โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

วิธีฝึกสามีให้เชื่อง (นิยายแปล)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 15 ต.ค. 2566 เวลา 13.25 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2566 เวลา 13.25 น. • PeonyPublishing
เมื่อเธอย้อนเวลากลับมา และไม่อาจหนีพ้นการแต่งงานในครั้งนี้ ดังนั้นก็ฝึกสามีให้เชื่องเสียสิ

ข้อมูลเบื้องต้น

วิธีฝึกสามีให้เชื่อง

แปลจาก

못된 짐승을 길들이는 법

ผู้เขียน Lachik

ลิขสิทธิ์ถูกต้องฉบับภาษาไทย โดย Peony Publishing

♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡

แอนเน็ต บาเยิร์น หญิงสาวจากตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงที่สุดในอาณาจักรเดลเที่ยม

ได้เสียชีวิตลงเพราะอาการป่วยติดเตียง

จากที่คิดว่าเธอจะรอดพ้นจากความทรมาน

เธอกลับได้ย้อนเวลามาวันแต่งงานของตัวเองเมื่อห้าปีก่อน

ในอดีต งานแต่งงานของเธอไม่ต่างจากการตกนรกทั้งเป็น

เพราะเจ้าบ่าวของเธอคือราเฟล คาเนซิส มาควิชหนุ่มผู้โหดร้าย

เขาทั้งเย็นชา หยิ่งผยอง และร้ายกาจ

ไม่มีสักครั้งที่ชีวิตคู่ของพวกเธอสองคนจะมีความสุข

แต่แอนเน็ตรู้ดีว่าอย่างน้อยช่วงเวลาสองสามปีหลังจากที่เธอป่วยหนัก ก็มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่คอยดูแลเธอ

ส่วนครอบครัวบาเยิร์นของเธอกลับทอดทิ้งเธอเหมือนคนไร้ค่า

ดังนั้นเมื่อเธอย้อนเวลากลับมา

และไม่อาจหนีพ้นจากการแต่งงานครั้งนี้ได้

แอนเน็ตจึงตั้งมั่นจะพยายามอย่างยิ่งเพื่อรักษาชีวิตคู่ของเธอกับราเฟลเอาไว้

ความอ่อนโยนของแอนเน็ต

ทำให้ความรู้สึกบางอย่างในใจของราเฟลเปลี่ยนไป

เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าเจ้าสาวที่เขาไม่เคยต้องการคนนี้ มีอิทธิพลกับเขามากกว่าที่คิด

จนสายตาและหัวใจของเขาไม่อาจละออกห่างจากหญิงสาวได้เลย

เรื่องราวชีวิตหลังแต่งงานที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นระหว่างหญิงสาวผู้อ่อนโยน และชายหนุ่มผู้โหดร้ายจึงเริ่มต้นขึ้น

♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡

ตอนที่ 1 (1)

ขณะที่มือของแอนเน็ตกำผ้าปูที่นอนร่างกายก็ถูกโยกคลอนโดยไม่รู้ตัว เรียวขาทั้งคู่ซึ่งถูกใช้งานอย่างหนักสั่นเทาและล้มพับลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ทว่าท่อนแขนที่กำลังโอบล้อมจากด้านหลังกลับไร้ทีท่าว่าจะหยุดพักลง ชายหนุ่มจับยึดสะโพกกลมกลึงแล้วยกให้สูงขึ้นเพื่อสอดแทรกเข้ามาอย่างแรง สิ่งที่แทรกลึกเข้ามาระหว่างขาทั้งสองข้างนั้นใหญ่โตเกินไป ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมงเขาไม่แสดงอาการเหนื่อยล้ากลับไล่ต้อนเธอแทน

“ฮึก อึก หยุดเถอะ…”

แอนเน็ตที่พูดไม่จบทำได้แค่สะอึกสะอื้นอ้อนวอน หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีบลอนด์ทองที่แผ่สยายบนเตียง พวงแก้มร้อนผ่าวและสีหน้ากำลังกลั้นสะอื้นของเธอช่างเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนเสียจนเขาอยากกลืนกินเธอให้หมดทั้งตัว

กลืนกินทุกวันจนกระทั่งไม่เหลือแม้แต่กลิ่นที่ล่องลอยในอากาศ

ดวงตาสีน้ำเงินซึ่งกำลังก้มมองแอนเน็ตกลับมีความยุ่งยากใจฉาบทับขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ร่างกายของชายหนุ่มที่ทาบทับเรือนร่างบอบบางของหญิงสาวนั้นใหญ่โตเสียจนหากมองจากด้านนอกก็แทบจะบดบังร่างกายเล็กจ้อยของเธอเสียมิด เขาส่งเสียงครางออกมาจากลำคอเนื่องจากบางส่วนของตนที่กำลังสอดแทรกอยู่ภายในดอกไม้งาม ส่วนเธอกลับรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวเพราะรู้สึกราวกับกำลังถูกสัตว์ร้ายตรึงเอาไว้

“ฉันเหนื่อย เหนื่อยมากเลย ได้โปรดเถอะ…นะคะ?”

ผิวแก้มของหญิงสาวแดงก่ำ ในที่สุดน้ำตาหนึ่งหยดก็ร่วงลงมา ทว่าชายหนุ่มที่แสร้งหยุดสะโพกเพราะคำอ้อนวอนของเธอกลับลดมือต่ำลงมาสัมผัสกับส่วนที่กำลังสอดประสานกันด้านล่าง ปลายนิ้วซึ่งสัมผัสส่วนอ่อนไหวนั้นร้อนผ่าวจนทำให้เธอตัวสั่นระริก นิ้วมือของเขาที่จับดาบมานานทั้งแข็งและด้านแต่นั่นกลับยิ่งเป็นการกระตุ้นร่างกายของเธอมากยิ่งขึ้น

เขาทำเป็นไม่รู้ถึงปฏิกิริยาทางร่างกายของแอนเน็ตแล้วเอาแต่หยอกเย้าปุ่มกระสันที่บวมแดงไปมาจนทำให้ความเสียวซ่านยิ่งพุ่งสูงขึ้น หญิงสาวแทบเสร็จสมจนต้องครวญครางออกมา ชายหนุ่มเพลิดเพลินไปกับการใช้มือเพียงครู่เดียวก่อนยกมือของตนขึ้นมาเพื่อให้เธอดู แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่มือที่สัมผัสกับส่วนอ่อนไหวนั้นกลับเปียกชุ่มไปด้วยน้ำรัก

ชายหนุ่มเลียหยาดน้ำผึ้งสีใสอย่างลำพองใจแล้วเหยียดริมฝีปากยิ้มอย่างขบขัน

“เป็นถึงขนาดนี้ยังอยากให้หยุดอีกเหรอ? ข้างล่างรู้สึกดีจนแทบจะปลดปล่อยออกมาอยู่แล้ว ไม่น่าขำไปหน่อยหรือไง แต่ก็เอาเถอะ สิ่งเดียวที่สูงส่งบนตัวเธอก็มีแค่ปากข้างบนนี่แหละ แอนเน็ต”

แอนเน็ตทำได้แค่มองริมฝีปากที่เอาแต่พ่นถ้อยคำหยาบโลนออกมาด้วยสายตาขุ่นเคือง ริมฝีปากที่อยู่ถัดลงมาจากจมูกคมสันนั้นแดงเรื่อและอวบอิ่มดูเย้ายวนเสียยิ่งกว่าหญิงสาวหลายคน ทว่าสิ่งที่ออกมาจากปากนั้นกลับมีเพียงถ้อยคำลามกหยาบคายเท่านั้น

เมื่อสบเข้ากับดวงตาฉ่ำชื้น ความต้องการได้พาดผ่านบนใบหน้าของเขาเพียงชั่วครู่ บางส่วนของร่างกายซึ่งยังอยู่ในร่างเธอเริ่มเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตและยังขยายตัวตนขึ้นได้อีก ทำให้หญิงสาวที่ไม่ทันตั้งตัวเผลอบีบรัดจนชายหนุ่มต้องหรี่ตาลงแสดงความอดกลั้น เขาเริ่มต้นเคลื่อนไหวอีกครั้ง พร้อมเอ่ยถ้อยคำหยาบโลนเพื่อทรมานหูของเธอ

“ชู่ว แอนเน็ต ถ้าเธออยากให้ฉันหยุดจริงๆ ละก็ ขอให้ช่องทางลามกของเธอหยุดตอดรัดฉันสักที เพราะแบบนี้มันหมายความว่าเธออยากให้ฉันดันเข้าไปในตัวเธอลึกขึ้นอีกแทนนะ และถ้าอยากให้จบเร็วๆ ก็กางขาออกให้มากกว่านี้”

เมื่อพูดจบร่างสูงใหญ่ก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเพื่อบอกว่าการหยอกเย้าก่อนหน้านี้ได้จบลงแล้ว ทุกครั้งที่เขาสอดลึกเข้ามา ผนังด้านในก็ราวกับปริออกและร้อนวาบ ส่วนที่ทั้งแข็งขืนทั้งใหญ่โตนั้นร้อนผ่าวและกำลังชำแรกเข้ามาในตัวเธออย่างดุดันจนทำให้เบื้องหน้าขาวโพลน ช่องทางอ่อนไหวซึ่งกำลังเปิดรับความหฤหรรษ์จากการร่วมรักถูกสอดแทรกอย่างรุนแรงจนเผลอบีบรัดอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัวอย่างตะกละตะกลามที่จะกลืนกินตัวตนของเขา

“อ๊ะ อึก ฮึ…ฮึก อ๊า!”

หญิงสาวทำได้เพียงส่งเสียงร้องออกมาและตอบรับความรู้สึกเสียวซ่านที่ได้รับจากเขาเท่านั้น แก่นกายใหญ่โตขยับเข้าออกในช่องทางซึ่งกำลังเปิดรับตัวตนทั้งหมดของเขาอย่างรวดเร็ว เพราะรู้สึกดีเกินไปจนทำให้เธอคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น และยิ่งเขาขยับรุนแรงมากขึ้นเท่าไรภายในก็ยิ่งเสียดสีจนทำให้เกิดความเสียวซ่านมากขึ้นจนแอนเน็ตต้องกรีดร้องออกมาด้วยความสุขสม นับเป็นจุดสุดยอดที่รุนแรงเสียจนนึกว่าตัวเองจะกลายเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ

ตลอดการร่วมรักอันยาวนานราวกับไม่มีสิ้นสุดนั้น แอนเน็ตที่กำลังหวาดกลัวกลับคลานอยู่บนเตียงด้วยความเผลอไผล ความร้อนซึ่งแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่และการกระแทกอย่างรุนแรงราวกับจะฉีกทึ้งร่างของเธอช่างน่าหวาดหวั่น ทว่าสัตว์ร้ายที่ได้ลิ้มรสเหยื่อแสนหวานเพียงครั้งเดียวกลับไม่คิดจะปล่อยเธอไป มือใหญ่โตวางคร่อมแผ่นหลังบอบบาง ปิดตายทางหนีทั้งหมดของหญิงสาว

ขณะอีกมือก็รวบสะโพกอวบอิ่มให้เข้ามาแนบชิดกับตนเพื่อจะได้สอดแทรกแก่นกายเข้าไปในช่องทางเปียกชื้นได้อย่างถนัดถนี่ ตัวตนของเขาสำรวจภายในของหญิงสาวทุกซอกทุกมุม สัมผัสจากส่วนปลายนั้นทำให้สติของแอนเน็ตเตลิดเปิดเปิง สิ่งที่เหลืออยู่มีแค่เพียงความเสียวซ่านที่เขยื้อนเข้าออกอยู่ระหว่างขาเท่านั้น ปุ่มกระสันซึ่งบวมเป่งเริ่มหดเกร็งพร้อมบีบรัดตัวตนของอีกฝ่ายเอาไว้

“อ๊า อึก…!!!”

เพราะความเสียวซ่านจนแทบลืมหายใจนั้นทำให้แม้แต่จะส่งเสียงก็เป็นเรื่องยากลำบาก แอนเน็ตหอบหายใจถี่รัว ร่างกายที่ถูกเขาจับไว้ก็สั่นสะท้าน แต่ถึงอย่างนั้นช่องทางซึ่งเคยคับแคบกลับกลืนกินและบีบรัดตัวตนของชายหนุ่ม ร่างบอบบางซึ่งกระตุกเป็นระยะนั้นยิ่งถูกเคลื่อนไหวรุนแรงเท่าไรก็ยิ่งส่งกลิ่นหอมออกมาเท่านั้น

ชายหนุ่มกัดฟันสอดแทรกกระแทกเข้าไปให้ลึกมากกว่าเดิม ภายในท้องของแอนเน็ตราวกับถูกเติมเต็มไปด้วยตัวตนของเขา สิ่งนั้นขยายขนาดขึ้นพร้อมๆ กับหลั่งน้ำรักออกมาอย่างรุนแรงและมากเสียจนเอ่อล้นออกมาด้านนนอก ของเหลวข้นสายหนึ่งเปรอะเปื้อนอยู่ตรงหว่างขาไร้เรี่ยวแรง

“ฮู่ว…”

เขาปรับลมหายใจพลางหัวเราะออกมาอย่างเพลิดเพลิน เพราะเรือนร่างบอบบางของหญิงสาวที่สั่นเทาอยู่ตรงหน้าทำให้รู้สึกเต็มอิ่ม ทว่าชายหนุ่มก็ยังอยากลิ้มรสเธออีกสักหน่อย

ร่างสูงก้มศีรษะลงเพื่อส่งเรียวลิ้นออกมาชิมใบหูแล้วเลียจนมันเฉอะแฉะ ใบหูเล็กอ่อนนุ่มแดงระเรื่อราวกับถูกย้อมด้วยสีจากดอกไม้นั้นดูน่ารักเสียจนอยากขบกัด แอนเน็ตกำลังอยู่ในช่วงอ่อนไหวอย่างยิ่งโดยเฉพาะตรงใบหูซึ่งกำลังถูกซุกไซ้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมส่งเสียงสะอื้นออกมา ส่วนล่างของเขาที่อยู่ตรงหน้ากำลังแข็งขืนขึ้นมาอีกแล้ว

“แอนเน็ตหนอแอนเน็ต ร่างกายของเธอช่างยั่วยวนเสียจริง”

ชายหนุ่มพึมพำคล้ายตำหนิออกมาก็จริงแต่ฝ่ายที่กำลังตื่นตัวอยู่ก็คือเขาเอง หญิงสาวซึ่งรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหว่างขาของตนกำลังจะเคลื่อนไหวอีกครั้งก็ส่งเสียงร้องตกใจออกมา

ถ้าทำต่ออีกละก็ เธอคงได้ตายจริงๆแน่

นัยน์ตาสีชมพูคู่โตหลั่งน้ำตาออกมา หญิงสาวหันกลับไปสบตากับชายหนุ่มแล้วค่อยๆ โอบรอบลำคอแกร่งอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็พยายามทำสีหน้าให้ดูน่าสงสารมากที่สุด

เขามักจะยอมลงให้กับสีหน้าแบบนี้ของแอนเน็ตเสมอ ถึงแม้จะเกลียดท่าทางการแสดงออกแบบนี้ก็ตาม แต่เมื่อไรที่เธอจ้องเขาด้วยสายตาแบบนี้ ริมฝีปากซึ่งกำลังเม้มแน่นก็แอบคลายลง ตอนนี้ก็เหมือนกัน หญิงสาวที่ไม่พลาดจังหวะนี้จึงกระซิบข้างหูเขาอย่ารวดเร็ว

“ขอร้องละราเฟล ฉันทำต่อไปอีกไม่ไหวแล้วค่ะ”

นัยน์ตาสีน้ำเงินแสดงความไม่พอใจออกมาวูบหนึ่ง สำหรับเขาอย่างน้อยก็ยังอยากทำต่ออีกสักสามรอบ แต่แอนเน็ตที่ปกติก็ไม่ค่อยชอบให้สัมผัสกลับเป็นฝ่ายดึงแขนเขากลับไปกอดตัวเองเป็นการแสดงความออดอ้อนแบบแปลกๆ ดังนั้นเขาเลยทำได้แค่ปิดปากและหยุดพักอีกหน่อย

หญิงสาวรู้สึกได้ถึงสัญญาณอันตรายบางอย่างจากสีหน้าปราศจากความรู้สึกของชายหนุ่ม เขาในตอนนี้ช่างเหมือนกับสัตว์นักล่าซึ่งทั้งอันตรายและสง่างามตัวหนึ่งเลยทีเดียว ราเฟลคือผู้ล่าที่ไม่สนใจความเห็นไร้ค่าของเธอ สนใจแค่การจับเธอกลืนกินเข้าไปทั้งตัวเท่านั้น

“พรุ่งนี้ค่อยทำอีกก็ได้นี่นา นะ? ขอร้องละค่ะ วันนี้พอแค่นี้เถอะ”

แอนเน็ตที่น้ำตาคลอเอาแก้มถูไถไปมากับหัวไหล่ข้างหนึ่งของเขาอย่างระมัดระวัง ดูภายนอกราวกับหมาป่าตัวเมียกำลังแสดงท่าทางออดอ้อนกับหมาป่าตัวผู้คู่ของตน ทุกครั้งที่หญิงสาวถูไถแก้มไปมาผมสีบลอนด์ทองแสนอ่อนนุ่มจะเสียดสีกับไหล่จนกลิ่นหอมหวานฟุ้งกระจายออกมา

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่สำคัญ ราเฟลยังคงเงียบเฉยทำให้แอนเน็ตเพิ่มความกล้าขึ้นมาอีกนิด เธอขยับร่างกายท่อนบนขึ้นเพื่อส่งริมฝีปากไปสัมผัสกับใบหน้าหล่อเหลาเบาๆ เหมือนกับลูกนกที่เอาจะงอยปากสัมผัสกับแม่นก ริมฝีปากเล็กๆ พรมจูบบนหน้าผากและแก้มของเขา ตอนนั้นเองสีหน้าที่เคยเย็นชาของชายหนุ่มก็ค่อยๆ เพิ่มความอบอุ่นจนดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งสำหรับราเฟลที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงนั้นวิธีนี้จะได้ผลดีกว่าการขัดขืนหรือต่อต้าน

ชายหนุ่มรู้ดีว่าตนเอาชนะลูกไม้ของแอนเน็ตได้ก็จริงแต่เขากลับทำไม่ลง ถึงจะพยายามทำใจแข็งแค่ไหนแต่ทุกครั้งที่ริมฝีปากนุ่มของผู้หญิงคนนี้มาสัมผัสบนหน้ากลับรู้สึกจั๊กจี้แปลกๆ ในซอกหนึ่งของหัวใจ

ว่าแต่ความรู้สึกนั่นมันคืออะไรกันแน่

“ราเฟล…”

ชื่อของตนซึ่งออกมาจากริมฝีปากของแอนเน็ตช่างอ่อนหวาน เขาที่รู้สึกว่าตัวเองใจอ่อนลงได้แต่เดาะลิ้นอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

ถ้าจะกดร่างบอบบางตรงหน้าลงกับเตียงเพื่อทำต่อเลยก็ได้แต่ราเฟลกลับไม่อยากทำแบบนั้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนุ่มนวลกระซิบข้างใบหู ความกระหายชั่วร้ายที่วิ่งพล่านอยู่ภายในตัวเขาจะค่อยๆ สงบลง ซึ่งจริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร

“สมกับเป็นพวกบาเยิร์นจอมเจ้าเล่ห์เลยนะ”

ชายหนุ่มยกตัวขึ้นพร้อมกล่าวถ้อยคำเย็นชาออกมา ถ้ามองจากภายนอกก็ดูแข็งกระด้างเย็นชาไม่เปลี่ยน ทว่าท่าทางนั้นหมายความว่าไม่ถือสาหญิงสาวแน่นอน

ในที่สุดแอนเน็ตซึ่งรอดพ้นจากกรงเล็บสัตว์ร้ายก็พรูลมหายใจแล้วทิ้งร่างกายด้านหนึ่งลง

หลังจากย้อนเวลากลับมาแล้วสามีของเธอก็ยังคงมีพลังล้นเหลือ ช่างเป็นคนชั่วร้ายซะจริง เพราะแบบนี้ในชาติที่แล้วแอนเน็ตเลยต้องใช้เวลาทั้งคืนไปกับการเสียน้ำตา

บาดแผลในจิตใจทำให้หญิงสาวอ่อนแอลงเหมือนกับหญ้าที่เหี่ยวเฉาและนั่นทำให้แอนเน็ตรู้สึกเจ็บปวดอยู่เสมอ สถานที่ที่อยู่ตอนช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตก็คือบนเตียงผู้ป่วยแล้วยังจะต้องพูดอะไรอีกล่ะ ชีวิตแต่งงานของเธอในอดีตคือความอับโชคอย่างแท้จริง

แต่มันจะเปลี่ยนไปในครั้งนี้แหละ ไม่สิ มันจะต้องเปลี่ยนไป

แอนเน็ตตัดสินใจว่าจะต้องฝึกสัตว์ร้ายและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขให้ได้ แม้จะยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์นั้นจะเป็นชีวิตแต่งงานที่มีความสุข หรือการหย่าขาดแล้วออกไปใช้ชีวิตอิสระก็ตามที แต่เรื่องสำคัญคือทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนไปด้วยมือของเธอ

ชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมลงบนร่างกายซึ่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ บนผิวยังหลงเหลือร่องรอยจากสงคราม ขณะที่มือจับห่วงประตูเพื่อเปิดออกจากห้องนอนของหญิงสาว แอนเน็ตซึ่งกำลังมองอยู่ก็ส่งเสียงกล่าวอำลากับราเฟลอย่างแผ่วเบา

“ขอบคุณมากนะคะ ราเฟล ฝันดีค่ะ”

แน่นอนว่าไม่มีเสียงตอบรับ เขาหันหลังกลับไปราวกับไม่ได้ยินสิ่งใดแล้วเดินออกไปจากห้องนอนของเธออย่างเฉยชา เมื่อประตูถูกปิดลงมีเพียงสายลมเย็นสบายสายหนึ่งพัดผ่านเข้ามาลูบไล้พวงแก้มของแอนเน็ตอย่างแผ่วเบาเท่านั้น

ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร การฝึกสัตว์ย่อมต้องเริ่มจากการกล่าวชมเชยแบบพอเหมาะ

แม้กำลังง่วงงุนแต่แอนเน็ตกลับยิ้มพรายออกมา แผนใหม่ของหญิงสาวคือการเผชิญหน้ากับราเฟลโดยการส่งตัวเองเข้าปากให้เขากินดีๆ นั่นเอง

ตอนที่ 1 (2)

วันนี้เป็นวันแต่งงานครั้งที่สองของแอนเน็ต

คนอื่นๆ เข้าใจว่าเป็นครั้งแรก แต่สำหรับแอนเน็ตซึ่งย้อนเวลากลับมาในอดีตอีกครั้งเรียกได้ว่าเป็นการแต่งงานหนที่สอง หญิงสาวจับช่อดอกไม้ในมือซึ่งทำจากดอกคาลล่าสีขาวและดอกลิเซียนทัสบอบบางแล้วหัวเราะเบาๆ

ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะได้แต่งงานกับผู้ชายคนเดิมตั้งสองครั้ง

ว่าแต่ทำไมอีกฝ่ายถึงต้องเป็น ‘เขา’ ราเฟลคนนั้นด้วยนะ นี่อย่างกับเป็นเรื่องตลกร้ายของใครบางคนเลยแฮะ

ทว่าสำหรับแอนเน็ตที่เคยตายเพราะโรคร้ายมานั้นรู้ดีว่าตัวเองได้ย้อนเวลากลับมาเมื่อห้าปีก่อน ตอนแรกเธอคิดว่านี่เป็นความฝันแต่มันกลับกลายเป็นเรื่องจริง

ร่างบางซึ่งสวมชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาภายในสถานที่ประกอบพิธี ทุกอย่างยังเหมือนเมื่อห้าปีก่อน ตั้งแต่กลีบดอกไม้สีชมพูลอยละล่อง กลิ่นดอกจัสมินบางเบาซึ่งกระจายอยู่ในอากาศ แล้วยังผู้คนที่กระซิบกระซาบด้วยความอยากรู้อยากเห็นนั่นอีก

ถ้าถามว่าแอนเน็ตได้ย้อนกลับมาในช่วงเวลาไหน คำตอบก็คือเช้าวันแต่งงาน นั่นเลยทำให้ตัวเลือกที่ว่า ‘ฉันจะไม่แต่งงานกับราเฟล’ ต้องตกไป หญิงสาวจับมือเจ้าบ่าวผู้กำลังมองมาอย่างเย็นชาและทำได้เพียงเดินเข้าสู่พิธีแต่งงานเหมือนในอดีตเท่านั้น

แต่ชีวิตนี้จะต้องไม่เหมือนเดิม ฉันจะไม่ยอมให้ชีวิตแต่งงานกลายเป็นการตกนรกทั้งเป็นอีก

ใบหน้างดงามราวกับตุ๊กตาของแอนเน็ตปรากฏแววเฉียบขาดขึ้น หญิงสาวได้รับการศึกษาจากสุดยอดอาจารย์ อย่างเข้มงวดแล้วยังถูกบังคับมาตลอดทั้งชีวิต หากให้พูดถึงชาติก่อนของเธอก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นดอกไม้ที่อยู่แต่ในเรือนกระจกเท่านั้น ดังนั้นหญิงสาวจึงไม่อาจเอาชนะชีวิตอันแสนยากลำบากในช่วงบั้นปลายได้จนต้องตกตายลงอย่างน่าเวทนาเพราะอาการเจ็บป่วย

เพราะเธออยากจะหลีกเลี่ยงความตายแบบนั้น แอนเน็ตจึงตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นจากค่อยๆ เปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทีละอย่าง เช่นพิธีแต่งงานครั้งที่สองของเธอ โชคดีที่หญิงสาวยังมีความทรงจำจากชีวิตที่แล้วเลยทำให้พิธีในครั้งนี้ผ่านไปอย่างราบรื่นมาก ที่จริงจะบอกว่าน่าจะไม่มีอะไรราบรื่นไปมากกว่านี้อีกแล้วก็ได้

แอนเน็ตในอดีตรู้สึกลังเลใจอย่างมากในวันแต่งงาน เธอมีชื่อเสียงฉาวโฉ่จึงต้องรีบแต่งงานออกไปราวกับถูกขับไล่ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวและหลั่งน้ำตาออกมากลางพิธี

สีหน้าของราเฟลในตอนที่เห็นน้ำตานั้นก็ค่อยๆ น่ากลัวขึ้น แน่อยู่แล้ว เขาเข้าใจผิดว่าหญิงสาวไม่อยากแต่งงานกับตนจนถึงกับร้องไห้ออกมาแล้วก็ยิ่งเกลียดเธอมากขึ้นไปอีก เพราะเดิมชายหนุ่มก็มีปมด้อยเรื่องที่ตนได้ชื่อว่าเป็นลูกนอกสมรสอยู่แล้ว

และน้ำตาของแอนเน็ตยังนำมาซึ่งผลลัพธ์อันเลวร้ายอย่างอื่นอีก นั่นคือมันทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนพุ่งสูงขึ้นไปกว่าเดิม แขกรับเชิญในงานเปิดปากพูดพร่ำเพรื่อว่าเจ้าสาวนั้นทุกข์ใจขนาดไหนกับงานแต่งของเธอ หรือร้องไห้เสียใจเพียงใด นั่นสร้างความไม่พอให้กับหนึ่งในคู่แต่งงานใหม่อย่างราเฟลเป็นอย่างมาก

คราวนี้ฉันจะไม่ทำพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง

ดังนั้นในครั้งนี้แอนเน็ตจึงยิ้มกว้างราวกับมีความสุขเสียเต็มประดา

ก็มันไม่มีเหตุผลที่ห้ามไม่ให้เราใช้ชีวิตแบบนางจิ้งจอกนี่นา

หญิงสาวแก้มแดงระเรื่อราวกับเขินอายขณะที่คล้องแขนกับราเฟลและรักษารอยยิ้มชวนให้ใจสั่นของเจ้าสาวคนใหม่เอาไว้ เธอหันศีรษะกลับมามองตรงไปด้านหน้า และเมินเสียงกระซิบกระซาบที่มีแต่คำนินทาว่าร้ายของคนอื่นๆ ไป

“…ไหนใครบอกว่าเป็นการแต่งงานการเมือง? ดูสีหน้ามีความสุขนั่นสิ อย่างกับคนที่ตกหลุมรักเจ้าบ่าวหัวปักหัวปำเลย”

“มิน่าล่ะพวกบาเยิร์นถึงได้ยอมส่งลูกสาวผู้แสนล้ำค่าออกมา เกรงว่าจะเป็นเลดี้ที่เป็นฝ่ายอยากแต่งงานกับมาร์ควิสคาเนซิสหรือเปล่า? คนคนนั้นก็รูปงามไม่แพ้ใครเหมือนกัน ดูชุดแต่งงานนั่นสิ ให้ตายเถอะ!”

“แต่ตระกูลบาเยิร์นนี่ก็ยอดเยี่ยมจริงๆ นะ ถึงเจ้าบ่าวจะเป็นมาร์ควิสคาเนซิสก็ถือว่าเป็นว่าการแต่งงานที่ไม่ขาดทุนเลยสักนิด ฉันได้ยินข่าวลือว่าเขากำลังจะกลายเป็นซอร์ดมาสเตอร์แล้วนี่ ไหนจะรางวัลที่ฝ่าบาทพระราชทานให้เพราะเขาได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในสงครามครั้งที่แล้วอีก ได้ข่าวว่าเป็นเหมืองแร่เหล็กกับเหมืองเพชรเชียว! เป็นฉันเองก็คงจะหลงหัวหัวปำเหมือนกัน”

“ชู่ว! ดูสิ ดยุกบาเยิร์นมองมาทางนี้แล้ว ทุกคนสงบปากกันได้แล้ว”

แขกรับเชิญที่เคยหัวเราะกันคิกคัก เมื่อมองเห็นสายตาของอัลลามันด์ผู้เป็นบิดาของแอนเน็ตก็ต่างพากันเงียบปาก ตระกูลบาเยิร์นซึ่งเป็นครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวเป็นตระกูลใหญ่และมีอำนาจมาก ชื่อเสียงและอำนาจของตระกูลที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปีจนอยู่ในระดับไม่มีใครเทียบเคียงได้ พวกขี้อิจฉาชอบหาเรื่องบางคนยังเคยเปรียบเทียบตระกูลบาเยิร์นว่าเป็น ‘บาเยิร์นเลือดสีน้ำเงิน’ เพื่อเสียดสีด้วย

ดังนั้นสำหรับบิดาของแอนเน็ตถือได้ว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นการเหยียดหยามอย่างรุนแรง ถ้าหากไม่เกิด ‘เหตุการณ์นั้น’ ขึ้น เลดี้หนึ่งเดียวแห่งตระกูลบาเยิร์นก็คงไม่มีวันที่จะได้แต่งงานกับพวกลูกนอกสมรสอย่างราเฟลแน่ๆ ทว่าหญิงสาวต้องแต่งงานกับเขาอย่างไม่มีทางเลือก และในชีวิตที่แล้วการประคองความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับบ้านตัวเองก็ทำให้เธอต้องกล้ำกลืนฝืนทนยิ่งนัก

แน่ละว่าฉันเองก็คงทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจไม่ได้หรอก ช่างโง่เขลาซะจริง

แอนเน็ตซึ่งคิดถึงความไร้เดียงสาในชีวิตที่แล้วเอาแต่หัวเราะเยาะตัวเอง ไม่ว่าเบื้องหลังการแต่งงานครั้งนี้จะเป็นอะไรก็ตาม ตอนนี้ถึงเวลาแสดงบทเจ้าสาวผู้มีความสุขแล้ว หญิงสาวพยายามรักษารอยยิ้มเขินอายขณะก้าวเดินต่อไป เธอมองไปด้านหน้าแล้วก้าวเดินอย่างสง่างาม ปล่อยให้เสียงกระซิบกระซาบค่อยๆ หายไปเบื้องหลัง

ในที่สุดก็มองเห็นบาทหลวงซึ่งกำลังยืนรออยู่ตรงแท่นพิธีไกลออกออกไป ทันทีที่มองเห็นแอนเน็ตก็ค่อยๆ ลดจังหวะก้าวเดินให้ช้าลง เธอลังเลใจจนดูไม่เหมือนเจ้าสาวซึ่งเคยเดินมาพร้อมๆ กับรอยยิ้มสดใสเลย

“อา…”

ชั่วขณะที่มองแท่นพิธีแอนเน็ตถึงได้สติและรับรู้ถึงสภาพความเป็นจริงขึ้นมากะทันหัน นั่นก็เพราะมองเห็นภาพพิธีแต่งงานซึ่งเกิดขึ้นในอดีตตรงแท่นพิธีนั้นขึ้นมา

แล้วชีวิตแต่งงานครั้งนี้จะต้องทุกข์ทรมานอีกหรือเปล่า? จะต้องป่วยจนตายไปอีกครั้งไหมนะ?

หญิงสาวที่เห็นอันตรายอยู่ตรงหน้ารู้สึกอึดอัดจนเริ่มเวียนหัว

แอนเน็ตที่คิดถึงบาดแผลในอดีตเกิดลังเลใจขึ้นมาชั่วขณะ ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกถึงแรงจับที่แขนแล้วดึงเข้าอย่างแรง ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นราเฟลที่เดินเคียงข้างเธอนั่นเอง

ราเฟล? ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้…

หญิงสาวที่สะดุ้งตกใจหันกลับไปมองเขาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อมองลอดผ่านผ้าคลุมเจ้าสาวที่บางยิ่งกว่าใยแมงมุมก็เห็นเรือนผมสีดำของชายหนุ่มรูปงาม ราเฟลที่ตัวสูงกว่าแอนเน็ตอย่างมากเอาแต่มองไปข้างหน้าโดยไม่สนใจสิ่งใด ริมฝีปากสีแดงจัดซึ่งอยู่ใต้จมูกโด่งขยับขึ้นเล็กน้อย กระซิบถ้อยคำด้วยเสียงทุ้มต่ำที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน

“ยิ้มต่อไป แล้วอย่าหยุดเดินอีกเป็นครั้งที่สอง ยังไงก็ไม่มีที่ให้เธอหนีไปอีกแล้ว”

แอนเน็ตหัวเราะออกมาด้วยความขมขื่นเพราะถ้อยคำข่มขู่จนแทบจะเป็นกรรโชกนั่น

ราเฟลพูดถูก

ส่วนหนึ่งเขาข่มขู่จนเธอไม่อาจรู้สึกวางใจได้เลย อีกส่วนก็ดึงให้หญิงสาวก้าวเดินต่อไปจนทำให้แอนเน็ตไม่ต้องลำบากเดินเองและสามารถเดินเข้าสู่พิธีได้อย่างสะดวกสบาย

เพราะกำลังเวียนหัวเลยทำให้วางใจเมื่อรู้สึกถึงแรงจับจากมือของเขาที่แขนของตน หญิงสาวมองไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่สงบลงอย่างมาก เธอจึงได้เห็นบิดายืนอยู่ตรงแท่นพิธีซึ่งห่างออกไปด้วยภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบสมกับเป็นดยุกบาเยิร์น

มารดาแท้ๆ ของแอนเน็ตจากไปแล้วด้วยโรคภัย ส่วนพี่ชายอยู่ต่างแดนจึงไม่อาจเข้าร่วมพิธีแต่งงานได้ ดังนั้นจึงมีเพียงอัลลามันด์ซึ่งเป็นบิดาเพียงคนเดียวที่อยู่ในตำแหน่งประธานในพิธีแต่งงานของบุตรสาว ใบหน้าเรียบเฉยพร้อมเส้นผมสีบลอนด์ขาวของอัลลามันด์ทำให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนเยาว์เสียจนยากจะเชื่อว่าเขามีบุตรชายบุตรสาวที่โตแล้วถึงสองคน

สีหน้าของดยุกอัลลามันด์ บาเยิร์นมีเพียงความสงบเท่านั้นจึงไม่มีใครอาจหาญพอที่จะอ่านใจของเขา นี่เลยทำให้แขกรับเชิญทำได้แค่พูดคุยกระซิบกระซาบด้วยเสียงต่ำ

“อุ๊ยตาย ดูสีหน้าท่านดยุกสิ ดูท่าจะเสียดายที่ต้องส่งเลดี้ไปแต่งงานสินะ ลูกสาวสวยขนาดนั้นแท้ๆ แต่ก็ทำได้แค่นั้นแหละ”

“แล้วดูเลดี้แอนเน็ตสิ ยิ้มกว้างอย่างกับดอกไม้แน่ะ! น่ารักมากเลย ฉันว่าเธอน่ะตกหลุมรักเจ้าบ่าวแน่นอน พอดูดีๆ แล้วเป็นคู่ที่เหมาะสมกันกว่าที่คิดเอาไว้อีกนะ”

คำพูดของบรรดาแขกในงานเริ่มเป็นไปในทางที่ดี ถึงแอนเน็ตจะต้องกลายเป็นเจ้าสาวไร้เดียงสาซึ่งตกหลุมรักเจ้าบ่าวจนต้องอ้อนวอนขอแต่งงานก็ตามแต่ก็ไม่ได้แย่อะไร กลายเป็นสีหน้าของราเฟลที่เดินเคียงข้างค่อยๆ อ่อนโยนขึ้นแทน การที่เขาไม่โกรธขึ้นมาก็เรียกได้ว่าพิธีแต่งงานนี้ประสบความสำเร็จแล้ว

เมื่อแอนเน็ตเดินมาถึงแท่นพิธีก็ไล่สายตามองกลับไปยังบรรดาแขกเหรื่อโดยไม่แสดงสีหน้า โชคดีที่องค์รัชทายาทกับพระคู่หมั้นคนใหม่มองไม่เห็นท่าทางของแอนเน็ตคราวนี้ซึ่งเหมือนกับชีวิตก่อนตรงที่ไม่อยากเข้าพิธีแต่งงาน แต่ยังไงก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแหละนะ

เจ้าสาวที่โดนผู้คนสำรวจแล้วว่าไม่ได้มีสีหน้าไม่พอใจก็ปล่อยวางความกังวลใจลงได้ การปิดปากเงียบของตระกูลบาเยิร์นถือว่าทำได้ดีเพราะนั่นทำให้แขกรับเชิญต่างก็ไม่รู้ ‘เรื่องจริง’ อะไรเลย หากเป็นแบบนี้ต่อไปพิธีแต่งงานน่าจะสิ้นสุดลงด้วยดี เพราะตอนนี้พิธีการดำเนินมาจนถึงช่วงสุดท้ายแล้ว

“ในการนี้ ขอเชิญเจ้าบ่าวจูบเจ้าสาวได้”

คำพูดที่ออกมาจากบาทหลวงผู้ประกอบพิธีราวกับคำตัดสินประหารชีวิต อย่างน้อยก็สำหรับแอนเน็ตซึ่งพอได้ยินก็กำช่อดอกไม้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ตอนที่ 1 (3)

คราวนี้ราเฟลจะจูบสาบานรึเปล่านะ?

หญิงสาวไม่แน่ใจเลย

ในชีวิตที่แล้วราเฟลน่ะ…โมโหมาก ก็อย่างที่บอกไปว่าเพราะเธอร้องไห้ออกมาระหว่างพิธีแต่งงาน ถึงจะเป็นการแต่งงานที่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ชอบใจกันและกัน แต่เขาถือว่าเป็นความผิดของแอนเน็ตที่ไม่อาจเก็บสีหน้าของตัวเองได้ ก็เลยทำให้ชายหนุ่มโมโหจนควันออกหูแล้วตอบกลับคำพูดของประธานพิธีที่บอกให้จูบเจ้าสาวออกมาอย่างเย็นชา

“อย่ามัวแต่พูดไร้สาระ รีบจบพิธีสาบานตนได้แล้ว”

นั่นคือตอนจบที่เลวร้ายที่สุดของพิธีแต่งงานครั้งแรกของทั้งคู่ ในที่สุดแอนเน็ตก็ได้กลายเป็นเจ้าสาวที่ไม่ได้รับจูบจากเจ้าบ่าว เลยทำให้อัลลามันด์ผู้เป็นบิดาโกรธมาก แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเขารักแอนเน็ตหรอกนะ

สำหรับอัลลามันด์ถือว่านี่เป็นการเหยียดหยาม ‘บาเยิร์น’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากลูกนอกสมรสอย่างราเฟล แน่นอนว่าดยุกที่กำลังโกรธจัดย่อมต้องหาเรื่องและใช้เรื่องนี้มาทะเลาะกับลูกเขยกลางงานเลี้ยงฉลอง ทันใดนั้นแอนเน็ตที่กลายเป็นต้นเหตุของการทะเลาะวิวาทก็รู้สึกอับอายจนอยากตาย

ได้โปรด ขอแค่อย่าให้งานแต่งของฉันจบแบบคราวที่แล้วเลยนะ

หญิงสาวเม้มปากแน่นแล้วรอคอยปฏิกิริยาต่อไปของราเฟลอย่างกระสับกระส่าย ในไม่ช้าผ้าคลุมหน้าที่สวมบนศีรษะก็ถูกเปิดขึ้นจนเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขา

เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาซึ่งมีเรือนผมสีดำพาดผ่าน ช่างเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้มีเสน่ห์เย้ายวน ทว่านัยน์ตาสีน้ำเงินที่มองมายังแอนเน็ตนั้นกลับเย็นชาอย่างที่สุด สีหน้าแข็งกระด้างของราเฟลกำลังส่งสัญญาณออกมาว่าเขาไม่อยากจูบเธอ ในตอนที่มองเขา แอนเน็ตก็รู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมา

ครั้งนี้ราเฟลก็จะไม่จูบฉันสินะ

หญิงสาวหลับตาลงเพื่อซ่อนความรู้สึกผิดหวังที่ผุดขึ้นมา ขณะที่ในใจก็รู้สึกกังวลว่าตนจะต้องทำอย่างไรถึงจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกันระหว่างบิดากับราเฟลได้ ขณะนั้นเองก็เกิดความคิดบ้าๆ แวบเข้ามาในหัว

เดี๋ยวก่อน แล้วมันจำเป็นด้วยเหรอที่ต้องรอจูบจากเจ้าบ่าว? แล้วถ้าฉันเป็นฝ่ายเริ่มก่อนล่ะ…ไม่ได้หรือไง?

แอนเน็ตซึ่งกำลังวิตกอย่างมากกลืนน้ำลายลงคอแล้วมองไปยังราเฟล ตอนที่คิดว่าจะจูบเขาริมฝีปากก็เหมือนจะแห้งผาก

ไม่ว่ายังไงก็คงต้องลองดู ถึงแม้ว่าจะเป็นความพยายามในเรื่องบ้าๆ ก็ตาม

อย่างไรก็ตามด้วยฝีมือการแสดงของแอนเน็ตแขกเหรื่อก็เข้าใจว่าเธอตกหลุมรักเจ้าบ่าวหัวปักหัวปำอยู่แล้วนี่ อย่างนั้นถ้าเป็นฝ่ายเข้าหาเจ้าบ่าวเพื่อเริ่มจูบก่อนก็ไม่น่าจะโดนตำหนิอะไรมากมาย ไม่สิ ไม่แน่ว่าถ้าเห็นความสัมพันธ์ของคู่บ่าวสาวไปได้ด้วยดีก็อาจจะหัวเราะออกมาก็ได้

เอาละ จูบๆ ไปเถอะ

ถ้าแค่เอาริมฝีปากแตะๆ กันก็คงจะไม่ทำให้ราเฟลอารมณ์เสียได้หรอกมั้ง

ราเฟลที่กำลังมองสีหน้าของแอนเน็ตซึ่งตัดสินใจทำอะไรบางอย่างก็ขมวดคิ้วแสดงความสงสัยออกมา เขาไม่เข้าใจว่าหญิงสาวที่กำลังมองตนอย่างคนที่มีแผนการบางอย่างนั้นตั้งใจจะทำอะไรกันแน่

ตอนนั้นเองแอนเน็ตก็คว้าปกคอเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้พร้อมกับดึงลงมาด้วยแรงที่มีจนริมฝีปากทั้งสองสัมผัสกัน นัยน์ตาสีชมพูของหญิงสาวไหวระริกด้วยความกังวล ส่วนดวงตาของราเฟลผู้ที่ปกติไม่ตกใจกับสิ่งใดกลับเบิกกว้าง

“…!”

แอนเน็ตที่เป็นฝ่ายจูบก่อนได้แต่หลับตาลงเพราะไม่มีความกล้าพอที่จะประสานสายตากับเขา จากริมฝีปากที่กำลังประกบกันทำให้รับรู้ได้ว่าลมหายใจของเขาสะดุด แม้แต่ตัวหญิงสาวเองก็ไม่คิดฝันมาก่อนว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนนี้เองถึงได้รู้สึกตัวว่าเธอกำลังจูบกับราเฟลอยู่จริงๆ!

จูบ จูบไปแล้ว!

เพราะความกังวลเลยทำให้แอนเน็ตตัวสั่นระริกขณะประกบจูบ ชั่วขณะที่ริมฝีปากซึ่งประกบแยกออกจากกันก็มีเสียงดัง ‘จุ๊บ’ น่าขวยเขินดังขึ้นด้วย และด้วยเสียงหัวใจที่เต้นเร็วเกินไปทำให้ตาลายไปหมด หญิงสาวสูดหายใจเฮือกแล้วเงยหน้ามองใบหน้าของเจ้าบ่าว

ราเฟลซึ่งกำลังตะลึงได้แต่มองหญิงสาวด้วยสีหน้าแข็งทื่อ ขณะที่สบสายตากันแอนเน็ตก็สะดุ้งแล้วปล่อยมือออกจากปกคอเสื้อที่คว้าเอาไว้ไม่รู้ตัว จากนั้นก็ได้แต่หลับตาลงรอรับความเกรี้ยวกราดของชายหนุ่มที่กำลังจะตามมา

เขาต้องโกรธมากแน่ๆ

ราเฟลเป็นคนที่มีความหยิ่งทะนงในตัวเองอย่างมากทั้งยังเกรี้ยวกราดราวกับไฟ ถึงจะเป็นสถานที่แบบนี้ถ้าเขาไม่พอใจมากเท่าไรก็ยิ่งแสดงความเกรี้ยวกราดออกมามากเท่านั้น แอนเน็ตได้แต่คิดพลางห่อไหล่และหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว ในตอนนั้นเองมือใหญ่ก็เคลื่อนเข้ามาแล้วเชยคางหญิงสาวขึ้น ชายหนุ่มทำได้แค่เพ่งมองใบหน้างดงามของเจ้าสาวตรงหน้าอย่างแรงกล้า เขาขบกรามแน่นแล้วกระซิบด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“เล่นเริ่มเองจบเองแบบนี้ก็แย่น่ะสิ”

แล้วมันหมายความว่าอะไรล่ะเนี่ย?

แอนเน็ตได้แต่กะพริบตาปริบๆ ในขณะที่ยังคงไม่เข้าใจในคำพูดของราเฟล รอยยิ้มเยาะเย้ยซึ่งมีแต่หญิงสาวที่เข้าใจก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากได้รูปของเขา

มันช่างเป็นริมฝีปากสีแดงอิ่มเอิบเย้ายวนแตกต่างจากภาพลักษณ์อันแสนเย็นชานั่นเสียจริง

ราเฟลที่จ้องมองใบหน้าของเล็กในมือตัวเองก็ก้มลงประกบริมฝีปากอีกครั้ง หญิงสาวซึ่งตกใจกับจูบที่ไม่ได้คาดคิดตัวสั่นระริก

“…!”

จูบเพื่อให้จบพิธีก็เสร็จแล้วนี่ ไม่เข้าใจเลยว่าเขาทำแบบนี้ทำไม?!

การจูบตอบอย่างรุนแรงราวกับจะเอาคืนจากราเฟลคราวนี้ไม่จบลงง่ายๆ เขาไม่สนใจสายตาผู้คนรอบข้าง เอาแต่จูบจนริมฝีกปากเปียกชุ่มไปหมด ลิ้นร้อนๆ แทรกเข้าไปในปากของเจ้าสาวอย่างหยาบโลน ค่อยๆ กวาดภายในโพรงปากเพื่อลิ้มชิมรสชาติหวานล้ำ ปลายลิ้นกวาดไปกับเพดานปากแสนอ่อนไหวของแอนเน็ตจนความเสียวซ่านแทรกผ่านขึ้นมาตามแนวสันหลัง

หญิงสาวตกใจจนกระถดตัวถอยออกมาอย่างไม่ตั้งใจ แต่ว่ามืออีกข้างของชายหนุ่มกลับคว้าเข้าที่เอวและดึงกลับเข้ามาอย่างแรง อย่างที่เขาพูดว่าตอนนี้เธอไม่มีที่ให้หนีไปได้อีกแล้ว ราเฟลกำลังจับเข้าที่ต้นคอด้านหลังของเธอพร้อมกับบดจูบอย่างรุนแรง

ริมฝีปากของเขาที่ขยับตั้งหลายครั้งแล้วบังคับจูบอย่างเอาแต่ใจนั้นไม่ยอมหยุดพักจนสมองหมุนวนไปหมด แอนเน็ตหอบหายใจไม่รู้ตัวเพราะเรียวลิ้นของเขาที่ดึงดูดเรียวลิ้นอ่อนนุ่ม เพราะจูบที่ลึกล้ำเกินไปเลยทำให้หญิงสาวสมองหมุนไปหมด เบื้องหน้าดูพร่ามัวเพราะคิดว่าจะถูกเขาจับกินทั้งเป็นตั้งแต่ตอนนี้

“รา…ราเฟล…”

แอนเน็ตซึ่งกำลังหวาดกลัวหอบหายถี่ขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ด้วยความตื่นตระหนกกับจูบกระชากลมหายใจนั่น เธอเอามือวางไว้บนไหล่กว้างเพื่อเป็นการผลักเขาออกไป ทว่าในไม่ช้าแรงจากมือของหญิงสาวก็ค่อยๆ ลดลง สำหรับชายหนุ่มที่แสนหยิ่งทะนงนี่คือรอยแผลขนาดใหญ่ โชคดีที่มองจากสายตาของแขกรับเชิญที่ไม่รู้เรื่องราวใดเลยกลับพากันคิดว่าพวกเขาต่างฝ่ายต่างกระตือรือร้นเข้าหากันเพื่อจูบสาบาน แขกผู้มีเกียรติซึ่งกำลังตกตะลึงเพราะจูบสาบานอันยาวนานไม่ยอมหยุดลงง่ายๆ ได้แต่กระซิบกระซาบกัน

“ให้ตาย…นี่มันแต่งงานการเมืองแน่เหรอ? เป็นไปไม่ได้ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา…นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เห็นพิธีแต่งงานเร่าร้อนขนาดนี้!”

“ว้าย ตายแล้ว เป็นไปได้ยังไงกันเนี่ย! ระหว่างทั้งสองคนต้องมีอะไรแน่ๆ”

โชคดีที่ผลตอบรับของแขกในงานเป็นไปในทางที่ดี ต่างมีสีหน้าแดงก่ำไปพร้อมเสียงปรบมือแสดงความยินดีให้กับจูบสาบานอันดูดดื่มของบ่าวสาว ตอนแรกพวกเขาแค่ตั้งใจมาหาเบื้องหลังการแต่งงานเท่านั้นแต่กลับได้เห็นเรื่องราวที่น่าสนใจกว่าเดิมเสียอีก ตอนนี้ความทรงจำของบรรดาแขกที่กลับไปมีแค่ฉากจูบสาบานอันร้อนแรงเท่านั้น ส่วนที่เหลือล้วนปลิวหายไปหมดแล้ว

แอนเน็ตซึ่งยังคงมึนงงเพราะจูบไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น แต่สำหรับราเฟลผู้เป็นนักดาบที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในอาณาจักรเดลเทียมนั้นต่างออกไป ชายหนุ่มที่ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบทั้งหมดด้วยโสตประสาทอันเฉียบคมกลับหัวเราะออกมา ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเขาจะหัวเราะออกมากลางพิธีแต่งงานน่ารังเกียจนี่ได้

ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด

สำหรับการแต่งงานครั้งนี้ราเฟลเองก็ไม่ได้สมัครใจ แต่เพราะจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของเขาคือเรื่องชาติกำเนิด เลยทำให้ต้องแต่งงานกับแอนเน็ต บาเยิร์นเพื่อกลบจุดอ่อนนี้เท่านั้น แม้ว่าผู้หญิงคนนี้จะเต็มไปด้วยพิษสงอย่างที่ผู้เป็นบิดาบอกเอาไว้ แต่สำหรับราเฟลแล้วเขาไม่มีสิทธิ์เลือก

ดังนั้นชายหนุ่มจึงคิดว่างานแต่งครั้งนี้จะต้องออกมาแบบน่ากระอักกระอ่วนมากแน่ๆ เพราะนอกจากจะต้องมาทรมานกับสายตาสอดรู้สอดเห็นของผู้คนแล้ว เขายังต้องมาทนดูแอนเน็ตที่ทำตัวราวกับเธอเป็นผู้เสียหายอีก จากเดิมทีที่เธอเคยจะได้เป็นพระชายารัชทายาทแท้ๆ แต่กลับต้องมาแต่งงานกับเขาซึ่งเป็นเพียงลูกนอกสมรส หญิงสาวคงรู้สึกราวกับว่านี่เป็นจุดจบของโลกเลยทีเดียว

ถ้าหากแอนเน็ตหลั่งน้ำตาออกมาต่อหน้าสาธารณชนละก็คงลำบากแน่ มันคงน่ากระอักกระอ่วนมากทีเดียว คิดเพียงเท่านี้ความโกรธที่เขาสะกดเอาไว้ก็แทบจะระเบิดออกมา แต่ไม่รู้ว่าหญิงสาวคิดอะไรถึงได้ปรากฏตัวออกมาด้วยรอยยิ้มตั้งแต่เริ่มจนจบงาน หรือเธออาจจะเป็นคนตีหน้าเก่งก็ได้ แม้แต่ราเฟลเองก็เกือบจะเชื่อไปแล้วเช่นกันว่าหญิงสาวชอบพอเขาอยู่

ผู้หญิงคนนี้คิดอะไรกันแน่?

แต่ราเฟลที่กำลังอารมณ์ดีกลับรู้สึกตัว ยิ่งรอยยิ้มของแอนเน็ตสว่างสดใสมากเท่าไร มือของหญิงสาวซึ่งกำลังถือช่อดอกไม้ก็ยิ่งกำแน่นขึ้นเท่านั้น

นั่นสินะ แอนเน็ต บาเยิร์นไม่ได้ตกหลุกรักเขาแต่กำลังอดกลั้นอยู่ต่างหาก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...