที่ 4

การละเลงแป้งขนมเบื้องจะว่าไปแล้วก็ถือเป็นเรื่องยาก ผู้ทำต้องมีฝีมือ ซึ่งในอดีตมักได้รับการอบรมมาจากในวัง เพราะถ้าไม่มีความรู้หรือฝึกฝนมาดีแล้ว ก็อาจละเลงบางไปหรือหนาไป ทำให้ไม่อร่อย การละเลงแป้งขนมเบื้องในสมัยโบราณ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ความชำนาญในการทำอาหารได้ทางหนึ่ง

การทำขนมเบื้องปรากฏในวรรณคดี “ขุนช้างขุนแผน” กล่าวถึงการประชันการละเลงแป้งขนมเบื้องระหว่างนางสร้อยฟ้ากับนางศรีมาลา ตอนที่พระไวยกำลังเล่นหมากรุกกับพลายชุมพล

พลายชุมพลแกล้งว่ากับพระไวยว่า หากตนแพ้จะให้พระไวยถอนขนตา แล้วถามพระไวยว่า หากพระไวยแพ้จะให้สิ่งใดกับตน พระไวยจึงว่าจะให้รับประทานขนมเบื้อง แล้วจึงสั่งภรรยาทั้งสอง คือ สร้อยฟ้าและศรีมาลา ให้ทำขนมเบื้อง

เมื่อทั้งสองนางได้รับคำสั่งจากพระไวยจึงตั้งใจทำ แต่นางสร้อยฟ้าเป็นหญิงเมืองเหนือ ไม่ถนัดการทำขนมเบื้องซึ่งเป็นขนมภาคกลาง ศึกดวลขนมเบื้องครั้งนี้นางศรีมาลาเป็นฝ่ายชนะ เพราะสามารถละเลงแป้งได้แผ่นบางกำลังดี

นายสร้อยฟ้าที่ละเลงแป้งเป็นแผ่นหนา จึงถูกนางศรีมาลาและนางทองประศรีซึ่งเป็นแม่ผัวเยาะหยันจนอับอาย เพราะค่านิยมของสังคมไทยในอดีต การละเลงแป้งขนมเบื้องให้เป็นแผ่นบางๆ นับเป็นคุณสมบัติที่ได้รับความนิยมชมเชย

กระทั่งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ยังถือกันว่า “หญิงใดละเลงขนมเบื้องได้ จีบขนมจีบได้ ปอกมะปรางริ้วได้ จีบใบพลูได้ยาว คนนั้นมีค่าถึง 10 ชั่ง” หมายความว่า หญิงนั้นมีคุณสมบัติดีพร้อมนั่นเอง

การพระราชกุศลเลี้ยงขนมเบื้อง

ขนมเบื้องยังเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในวังอีกด้วย เห็นได้จาก “พระราชพิธีสิบสองเดือน” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า

“…กำหนดเลี้ยงขนมเบื้องนี้ว่าเมื่อพระอาทิตย์ออกสุดทางใต้ตกนิจเป็นวันที่หยุด จะกลับขึ้นเหนือ อยู่ในองศา 8 องศา 9 ในราศีธนู เป็นถึงกำหนดเลี้ยงขนมเบื้อง ไม่กำหนดแน่ว่าเป็นกี่ค่ำวันใด การเลี้ยงขนมเบื้องนี้ไม่ได้มีสวดมนต์ก่อนอย่างเช่นพระราชพิธีอันใด กำหนดพระสงฆ์ตั้งแต่เจ้าพระ พระราชาคณะ 80 รูป ฉันในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

ขนมเบื้องนั้นเกณฑ์พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ท้าวนาง เจ้าจอมมารดาเก่า เถ้าแก่ พนักงานดาดปะรำตั้งเตาละเลงข้างท้องพระโรง การซึ่งกำหนดเลี้ยงขนมเบื้องนี้นับเป็นอย่างตรุษคราวหนึ่ง และเฉพาะต้องที่กุ้งมีมันมาก จึงเป็นเวลาที่เลี้ยงขนมเบื้อง แต่การเลี้ยงขนมเบื้องในแผ่นดินปัจจุบันนี้ ไม่ได้เสด็จออกมาหลายปีแล้ว ค่อนอยู่ข้างจะเป็นการมืดๆ ฯ”

จากข้อความที่ว่า “ขนมเบื้องนั้นเกณฑ์พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ท้าวนาง เจ้าจอมมารดาเก่า เถ้าแก่ พนักงานดาดปะรำตั้งเตาละเลงข้างท้องพระโรง” ทำให้จินตนาการได้ถึงภาพการแข่งขันทำขนมเบื้องกันอย่างสุดฝีมือ ระหว่างเจ้านายฝ่ายในและนางในต่างๆ เพื่อให้เป็นที่พอพระทัย

การพระราชกุศลเลี้ยงขนมเบื้อง โปรดให้มีขึ้นในเดือนอ้าย สันนิษฐานว่าช่วงเวลาดังกล่าวคือฤดูหนาว อากาศเย็น การทำขนมเบื้องจะช่วยให้ได้ไอร้อนจากเตา ช่วยคลายหนาวไปได้ นอกจากนี้ ฤดูหนาวยังเป็นช่วงน้ำลด มีกุ้งชุกชุม และกุ้งยังมีมันมาก เหมาะแก่การทำขนมเบื้องไส้กุ้งอีกด้วย

“ขนมเบื้อง” ในอดีต จึงไม่ใช่แค่ขนมกินเพื่อความอร่อย แต่ยังเป็นปัจจัยบ่งคุณสมบัติของสตรี อย่างที่คนยุคนี้อาจนึกไม่ถึง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

อภิลักษณ์ เกษมผลกูล. “ขนมเบื้องกับเรื่องของแดจังกึม”. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2549.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 สิงหาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดคุณสมบัติเด่นหญิงไทยสมัยรัชกาลที่ 4 ต้องละเลง “ขนมเบื้อง” ได้!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...