โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Lana Del Rey กับบทเพลง ‘sad girl’ ที่พร้อมโอบรับความเจ็บปวด อ่อนแอฟูมฟาย ฯลฯ ที่หลายคนชิงชัง

Mirror Thailand

อัพเดต 08 ต.ค. 2567 เวลา 03.14 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2567 เวลา 03.13 น.
ภาพไฮไลต์

หลายคนน่าจะงงๆ ปนอึ้งตอนเห็นภาพงานแต่งของ ลานา เดล เรย์ (Lana Del Rey) นักร้องสาวชาวอเมริกันเข้าพิธีแต่งงานกับ เจเรมี ดูเฟรน (Jeremy Dufrene) ไกด์นำเที่ยวเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาในรัฐหลุยเซียน่า และกลายเป็นไวรัลบนโลกอินเตอร์เน็ตเมื่อคนแห่ไปแสดงความยินดีต่อความรักของคนทั้งสอง แถมหลายคนยังแซวว่า นี่อาจเป็นการปิดฉาก ‘เพลงรักคนเศร้า’ แบบฉบับของเดล เรย์แล้วก็เป็นได้ ในเมื่อเจ้าของเพลงอินเลิฟขนาดนี้

ลานา เดล เรย์หรือชื่อจริงๆ คือ อลิซาเบธ วูลริดจ์ แกรนต์ (Elizabeth Woolridge Grant) เป็นเจ้าของบทเพลงที่หลายคนน่าจะคุ้นหูอย่าง Born to Die, Young and Beautiful, Radio ฯลฯ บทเพลงของเธอถูกพูดถึงในแง่ที่ว่าเป็นเพลงที่พรรณาถึงความสัมพันธ์ราวกับบทกวี มีทั้งความเศร้าสร้อย ร้าวรานและบ่อยครั้งก็มีกลิ่นอายของความเพ้อ ล่องลอยไปกับมวลความรู้สึกบางอย่าง ทั้งยังอ้างอิงและให้บรรยากาศของอเมริกาช่วงทศวรรษ 50s-70s โดยตัวเธอเองเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเธอได้รับอิทธิพลจากดนตรีของ แนนซี ซินาตรา (Nancy Sinatra) นักร้องดังจากยุค 1960s ตามด้วยแนวเพลงที่ผสานกันหลายแนวของ เอมี ไวน์เฮาส์ (Amy Winehouse) ศิลปินชาวอังกฤษผู้เป็นที่รัก, ร็อคหนักๆ บาดลึกแบบเพลงของ แวน มอร์ริสัน (Van Morrison) และ ลู รีด (Lou Reed)

พร้อมกันนี้ เดล เรย์ก็ถางทางแนวเพลงของเธอเอง บทเพลงของเธอไม่เพียงแต่ว่าด้วยความสัมพันธ์ หากแต่มันยังพูดถึงความฝันและเรื่องอันแสนสามัญอย่างการดับสูญ “ตั้งแต่ยังเด็กแล้ว ฉันอยู่กับความคิดที่ว่าไม่ว่าจะอย่างไร วันหนึ่งแม่ฉัน พ่อฉันและทุกคนที่ฉันรู้จักก็จะต้องตายอยู่ดี รวมทั้งตัวฉันเองด้วย” เธอว่า “เหมือนเจอวิกฤติด้านปรัชญาการดำรงอยู่บางอย่าง และทำใจเชื่อไม่ได้จริงๆ ว่าถึงที่สุดแล้วเราก็ไม่อาจอยู่ไปได้ตลอดกาล จะด้วยเงื่อนไขใดๆ ก็ตาม วิธีคิดนี้กลืนกินฉัน มันทำให้ฉันไร้สุขอยู่พักหนึ่งและหาเรื่องใส่ตัวไม่น้อย สมัยนั้นก็ดื่มหนักไม่เบาเลยล่ะ” (เดล เรย์ ถูกครอบครัวส่งไปอยู่โรงเรียนประจำเพื่อให้เลิกจากอาการติดเหล้าตั้งแต่เธออายุได้เพียง 14 ปี)
เธอเลือกใช้ชื่อ ลานา เดล เรย์ ตั้งแต่ออกอัลบั้มแรกด้วยเหตุผลว่ามันฟังดูหรูหราและติดหู โดยผสมมาจากชื่อของ ลานา เทอร์เนอร์ (Lana Turner) นักแสดงสาวชาวอเมริกันยุค 1950s และรถยนต์ฟอร์ด เดล เรย์ ซึ่งเป็นรถรุ่นฮิตของช่วงต้นยุค 80s

Born to Die (2012) คืออัลบั้มที่แจ้งเกิดให้ทั้งโลกรู้จักลานา เดล เรย์ เมื่อซิงเกิลชื่อเดียวกับอัลบั้มทะยานขึ้นทุกชาร์ตเพลงอย่างบ้าระห่ำ ตามด้วยอัลบั้มลำดับต่อมาอย่าง Ultraviolence (2014) กับซิงเกิล West Coast, Brooklyn Baby และหลายคนก็อาจตกหลุมรักเธอจาก Young and Beautiful ซึ่งเธอร้องประกอบหนัง The Great Gatsby (2013) ได้ลงตัวสุดๆ หลายคนเรียกเพลงของเดล เรย์ว่าเป็นเพลง ‘สาวคนเศร้า’ (sad girl persona) เพราะเพลงของเธอมักว่าด้วยผู้หญิงที่ตกอยู่ในความสัมพันธ์อันแสนสับสนและเป็นพิษ หากแต่ถอนตัวออกมาไม่ได้ ที่สำคัญ เพลงของเธอบอกเล่าภาวะของผู้หญิงเหล่านี้อย่างเข้าอกเข้าใจว่าบ่อยครั้ง การถอนตัวออกจากความสัมพันธ์ดังกล่าวก็เป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา มันปราศจากท่าทีกล่าวโทษ ทั้งบ่อยครั้ง มันยังปลอบประโลมว่าความรู้สึกฟูมฟายที่เกิดขึ้นนั้นก็แสนจะเป็นมนุษย์ เป็นเรื่องสามัญ ไม่ต้องฝืนทำตัวว่า ‘ไม่เป็นอะไร’ ทั้งที่จริงๆ เป็นก็ได้ พร้อมกันนี้ อีกด้านหนึ่งก็ทำให้หลายคนวิจารณ์ว่าเพลงของเธอมีแต่อารมณ์คร่ำครวญ หวนไห้ต่อบางสิ่งไม่เลิก ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์และอ่านกันต่างมุมได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ยากจะปฏิเสธว่าเพลงของเธอสร้างพื้นที่แห่งความสบายใจให้หลายๆ คนที่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เข้มแข็ง หรือยังอยากมีพื้นที่ให้ระบายความรู้สึก ได้เข้าไปนั่งพักใจ หรืออย่างน้อยก็รับรู้ว่ามีคนอีกมากที่พร้อมจะฟูมฟายไปกับพวกเธอผ่านบทเพลงของเดล เรย์

รีอันนอน ลูซี คอสส์เล็ตต์ (Rhiannon Lucy Cosslett) คอลัมนิสต์นิตยสาร Vogue เขียนถึงเพลงของเดล เรย์ว่า “เธอฉายภาพอีกด้านของการเป็นเฟมินิสต์สาวสุดแกร่ง ลานาไม่เก็บซ่อนอารมณ์ของตัวเองเพื่อดึงดูดผู้ชาย อันที่จริงอาจจะกล่าวได้ว่าตรงกันข้ามด้วยซ้ำ
“บางทีแล้ว เหตุผลที่ฉันชอบเพลงของลานา ก็อาจเพราะฉันพบว่า บางครั้งสังคมก็มองความเจ็บปวดของผู้หญิงเป็นเรื่องน่าชิงชัง ฉันไม่เคยเชื่อคำบอกของเฟมินิสต์ยุคเก่าๆ ที่ว่า เราต้องทำตัวให้เหมือนผู้ชายเพื่อจะได้ดูก้าวหน้าแม้แต่น้อย”
สำหรับเดล เรย์เอง เธอเคยออกมาพูดประเด็นนี้ว่า “ฉันไม่ได้ไม่เป็นเฟมินิสต์นะ แต่มันต้องมีพื้นที่ให้ผู้หญิงแบบฉัน ที่แสดงออกแบบฉันอยู่ในการเคลื่อนไหวของเฟมินิสต์สิ ผู้หญิงแบบที่บอกว่าไม่แต่ผู้ชายกลับได้ยินว่า ‘ได้’ หรือผู้หญิงที่ถูกดุด่าแค่เพราะเป็นตัวเอง บอบบาง หรือผู้หญิงที่โดนช่วงชิงเรื่องเล่าและสุ้มเสียงของตัวเองไปโดยผู้หญิงที่แข็งแรงกว่า หรือผู้ชายที่เกลียดผู้หญิงน่ะ”
จะรักหรือไม่รักงานดนตรีของลานา เดล เรย์ก็เป็นเรื่องปัจเจก แต่ถึงที่สุดคงปฏิเสธไม่ได้ว่า งานของเธอฉายภาพความเป็นหญิงบางอย่างที่สังคมผลักไส และบ่อยครั้งก็อาจเป็นผู้หญิงด้วยกันชิงชังเพราะถูกให้ภาพว่าความเป็นหญิงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องอ่อนแอ ฟูมฟาย การได้ยินเรื่องราวของความรู้สึก ความอ่อนไหวผ่านบทเพลงของเดล เรย์ จึงช่วยปลอบประโลมหลายๆ คนไม่ให้ต้องโดดเดี่ยวแค่เพราะ ‘ยังรู้สึก’ เท่าไหร่นัก และนี่เองที่ทำให้บทเพลงของเธอโอบกอดคนหลายๆ คนมาได้ร่วมทศวรรษแล้ว

อ้างอิง

https://www.theguardian.com/music/2020/may/21/lana-del-rey-criticising-peers-undermines-feminist-argument

https://trinitytripod.com/arts/how-lana-del-rey-promotes-feminism-through-her-sad-girl-persona/

https://www.vogue.co.uk/arts-and-lifestyle/article/lana-del-rey-aesthetic

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...