หวนกลับมาครานี้ข้าจะร่ำรวย! (อ่านฟรีทุกวัน)
ข้อมูลเบื้องต้น
หวนกลับมาอีกครั้ง
ณ แคว้นจิ้งโหย่ว
โลกแห่งปราณ แผ่นดินที่เจริญรุ่งเรืองด้านเวทมนตร์ได้ถือกำเนิดนักรบผู้แข็งแกร่งขึ้นมามากมาย บ้างก็เป็นถึงเซียน บ้างก็เป็นถึงนักรบผู้น่ายำเกรงแต่ถึงกระนั้นเมื่อมีผู้แข็งแกร่ง ก็ย่อมต้องมีผู้อ่อนแอ ‘แคว้นจิ้งโหย่ว’ สถานที่ซึ่งดูสามัญเป็นที่บรรจุผู้คนที่แสนอ่อนแอไว้มากมาย ฮ่องเต้หยงไห่แห่งจิ้งโหย่วเป็นบุคคลหนึ่งที่ถือกำเนิดมาโดยไร้มนตราธาตุ ทว่าปราณในร่างกายนั้นกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร
พระองค์ทรงสร้างดินแดนที่จะช่วยเหลือและโอบอุ้มเหล่าผู้ไร้พลังเอาไว้ฮ่องเต้หยงไห่พยายามพัฒนาแคว้นให้ไม่มีผู้ใดกล้ารุกราน แต่เมืองที่เต็มไปด้วยผู้อ่อนแอจะสามารถต่อกรกลับผู้อื่นได้เช่นไร บัดนี้ไร้ซึ่งฮ่องเต้หยงไห่แคว้นจิ้งโหย่วได้ตกต่ำลงไปมากหลายเท่า ราชวงศ์รุ่นใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นมามากด้วยความสามารถและมันสมอง แต่หาได้มีมนตราที่คู่ควรต่อการปกป้องดินแดน แคว้นที่เคยเป็นความหวังของผู้อ่อนแอมากมายบัดนี้ได้กลายเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิที่น่าเกรงขามไปเสียแล้ว
ในชนบทที่ห่างไกลความเจริญขอแคว้นได้มีร่างบางที่นอนหลับไม่ได้สติมานานถึงสามวัน อาศัยอยู่ในกระท่อมเก่าท้ายหมู่บ้านโดยมีเด็กชายตัวน้อยคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้อย่างตั้งใจ
“ฮึก ท่านพี่ฟื้นขึ้นมาเถิดขอรับ” ‘ชิงลู่’ เด็กชายวัยแปดหนาวร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด
ตัวเขาและพี่สาวเดิมทีถือกำเนิดขึ้นมาในตระกูล ‘เจิน’ แม้จะเป็นเพียงบุตรของอนุแต่ก็นับว่าเป็นคุณหนู คุณชาย ชีวิตไม่ได้งดงามแต่ก็ไม่ได้ลำบาก ทว่าหลายวันก่อนไม่รู้ว่า ‘ฮุยซา’ พี่สาวที่กำลังนอนหลับ และมารดา ‘ซีซวน’ ไปทำอันใดไว้จึงถูกเนรเทศออกมาจากเมืองหลวง รวมถึงถูกสะบั้นสายเลือดกับตระกูลเจิน
แม้จะได้เงินจำนวนมากติดมาด้วยแต่มารดาที่ไม่เคยลำบากมีหรือจะยอมใช้ชีวิตโดยไร้สถานะ นางที่ยังมีความงดงามหลงเหลืออยู่ได้หนีไปพร้อมกับเงินก้อนโตที่บิดามอบไว้ให้ ส่วนตัวเขาและพี่สาวนั้นถูกวางยานอนหลับและส่งมายังสถานที่ประหลาด ที่พวกเขาไม่เคยพบเห็น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ชิงลู่ อยู่หรือไม่!”
“อยู่ขอรับยายจาง!” เด็กชายปาดน้ำตาลวก ๆ และรีบวิ่งไปเปิดประตู หญิงชราข้างบ้านพร้อมสะใภ้ได้ถือเอาถ้วยชามที่มีข้าวและผักอยู่เต็มจานมาให้เด็กชายด้วยความใจดี
“เอานี่ เอาไปกินเสีย พี่สาวเจ้ายังไม่ฟื้นรึ”
“ยังเลยครับ” เด็กชายส่ายหัวพร้อมกับทำท่าจะร้องไห้ ยายจางเห็นเช่นนั้นจึงรีบปลอบใจ
“อย่าร้อง ๆ เดี๋ยวนางก็ฟื้นคงเป็นไข้ป่า”
“เอานี่ยาต้มป้อนให้นาง ให้ได้มากที่สุดเดี๋ยวนางก็หายเอง” สะใภ้บ้านจางมองเด็กชายด้วยความเวทนา
ชิงลู่รับถ้วยสองใบมาด้วยความซึ้งใจตัวเขาและพี่สาวถูกโยนมาที่หมู่บ้านนอนไร้สติอยู่ข้างป่า เป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่เก็บกลับมาและมอบที่อยู่ให้ ส่วนยายจางข้างบ้านนี้ก็ใจดีเหลือเกิน คอยหยิบยื่นอาหารให้เขาทุกวัน
“ขอบคุณมากขอรับ ข้าจะตอบแทนพวกท่านแน่นอน!” จิวลู่เงยหน้าขึ้นและพูดด้วยสีหน้าที่มั่นใจ
หญิงทั้งสองเห็นเด็กน้อยมีท่าทางเช่นนั้นก็อดเอ็นดูไม่ได้ ใครหนอใจร้ายนำเด็กน่ารักมาทิ้งเอาไว้แบบนี้ หากพวกนางรู้ว่าบ้านใดทำจะป่าวประกาศให้สิ้นชื่อเสียงกันไปข้าง!
“ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว มีอะไรก็มาเรียกนะ จริงสิคืนนี้ลูกชายข้ากลับมาคงมีอาหารมากมายเจ้าก็มากินด้วยกันสิ” ยายจางพูดขึ้น
ชิงลู่แม้จะอยากกินแต่เมื่อมองเห็นพี่สาวที่กำลังนอนอยู่เขาก็ได้แต่ส่ายหัว “ไม่ดีกว่าขอรับ ข้าไม่อยากทิ้งพี่ฮุยซา”
“เช่นนั้นรึ….เอาเถอะ ๆ ข้าจะยกมาให้ก็แล้วกัน ไปป้อนยาพี่สาวเจ้าเถอะ”
“ขอรับ”
เมื่อเด็กน้อยปิดประตูกลับเข้าไปในบ้าน ยายจางและสะใภ้ก็ได้แต่มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่หดหู่
“บ้านของเด็กสองคนนี้ใจร้ายจริง ๆ”
“นั่นสิ คนพี่ก็ผอมแห้ง คนน้องก็ดูอ่อนแอ เฮ้อ ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วบ้านเดิมคงไม่ธรรมดานักหรอก” ยายจางพูดอย่างมั่นใจ นางเคยมองหน้าเด็กสาวที่หลับอยู่นั้นหนึ่งครั้งรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณไม่ต่างอะไรจากคนเมืองหลวงนัก
“พวกคนเมืองหลวงใจจืด ใจดำกันจริง ๆ เลยนะเจ้าคะท่านแม่” สะใภ้บ้านจาง ‘ลี่ปี้’ พูดด้วยความหงุดหงิดใจตัวนางเป็นสะใภ้คนเดียวของบ้านจาง มีบุตรสาวหนึ่งคน บุตรชายหนึ่งคนเช่นเดียวกัน แม้บุตรสาวของนางจะมีความพิการ แต่บ้านจางก็ไม่เคยรังเกียจอีกทั้งยังดูแลอย่างดี แม่สามีก็ไม่เคยกล่าวโทษ
แต่นี่อะไร เด็กทั้งสองทั้งน่ารัก ทั้งปกติดีเช่นนี้ พวกเขายังกล้าทอดทิ้งอย่างใจร้าย แล้วถ้าเกิดมาพิการแบบบุตรสาวของนางเล่า จะไม่ถึงขั้นสังหารทิ้งเลยหรือ!
ยามโฉ่ว (01:00-02:59)
กลางดึกที่เงียบสงัดร่างที่นอนสลบมานานถึงสามวันได้ฟื้นขึ้นมาด้วยความอ่อนแรง ดวงตากลมโตมองไปรอบกายด้วยความประหลาดใจ “ที่นี่มัน….”
นางดันตัวเองให้ลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก หน้าต่างที่เปิดกว้างทำให้แสงจันทร์สอดส่องเข้ามาจนเห็นร่างของเด็กชายที่นอนอยู่ใกล้ ๆ ได้อย่างชัดเจน “ชิงลู่!!” เป็นไปไม่ได้ ชิงลู่จะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!
“อ อื้อ พี่ฮุยซา!” ชิงลู่ที่ตื่นขึ้นมาและเห็นร่างของพี่สาวกำลังลุกขึ้นก็ตกใจรีบเข้ามาพยุง “พี่ตื่นแล้ว พี่ตื่นแล้ว!”
ฮุยซาไม่ได้สนใจน้องชายนางรีบวิ่งไปเปิดประตูที่อยู่ไม่ไกลด้วยความร้อนรน
ปัง!
ลมเย็น ๆ ที่กระทบใบหน้ายิ่งทำให้นางตาสว่างขึ้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจพระจันทร์สองตัวที่เด่นสง่าอยู่บนฟากฟ้านั้นคือหลักฐานชั้นดีที่บอกนางว่า
นางได้กลับมายังโลกเดิมแล้ว!
“พี่ พี่เป็นอะไรขอรับ” ชิงลู่รีบวิ่งมาหาฮุยซาที่ทรุดตัวลงด้วยความอ่อนแรง
“พ พี่ไม่ได้เป็นอะไร มันเกิดอะไรขึ้นกัน”
เด็กชายตัวน้อยมองฮุยซาด้วยความงุนงง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เล่าทุกสิ่งออกมาตั้งแต่เรื่องที่พวกเขาโดนตระกูลเจินสะบั้นสายเลือด และเรื่องที่มารดาวางยาพวกตนก่อนจะนำมาทิ้งที่นี่ ที่เขารู้เพราะก่อนจะสลบไปนั้นเขาได้เห็นผู้เป็นแม่คว้าเอาเงินให้กับคนขับรถม้า ก่อนจะพูดอะไรบางอย่าง เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ที่หมู่บ้านนี้แล้ว
“โชคดีที่คนในหมู่บ้านเมตตา หาที่อยู่ แบ่งปันของกินให้ ข้า ข้าคิดว่าท่านพี่จะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ฮื้ออ” ชิงลู่ร้องไห้ปานใจจะขาด
ฮุยซาคว้าเด็กชายมากอดด้วยความเวทนาก่อนจะพยุงให้เขากลับเข้าไปในบ้าน นางปลอบใจชิงลู่อยู่เสียนาน ความอบอุ่นของพี่สาวทำให้เด็กชายที่เครียดมาหลายวัน และอ่อนเพลียผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของพี่สาวในที่สุด
มือเรียววางน้องชายด้วยความอ่อนโยน นางยืนขึ้นอีกครั้งก่อนจะมองไปที่ดวงจันทร์ทั้งสองเพื่อทบทวนทุกสิ่ง
‘นางได้ตายไปแล้ว’
ไม่ใช่ในโลกนี้ แต่เป็น……อีกโลกหนึ่ง
ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ แต่หลังจากที่นอนหลับไปนางได้ตื่นขึ้นอีกครั้งในโลกที่แสนประหลาดมีหลายสิ่งอย่างรอบกายที่ไม่เคยเห็น โลกนั้นไม่มีปราณ ไม่มีมนตรา แต่กลับมีสิ่งอัศจรรย์มากมายเหลือเกิน
ทั้งนกเหล็กที่บินได้ดั่งมังกร จอสี่เหลี่ยมที่ฉายเรื่องราวมากมาย ไหนจะสิ่งของเล็ก ๆ ที่มีชื่อเรียกว่ามือถือแม้จะห่างไกลกันเพียงใดก็ยังพูดคุยและเห็นหน้ากันได้ เหมือนดั่งลูกแก้วมนตราสิ่งของที่มีเฉพาะราชวงศ์เท่านั้นที่จะมี
‘แพรไหม’ นั่นคือชื่อของร่างที่นางได้เข้าไปอาศัยอยู่ นางเกิดในประเทศเล็ก ๆ ที่เรียกว่าประเทศไทย สถานะครอบครัวปานกลางถือว่ามีฐานะพอสมควร แต่เมื่อเข้าวัยยี่สิบนางได้สูญเสียพ่อแม่ในโลกนั้นไป
เด็กสาววัยยี่สิบสำหรับที่นั่นไม่ได้โตอะไรขนาดนั้น มรดกที่ได้มาช่วงไม่กี่ปีแรกถูกผลาญไปกับเรื่องไร้สาระมากมาย แต่เมื่อถึงวัยยี่สิบห้านางก็เริ่มคิดได้ และใช้เงินที่มีหาความรู้เข้าตัวส่งตัวเองไปเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ และกลับมาก่อร่างสร้างตัว จนกลายเป็นหนึ่งในเจ้าของกิจการเสื้อผ้าโบราณชื่อดัง
และเมื่อเข้าวัยห้าสิบนางได้ตรวจเจอโรคร้ายเข้า เพราะชีวิตที่ไม่ได้มีครอบครัวจึงทำให้นางตัดสินใจขายทุกอย่างทิ้ง และบริจาคทุกสิ่งให้เด็กยากไร้เพื่อสร้างบุญกุศลและเพื่อ…….สร้างบุญทดแทนให้คนที่โลกนี้ด้วย
ฮุยซาผู้นี้ร้ายกาจเหลือเกิน ไม่ต่างอันใดจากมารดาแม้แต่น้อย นางไม่แปลกใจเลยที่มารดาจะหนีไปพร้อมเงินก้อนโต สตรีผู้นั้นเห็นแก่ตัวยิ่งกว่าสิ่งใด ชิงลู่น้องชายยังเด็กไม่เคยได้รับรู้ว่าพี่สาวและแม่ทำเวรกรรมอะไรไว้บ้าง
ทั้งวางยาฮูหยินเอก พยายามลอบสังหารคุณหนูใหญ่ ไม่เว้นแม้กระทั่งวางยาเพื่อปีนเตียงแม่ทัพผู้เป็นคู่หมั้นของคุณหนูใหญ่นางก็ได้ทำมาแล้ว
“หึ ช่างน่าสมเพชจริง ๆ” นางไม่เคยคิดเลยว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
ฮุยซามองดูน้องชายที่กำลังหลับสนิท แต่นางก็ไม่เสียใจจริง ๆ ที่กลับมา “พี่ขอโทษนะ” ร่างบางเดินไปหาน้องชายก่อนจะลูบศีรษะเขาด้วยความอ่อนโยน
“พี่ขอโทษที่ทำให้ชีวิตเจ้าต้องตกต่ำ ชิงลู่พี่สัญญาหลังจากนี้ฮุยซาจนนั้นจะไม่มีอีกแล้ว”
นางจะไม่ยอมมีชีวิตตกต่ำในโลกนี้ และจะไม่ทำตัวสารเลวเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว! ในโลกใบใหม่นางสูญเสียครอบครัวไปอย่างไม่สามารถรั้งเอาไว้ได้ วันนี้ได้หวนกลับมาหาชิงลู่อีกครั้ง นางจะใช้ทั้งชีวิตทำให้เขาดีขึ้น และจะปกป้องเขาด้วยทุกอย่างที่มีเอง!
มิติวิเศษ
ยามเฉิน (07:00-08:59)
ฮุยซาได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งยามเช้า นางได้เดินไปหลังบ้านเพื่อหาน้ำมาล้างหน้า นางกวักเอาน้ำในตุ่มมาล้างหน้าล้างตาจนสดชื่นก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูหน้าต่างทุกบานภายในบ้านเพื่อให้อากาศถ่ายเท
“พี่ฮุยซา ตื่นแล้วหรือขอรับ”
“ใช่จ่ะ วันนี้พี่จะเก็บกวาดบ้านเสียหน่อย”
“ข้าช่วยขอรับ!”
ชิงลู่รีบวิ่งไปหลังบ้านเพื่อล้างหน้าก่อนจะกลับมาด้วยผ้าผืนบางสองผืน สองพี่น้องช่วยกันทำความสะอาดบ้านทั้งหลังอย่างขยันขันแข็ง จากที่ชิงลู่ได้บอกเอาไว้ บ้านหลังนี้ดูเหมือนจะเป็นบ้านร้างไร้คนอาศัย หัวหน้าหมู่บ้านที่มีเมตตาจึงได้มอบให้นางและน้องชายโดยไม่เก็บเงินแม้แต่แดงเดียว
ยายจางที่เก็บอาหารไว้ให้ชิงลู่เมื่อเดินมาพบเด็กสาวที่นอนสลบอยู่สามวันก็ตกใจ “แม่หนู ฟื้นแล้วรึ!”
“ยายจางขอรับ คนที่ข้าบอกว่าเอาอาหารมาให้เรา ยายจางให้ยาเราด้วยนะขอรับ” ชิงลู่รีบหันไปบอกพี่สาวก่อนจะวิ่งไปหายายจาง
“ท่านยาย ขอบคุณมากนะเจ้าคะหลายวันมานี้ลำบากท่านแล้ว” เมื่อมีคนใจดีอยู่ใกล้ตัว นางย่อมต้องทำตัวดีด้วยตอบไป
“ไม่เป็นไร ๆ ดีแล้วที่เจ้าหาย ชิงลู่จะได้สดใสขึ้นมาบ้าง แล้วนี่ทำอะไรกันอยู่หรือ
“ทำความสะอาดบ้านเจ้าค่ะ ที่นี่มีฝุ่นไม่น้อยเลย ท่านยายบ้านหลังนี้เคยเป็นของใครมาก่อนหรือเจ้าคะ”
“อ๋อนี่นะหรือ ของหัวหน้าหมู่บ้านนั่นแหละเป็นบ้านเก่าสมัยเด็ก ๆ นู่น ตอนนี้ฐานะดีขึ้นเลยไปสร้างบ้านใหญ่อยู่กลางหมู่บ้าน ไม่ต้องกลัวหรอกเขายกให้คือยกให้ เจ้านั่นน่ะนิสัยดี”
“ข้าเกรงใจมากเลยเจ้าค่ะท่านยาย”
“โอ๊ย เกรงจงเกรงใจอันใดกัน บ้านหลังนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตมากมายนัก แต่เหมาะสมกับพวกเจ้าแล้วล่ะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยดูแล!”
ยายจางยื่นชามอาหารให้ฮุยซาและชิงลู่ ครั้งนี้ไม่ใช่ข้าวและผักแต่กลับมีเนื้ออยู่เสียพูนจาน “ลูกชายข้าขึ้นเขา ได้กวางตัวใหญ่มาตั้งหนึ่งตัวช่วงนี้คงมีกินไปอีกหลายวัน”
ฮุยซารับอาหารมาด้วยความซึ้งใจ โชคดีจริง ๆ ที่ได้อยู่ใกล้คนใจดีเช่นนี้ ตัวนางที่ไม่ได้สติกับน้องชายที่อายุเพียงเท่านี้หากเจอคนไม่ดีจับไปขายคงไม่สามารถทำอันใดได้
“ข้าจะหาทางตอบแทนท่านแน่ ๆ เจ้าค่ะ”
“แหม่! เจ้าสองคนนี้พูดเหมือนกันเลยนะ!” ยายจางมองฮุยซาด้วยความเอ็นดู ยิ่งคิดแล้วก็ยิ่งแปลกใจเด็กดีเช่นนี้พวกบ้าที่ใดนำมาทิ้งได้ลงคอ
ยายจางอยู่พูดคุยกับฮุยซาอีกพักใหญ่ หญิงชราบอกถึงเรื่องราวของหมู่บ้านเหมาและระยะทางไปกลับเข้าเมือง รวมถึงเรื่องของผู้คนจนได้ข้อสรุปว่าหมู่บ้านแห่งนี้แยกกันเป็นสองฝั่ง มีถนนตัดผ่านแบ่งแยกชัดเจน
หมู่บ้านฝั่งนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ การล่าสัตว์หรือหาของป่านับเป็นอาชีพหลักของคนในหมู่บ้านฝั่งนี้ ส่วนอีกฝั่งนั้นเน้นไปที่การปลูกผักและนำไปขายในเมือง
“ว่าแต่พวกเจ้า จะทำอะไรต่อไปงั้นหรือ” ยายจางถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าคิดว่าจะลองหัดเข้าป่าเจ้าค่ะ”
“ท่านพี่! มันอันตรายนะขอรับ!” ชิงลู่ได้ยินก็รีบจับแขนพี่สาวก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่ให้ไป
“ชิงลู่คนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้ ที่สำคัญเราจะกินของยายจางไปตลอดไม่ได้หรอกนะ ถ้าไม่ลงมือทำเองชีวิตจะดีขึ้นได้อย่างไร”
ยายจางได้ยินคำพูดของเด็กสาวก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ‘ช่างเป็นพี่สาวที่แข็งแกร่งจริง ๆ’
“ไม่ต้องกลัวไปป่ามีชั้นนอกชั้นใน ส่วนชั้นนอกนี้มีของพอให้เก็บอยู่บ้าง ส่วนชั้นในนั้นเวลาเข้าไปก็จะเข้าไปเป็นกลุ่มใหญ่ไม่ต้องกลัวไปหรอก เด็กสาวอายุเท่าเจ้าก็มีที่เข้าป่ากับพ่อแม่อยู่บ้าง”
“แล้วนี่จะเข้าป่ากันอีกครั้งวันไหนหรือเจ้าคะท่านยาย”
“อืม….เขาเพิ่งลงมากันถ้าชั้นในก็คงอีกหลายวัน แต่ถ้าชั้นนอกก็เข้าไปกันเองได้เลย แต่เจ้าไม่คุ้นชินทางไปกับเจ้าเป๋าเกอก่อนจะดีกว่า” จางเป๋าเกอที่ยายจางหมายถึงนั้นก็คือบุตรชายคนเดียวของนาง ยายจางเล่าอีกว่าเป๋าเจอค่อนข้างเก่งกาจเวลาไปล่าสัตว์ชาวบ้านจะชอบติดตามเขาไป วันปกติที่ไม่ได้เข้าป่าชั้นในเขาก็จะสำรวจชั้นนอกเพื่อหาของมากิน หากฮุยซาคิดติดตามไปก็ยายจางก็จะบอกเขาให้
“ข้าอยากไปเจ้าค่ะ!”
“เช่นนั้น ข้าจะลองกลับไปถามดูว่าวันพรุ่งเขาจะเข้าไปหรือไม่ เอาล่ะข้าไม่กวนพวกเจ้าแล้ว กินข้าวกันไปเถอะ”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะท่านยาย”
เมื่อหญิงชรากลับไปฮุยซาและชิงลู่ก็พากันมานั่งทานอาหาร แม้อาหารจะไม่ได้ดีเท่าที่เคยกินในสกุลเจิน แต่ก็นับว่าเป็นของดีแล้วในช่วงเวลาแบบนี้ สองพี่น้องต่างพุ้ยข้าวเข้าปากด้วยความหิวโหย รสชาติของเนื้อทำให้ชิงลู่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
ฮุยซามองน้องชายด้วยความเอ็นดู นางเลือกคีบผักให้มากหน่อยเพื่อให้เด็กชายได้กินเนื้อให้มากขึ้น แต่ชิงลู่ที่แสนเฉลียวฉลาดก็ดันสังเกตเห็นคีบเนื้อให้พี่สาวอย่างเอาอกเอาใจ
“กินเยอะ ๆ ขอรับจะได้แข็งแรง”
“ขอบใจจ่ะ”
แม้จะไม่หวือหวา ไม่ได้ร่ำรวย แต่ความอบอุ่นและความสบายใจนั้นมากกว่าตอนที่อยู่ในสกุลเจินเสียอีก หลังจากที่กินกันเสร็จฮุยซาก็จัดการล้างถ้วยชามของยายจางทั้งหมดเพื่อนำกลับไปส่งคืน
“เสียดายจริง ไม่มีน้ำยาล้างจาน”
น้ำเปล่าไม่ได้ทำให้ของพวกนี้สะอาดมากนัก จะต้องล้างหลาย ๆ ครั้งซึ่งค่อนข้างเปลืองน้ำมากจริง ๆ “หากข้ามีพลังเสียหน่อยก็คงจะดี” หลายครั้งที่ในโลกนู้นนางได้อ่านนิยายแฟนตาซี ที่พูดถึงเรื่องการไปต่างโลก
พวกตัวเองล้วนได้รับพลังวิเศษต่าง ๆ จนแทบจะกลายเป็นเทพเจ้า นางที่มีชีวิตไม่ต่างอันใดจากคนในนิยายเหล่านั้นกลับทะลุมิติมาตัวเปล่าเสียนี่ “เฮ้อ ชีวิตช่างซับซ้อนจริง ๆ”
ติ้ง!
“เฮ้ย!”
เหมือนพระเจ้าจะได้ยินคำบ่นของฮุยซา หน้าจอสีฟ้าเด้งขึ้นมาตรงหน้าจนทำให้ร่างบางพลัดตกจากเก้าอี้ไม้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองหน้าจอสีฟ้าที่เหมือนหน้าจอเกมในโลกอนาคตด้วยความตื่นเต้น
“น นี่มันอย่าบอกนะว่า!”
ร่างบางดีดตัวขึ้นมานั่งและจ้องมองไปยังจอสีฟ้าด้วยความจริงจัง
‘ร้านค้ามิติ’
ฮุยซาจิ้มไปที่หน้าจอนั้นด้วยความตื่นเต้น นางมองดูของมากมายที่วางเรียงรายอยู่ของจากอนาคต รวมถึงของในโลกใบนี้ล้วนถูกวางขายอยู่ในร้านค้ามิติทั้งสิ้น ที่น่าตกใจคือมันไม่ได้มีแค่ของเหล่านี้ที่เด่นหราอยู่
‘ทางเข้ามิติ’
ฮุยซาชั่งใจเล็กน้อยแต่นางก็เลือกที่จิ้มเข้าไปที่ปุ่มตรงหน้า ทันทีที่จิ้มเข้าไปร่างของฮุยซาที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ก็หายไปในทันที
วูปปป
บรรยากาศโดยรอบยิ่งทำให้หญิงสาวแทบเป็นลมล้มคว่ำ “นี่หรือมิติ” ที่นี่ไม่ใช่สถานที่แปลกประหลาด แต่เป็นทุ่งหญ้ากว้างไกลที่มีพื้นที่เพาะปลูกถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างครบครั่น ที่สำคัญไม่ไกลยังมีบ้านไม้สองชั้นตั้งอยู่
นางเร่งสับเท้าเดินไปที่บ้านหลังนั้นทันที เมื่อเปิดประตูออกดูก็พบว่าที่นี่ไม่ได้มีของจากโลกอนาคตอะไรให้ แต่มีตู้ ตั่ง เตียง ซึ่งดูดีกว่าห้องของฮูหยินเอกที่นางเคยเดินผ่านหลายขุม
นอกจากนั้นยังมีตำราเล่มหนาสามเล่มตั้งอยู่ที่โต๊ะกลางบ้านอีกด้วย
“ตำราปรุงยา ตำราปลูกสมุนไพร ตำราอักขระ” ฮุยซามองตำราทั้งสองเล่มด้วยความสนใจ เมื่อเทียบกับร้านค้ามิติเหมือนตำรานี้จะบอกวิธีการปลูกสมุนไพรและใช้มันอย่างถูกต้อง
ตำราปลูกสมุนไพรถูกตั้งเอาไว้ นางสนใจตำราอีกสองเล่มเสียมากกว่าสำหรับโลกใบนี้นักปรุงยา หรือที่เรียกกันว่าเหล่าผู้สรรสร้างโอสถนั้นถือว่าหายากมาก เรียกได้ว่าการมีอยู่ของพวกเขาจะถูกแย่งชิงจากหลายเมือง
ผู้ใช้อักขระนั้นยิ่งแล้วใหญ่ อาวุธวิญญาณ เกราะ หินเคลื่อนย้าย ของหลายสิ่งอย่างถูกสร้างโดยผู้ใช้อักขระและพวกมันมีราคาที่แพงหูฉี่จนคนธรรมดาไม่สามารถสร้างได้ นางที่เคยอยู่ในตระกูลเจินยังไม่เคยเห็นมันแม้แต่ครั้งเดียว ไม่สิต้องบอกว่าสิ่งของลงอักขระนั้นมีเพียงผู้นำตระกูลเท่านั้นที่จะพอซื้อไหว ส่วนคนอื่นก็มีปัญญาแค่ได้มองเห็น เพราะของเหล่านั้นจะถูกเก็บซ่อนไว้เป็นอย่างดี
“ภาษาญี่ปุ่น!” ฮุยซายิ้มออกมาด้วยความดีใจ “ไม่คิดเลยว่าจะเป็นภาษาญี่ปุ่น” ไม่แปลกที่มันจะเข้าใจยาก หลายคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นยังใช้เวลากันไม่รู้กี่ปีเพื่อเรียนจนแตกฉาน แม้โลกก่อนหลายสิ่งอย่างจะก้าวไกลยังเรียนกันเหนื่อยขนาดนั้น
แล้วยุคสมัยนี้ที่มีเพียงตำราเปล่า ๆ จะเรียนกันเหนื่อยขนาดไหน!
“อักขระขึ้นอยู่กับพลังปราณ หากเขียนระดับสูงเกินกว่าที่จะทำได้ จะแลกมาด้วยอายุขัย”
หน้าปกได้มีตัวอักษรตัวโตเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน จะเรียกว่าโชคดีได้ไหมนะ ชาติก่อนนั้นนางได้ทำการค้ากับคนญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้ไปแลกเปลี่ยนเลยมีความรู้พอสมควร แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นแตกฉานจนสามารถเขียนออกมาได้ทุกคำ
“ที่สำคัญ….” ร่างนี้ไม่รู้จะมีพลังปราณหรือไม่ มนตราธาตุก็ยังไม่ได้ตื่นขึ้นมา จะใช้อักขระได้หรือไม่ก็คงต้องเสี่ยงดวงกันดูในวัยปลุกพลังที่จะมาในปีหน้าตอนนี้นางเพียงสิบสี่หนาวอีกหลายเดือนถึงจะครบสิบห้า
“เอาเถอะเท่านี้ก็มากแล้ว” ไม่อยากจะคิดเลยว่าเทพเจ้าจะให้พรนางมาเยอะมากมายถึงเพียงนี้ ทั้ง ๆ ที่นางก่อร่างสร้างบาปเอาไว้ก็มาก “คงเป็นเพราะบุญที่สร้างเอาไว้ในชาตินั้นละกระมัง”
ฮุยซาเลือกออกไปจากมิติก่อนเพราะหากหายไปนานเกินไปชิงลู่อาจจะตกใจได้ ที่สำคัญร้านค้ามิติสามารถใช้ได้เลยไม่จำเป็นต้องเข้ามาใช้ในมิติ นับว่าสะดวกมากจริง ๆ
เคร้ง!
ชิงลู่ที่เพิ่งถือของมาหลังบ้านเมื่อเห็นพี่สาวโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าก็ได้แต่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ส่วนฮุยซานั้นยิ่งกว่า
“จังหวะสุดซวย….”
ปลูกผักในมิติ
“ท ท่านพี่ ท่านมีพลังหรือขอรับ! เป็นไปได้อย่างไรกัน!” ชิงลู่วิ่งมาหาพี่สาวด้วยความตกใจ โดยปกติแล้วพลังจะใช้ได้ในวัยสิบห้าแต่พี่สาวของเขายังไม่ถึงเสียด้วยซ้ำแล้วเหตุใด…
“หรือว่าท่านแม่จะนับวันเกิดผิดกัน ไม่สิมันเป็นไปไม่ได้ แล้วเหตุใดถึง”
“ชิงลู่เจ้าใจเย็นก่อน” ฮุยซาไม่คิดปิดบังน้องชาย แต่ก่อนหน้านี้นางไม่รู้ว่าจะบอกเขาอย่างไรดี ถึงจะหน่ายใจแต่เห็นเต็มสองตาเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้บอกให้หมดเสียวันนี้
“ก่อนหน้านี้พี่ได้ตายไปแล้ว”
“!!!!”
เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็แทบทรุด แต่ฮุยซาก็คว้าร่างของเขาเอาไว้ “แต่พี่ได้รับพรให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ชิงลู่เรื่องนี้เจ้าห้ามบอกใคร ถ้าหากหลุดไปแล้วละก็พี่และเจ้าคงไม่มีวันได้เจอกันอีก ไม่มีวัน!”
ชิงลู่ได้ยินก็พยักหน้างึก ๆ ฮุยซาจับมือน้องชายของนางเอาไว้ก่อนจะกดเข้าไปในมิติอีกครั้งหนึ่ง ชิงลู่ที่ได้เข้ามาในมิติก็ตกใจจนล้มลงไป
“ท ท่านพี่นี่มันอะไรกัน…”
“นี่คือพรที่พี่ได้รับ หากเจ้าสัมผัสให้ดีที่นี่มีปราณอัดแน่นมากนักวันใดที่พลังของเจ้าตื่นขึ้นที่นี่จะเป็นสถานที่ฝึกฝนชั้นยอดให้เจ้า”
ฮุยซาไม่ได้เล่าเรื่องที่นางไปใช้ชีวิตในโลกอื่นมา นางเพียงเล่าว่าก่อนหน้านี้นางได้สิ้นไปเพราะกรรมที่สร้างเอาไว้ แต่เพราะเทพเจ้าเมตตาและเขาได้วาดเส้นชะตาของนางผิดพลาด จึงมอบโอกาสแก้ไขชะตาชีวิตให้
โดยส่งนางกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และมอบมิตินี้ให้ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของนางได้อย่างแน่นอน “เรื่องนี้หากหลุดออกไป ทุกคนจะพากันแย่งชิงข้าและเราจะไม่ได้เจอกันอีก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะไว้ใจมากเพียงใดเจ้าก็ห้ามเล่าเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ! แต่ว่าท่านพี่” ชิงลู่เดินเข้ามาจับมือพี่สาวด้วยใบหน้าเศร้าหมอง “เทพเจ้าจะไม่เอาท่านไปอีกใช่หรือไม่ขอรับ”
“ไม่แน่นอน” นางย่อตัวลงก่อนจะจ้องหน้าเด็กชาย “พี่จะไม่ทิ้งเจ้าไปไหน ไม่มีวันเจ้าอย่าได้กังวล”
“แค่นั้นก็พอแล้วขอรับสำหรับข้า แค่มีท่านพี่ก็พอแล้วขอรับ!”
เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่นางรู้สึกอุ่นใจเช่นนี้ ชิงลู่รักนางมากจริง ๆ ฮุยซายังไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมเพราะมองว่าเขายังเด็กเกินไป นางเพียงบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่ ที่มีเอาไว้ปลูกผัก ปลูกสมุนไพร ภายภาคหน้ามันโตหากนำไปขายเราก็จะสุขสบายกันมากขึ้น
ชิงลู่ที่เห็นทุ่งหญ้าก็ขอพี่สาวออกไปวิ่งสำรวจตามประสาเด็กน้อย ฮุยซาไม่ได้ห้ามนางปล่อยให้ชิงลู่วิ่งเล่นไป ส่วนตนเองก็กลับมาวุ่นอยู่กับร้านค้ามิติ
“สามเหรียญทอง ใจร้ายจริง ๆ” ฮุยซามองเหรียญทองทั้งหมดที่นางมีด้วยความรู้สึกโกรธมารดา ตระกูลเจินมอบเงินให้นางตั้งห้าสิบเหรียญทอง แต่แม่แท้ ๆ กลับทิ้งบุตรและฉกฉวยมันไปทั้งหมดอย่างน่าไม่อาย
นางจัดการแลกเงินเข้าไปในร้านค้ามิติ ดูเหมือนในร้านค้านี้จะใช้ค่าเงินบาท หนึ่งเหรียญทองจะได้หนึ่งหมื่นบาท หนึ่งเหรียญเงินจะได้หนึ่งพัน ส่วนทองแดงจะได้เพียงหนึ่งร้อยเท่านั้น
สินค้ายิ่งระดับสูงราคาก็ยิ่งแพง ยังโชคดีที่ของจากโลกเก่านั้นหลายอย่างราคาตามตลาดทั่วไป หากจะซื้อมาใช้คงไม่ได้ลำบาก พวกอาหารก็ยิ่งราคาถูกเพราะยึดตามราคาโลกก่อน โลกนี้หนึ่งเหรียญทองซื้อหมูได้เพียงหนึ่งตัว ยายจางได้บ่นให้ฟังว่าช่วงนี้ข้าวยากหมากแพง โดยปกติหนึ่งเหรียญทองจะสามารถซื้อได้สองตัว หรือตัวละห้าสิบเหรียญเงินเท่านั้น
แต่กลับค่าเงินบาทหนึ่งเหรียญทองได้มากกว่าสองตัวแน่นอน ฮุยซาไม่ได้ซื้ออาหารนางเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผัก เพราะหากปลูกผักขายในช่วงแรกคงง่ายกว่าพวกสมุนไพร ที่สำคัญราคาเมล็ดพันธุ์พวกนี้ไม่ได้แพงเหมาะสำหรับนางที่ต้องใช้เงินอย่างพอดี
ฮุยซาจัดการซื้อเมล็ดผักกาด หัวไชเท้าออกมาจำนวนหนึ่งเพราะเป็นของที่หาซื้อได้อย่างปกติ หากนำไปขายคงไม่มีผู้สงสัย แต่นางก็เลือกที่จะซื้อพวกพริก ขิง ข่า ตะไคร้ ของเพิ่มความแซ่บสำหรับอาหารไทยเอาไว้ด้วย เผื่อไว้ใช้ทำอาหารกินกับชิงลู่สองคน
“ใช้เวลาปลูก แปดชั่วโมง หืม” ฮุยซาอ่านคำอธิบายใต้สินค้าด้วยความแปลกใจ “เกมปลูกผักชัด ๆ”
นางไม่ได้มีความรู้ด้านนี้ โชคดีที่ของพวกนี้มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้นางอย่างแท้จริง วิธีปลูกจึงได้ติดมาด้วย
“ท่านพี่จะปลูกผักหรือขอรับ” ชิงลู่วิ่งมาหาพี่สาวอย่างอารมณ์ดี
“ใช่แล้วล่ะ”
“ข้าช่วยขอรับ!”
สองพี่น้องพากันช่วยขุดดินและฝังเมล็ดลงไปตามที่ในคำอธิบายได้บอกเอาไว้ “ชิงลู่หัวไชเท้าลงสองเมล็ดนะ”
“ขอรับ!”
นับว่าเป็นมิติที่สะดวกมากจริง ๆ เพราะสามารถปลูกของเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องดูดินฟ้าอากาศ สองพี่น้องพากันทำงานอย่างขยันขันแข็ง ร่างกายของฮุยซาไม่เคยออกแรงมากนางจึงทำได้เพียงช้า ๆ ต่างจากชิงลู่ที่ชอบวิ่งเล่นจึงสามารถทำทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็ว
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามการลงเมล็ดก็เสร็จสิ้น ฮุยซาจัดการหว่านปุ๋ยตามที่ในคำแนะนำได้บอกเอาไว้และรดน้ำจนเสร็จ ทั้งสองต่างมองผลงานจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองด้วยความพึงพอใจ
“ไปเถอะ ไปอาบน้ำกัน” ฮุยซาพาชิงลู่เข้าบ้าน นางจัดการซื้อสบู่อย่างธรรมดาและยาสระผมออกมา เพราะไม่อยากให้ร่างกายมีกลิ่นจนคนสงสัยนางจึงเลือกใช้ของธรรมดา ๆ ไปก่อน
ห้องน้ำที่นี่แม้จะเป็นแบบโบราณแต่ก็มีอ่างน้ำร้อนให้ อีกทั้งยังมีก๊อกน้ำเปิดปิดจึงทำให้นางและชิงลู่ไม่ต้องวิ่งตักน้ำกันเอาเอง ฮุยซาสอนวิธีการใช้ของต่าง ๆ ก่อนจะให้ชิงลู่เข้าห้องน้ำไปก่อน
ส่วนนางก็ออกมาจัดการโต๊ะอาหาร โดยซื้อทั้งหมูผัดผัก แกงจืดหมูสับ รวมถึงอาหารอันแสนโอชะจำนวนหนึ่งออกมา แม้จะสิ้นเปลืองไปบ้างแต่วันนี้ให้ชิงลู่ได้กินอะไรดี ๆ บ้างจะดีกว่า
“หอมจังเลย” ชิงลู่ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จรีบวิ่งมาที่โต๊ะก่อนจะทำจมูกฟุดฟิด “น่ากินทั้งนั้นเลยขอรับ”
“รอพี่อาบน้ำก่อน แล้วมากินพร้อมกันนะ”
ฮุยซาเข้าห้องน้ำไปก่อนจะจัดการอาบน้ำถูร่างกางด้วยความรวดเร็วเพราะดูออกว่าเจ้าเด็กน้อยนั้นอยากอาหารมากเพียงใด นางจัดการเปลี่ยนชุดเป็นชุดใหม่ที่ผู้เป็นแม่ได้ยัดใส่ถุงผ้าแถมมาให้อย่างมีเมตตา ก่อนจะออกไปจากห้องน้ำเพื่อกินอาหาร
อาหารที่ได้กินหลังจากทำงานย่อมอร่อยเป็นสองเท่า ชิงลู่คีบหมูคำโตเข้าปากอย่างอารมณ์ดี ไม่มีเสียงพูดคุยใด ๆ หลุดรอดออกมาทั้งนั้นมีแต่เสียงการกวาดข้าว กวาดอาหารทุกอย่างในจานเท่านั้นที่ดังออกมา
“เอิ้ก! อุ้บ!” ชิงลู่ปิดปากตนเองด้วยความอับอาย วันนี้เขาอิ่มอร่อยมากจริง ๆ เด็กน้อยหันไปยิ้มแห้ง ๆ ให้กับพี่สาว
ฮุยซาเพียงยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะจัดการเก็บกวาดของทั้งหมดและพาชิงลู่ออกไปจากมิติ
“ท่านพี่เราจะได้เก็บผักพวกนั้นวันไหนหรือขอรับ”
“อีกสี่ชั่วยามก็ได้แล้วล่ะ”
“เร็วมากเลยขอรับ! แต่เราจะเอาไปขายกันอย่างไรหรือขอรับท่านพี่ เราไม่ได้มีสวนเสียหน่อย”
“ถ้าได้เข้าเมืองก็คงมีวิธี เอาล่ะพักผ่อนกันเถอะ”
“ขอรับ!”