โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หวนกลับมาครานี้ข้าจะร่ำรวย! (อ่านฟรีทุกวัน)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 10 พ.ย. 2566 เวลา 00.39 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2566 เวลา 00.39 น. • Snowfack
ฮุยซานางได้สิ้นใจและทะลุมิติไปยังยุคสองพัน นางได้ใช้ชีวิตที่นั่นจนแก่เฒ่า คราแรกก็คิดว่าจะได้ดับสูญอย่างธรรมดา ที่ไหนได้นางดันกลับมายังโลกเดิมเสียนี่!

ข้อมูลเบื้องต้น

หวนกลับมาอีกครั้ง

ณ แคว้นจิ้งโหย่ว

โลกแห่งปราณ แผ่นดินที่เจริญรุ่งเรืองด้านเวทมนตร์ได้ถือกำเนิดนักรบผู้แข็งแกร่งขึ้นมามากมาย บ้างก็เป็นถึงเซียน บ้างก็เป็นถึงนักรบผู้น่ายำเกรงแต่ถึงกระนั้นเมื่อมีผู้แข็งแกร่ง ก็ย่อมต้องมีผู้อ่อนแอ ‘แคว้นจิ้งโหย่ว’ สถานที่ซึ่งดูสามัญเป็นที่บรรจุผู้คนที่แสนอ่อนแอไว้มากมาย ฮ่องเต้หยงไห่แห่งจิ้งโหย่วเป็นบุคคลหนึ่งที่ถือกำเนิดมาโดยไร้มนตราธาตุ ทว่าปราณในร่างกายนั้นกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร

พระองค์ทรงสร้างดินแดนที่จะช่วยเหลือและโอบอุ้มเหล่าผู้ไร้พลังเอาไว้ฮ่องเต้หยงไห่พยายามพัฒนาแคว้นให้ไม่มีผู้ใดกล้ารุกราน แต่เมืองที่เต็มไปด้วยผู้อ่อนแอจะสามารถต่อกรกลับผู้อื่นได้เช่นไร บัดนี้ไร้ซึ่งฮ่องเต้หยงไห่แคว้นจิ้งโหย่วได้ตกต่ำลงไปมากหลายเท่า ราชวงศ์รุ่นใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นมามากด้วยความสามารถและมันสมอง แต่หาได้มีมนตราที่คู่ควรต่อการปกป้องดินแดน แคว้นที่เคยเป็นความหวังของผู้อ่อนแอมากมายบัดนี้ได้กลายเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิที่น่าเกรงขามไปเสียแล้ว

ในชนบทที่ห่างไกลความเจริญขอแคว้นได้มีร่างบางที่นอนหลับไม่ได้สติมานานถึงสามวัน อาศัยอยู่ในกระท่อมเก่าท้ายหมู่บ้านโดยมีเด็กชายตัวน้อยคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้อย่างตั้งใจ

“ฮึก ท่านพี่ฟื้นขึ้นมาเถิดขอรับ” ‘ชิงลู่’ เด็กชายวัยแปดหนาวร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด

ตัวเขาและพี่สาวเดิมทีถือกำเนิดขึ้นมาในตระกูล ‘เจิน’ แม้จะเป็นเพียงบุตรของอนุแต่ก็นับว่าเป็นคุณหนู คุณชาย ชีวิตไม่ได้งดงามแต่ก็ไม่ได้ลำบาก ทว่าหลายวันก่อนไม่รู้ว่า ‘ฮุยซา’ พี่สาวที่กำลังนอนหลับ และมารดา ‘ซีซวน’ ไปทำอันใดไว้จึงถูกเนรเทศออกมาจากเมืองหลวง รวมถึงถูกสะบั้นสายเลือดกับตระกูลเจิน

แม้จะได้เงินจำนวนมากติดมาด้วยแต่มารดาที่ไม่เคยลำบากมีหรือจะยอมใช้ชีวิตโดยไร้สถานะ นางที่ยังมีความงดงามหลงเหลืออยู่ได้หนีไปพร้อมกับเงินก้อนโตที่บิดามอบไว้ให้ ส่วนตัวเขาและพี่สาวนั้นถูกวางยานอนหลับและส่งมายังสถานที่ประหลาด ที่พวกเขาไม่เคยพบเห็น

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ชิงลู่ อยู่หรือไม่!”

“อยู่ขอรับยายจาง!” เด็กชายปาดน้ำตาลวก ๆ และรีบวิ่งไปเปิดประตู หญิงชราข้างบ้านพร้อมสะใภ้ได้ถือเอาถ้วยชามที่มีข้าวและผักอยู่เต็มจานมาให้เด็กชายด้วยความใจดี

“เอานี่ เอาไปกินเสีย พี่สาวเจ้ายังไม่ฟื้นรึ”

“ยังเลยครับ” เด็กชายส่ายหัวพร้อมกับทำท่าจะร้องไห้ ยายจางเห็นเช่นนั้นจึงรีบปลอบใจ

“อย่าร้อง ๆ เดี๋ยวนางก็ฟื้นคงเป็นไข้ป่า”

“เอานี่ยาต้มป้อนให้นาง ให้ได้มากที่สุดเดี๋ยวนางก็หายเอง” สะใภ้บ้านจางมองเด็กชายด้วยความเวทนา

ชิงลู่รับถ้วยสองใบมาด้วยความซึ้งใจตัวเขาและพี่สาวถูกโยนมาที่หมู่บ้านนอนไร้สติอยู่ข้างป่า เป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่เก็บกลับมาและมอบที่อยู่ให้ ส่วนยายจางข้างบ้านนี้ก็ใจดีเหลือเกิน คอยหยิบยื่นอาหารให้เขาทุกวัน

“ขอบคุณมากขอรับ ข้าจะตอบแทนพวกท่านแน่นอน!” จิวลู่เงยหน้าขึ้นและพูดด้วยสีหน้าที่มั่นใจ

หญิงทั้งสองเห็นเด็กน้อยมีท่าทางเช่นนั้นก็อดเอ็นดูไม่ได้ ใครหนอใจร้ายนำเด็กน่ารักมาทิ้งเอาไว้แบบนี้ หากพวกนางรู้ว่าบ้านใดทำจะป่าวประกาศให้สิ้นชื่อเสียงกันไปข้าง!

“ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว มีอะไรก็มาเรียกนะ จริงสิคืนนี้ลูกชายข้ากลับมาคงมีอาหารมากมายเจ้าก็มากินด้วยกันสิ” ยายจางพูดขึ้น

ชิงลู่แม้จะอยากกินแต่เมื่อมองเห็นพี่สาวที่กำลังนอนอยู่เขาก็ได้แต่ส่ายหัว “ไม่ดีกว่าขอรับ ข้าไม่อยากทิ้งพี่ฮุยซา”

“เช่นนั้นรึ….เอาเถอะ ๆ ข้าจะยกมาให้ก็แล้วกัน ไปป้อนยาพี่สาวเจ้าเถอะ”

“ขอรับ”

เมื่อเด็กน้อยปิดประตูกลับเข้าไปในบ้าน ยายจางและสะใภ้ก็ได้แต่มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่หดหู่

“บ้านของเด็กสองคนนี้ใจร้ายจริง ๆ”

“นั่นสิ คนพี่ก็ผอมแห้ง คนน้องก็ดูอ่อนแอ เฮ้อ ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วบ้านเดิมคงไม่ธรรมดานักหรอก” ยายจางพูดอย่างมั่นใจ นางเคยมองหน้าเด็กสาวที่หลับอยู่นั้นหนึ่งครั้งรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณไม่ต่างอะไรจากคนเมืองหลวงนัก

“พวกคนเมืองหลวงใจจืด ใจดำกันจริง ๆ เลยนะเจ้าคะท่านแม่” สะใภ้บ้านจาง ‘ลี่ปี้’ พูดด้วยความหงุดหงิดใจตัวนางเป็นสะใภ้คนเดียวของบ้านจาง มีบุตรสาวหนึ่งคน บุตรชายหนึ่งคนเช่นเดียวกัน แม้บุตรสาวของนางจะมีความพิการ แต่บ้านจางก็ไม่เคยรังเกียจอีกทั้งยังดูแลอย่างดี แม่สามีก็ไม่เคยกล่าวโทษ

แต่นี่อะไร เด็กทั้งสองทั้งน่ารัก ทั้งปกติดีเช่นนี้ พวกเขายังกล้าทอดทิ้งอย่างใจร้าย แล้วถ้าเกิดมาพิการแบบบุตรสาวของนางเล่า จะไม่ถึงขั้นสังหารทิ้งเลยหรือ!

ยามโฉ่ว (01:00-02:59)

กลางดึกที่เงียบสงัดร่างที่นอนสลบมานานถึงสามวันได้ฟื้นขึ้นมาด้วยความอ่อนแรง ดวงตากลมโตมองไปรอบกายด้วยความประหลาดใจ “ที่นี่มัน….”

นางดันตัวเองให้ลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก หน้าต่างที่เปิดกว้างทำให้แสงจันทร์สอดส่องเข้ามาจนเห็นร่างของเด็กชายที่นอนอยู่ใกล้ ๆ ได้อย่างชัดเจน “ชิงลู่!!” เป็นไปไม่ได้ ชิงลู่จะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!

“อ อื้อ พี่ฮุยซา!” ชิงลู่ที่ตื่นขึ้นมาและเห็นร่างของพี่สาวกำลังลุกขึ้นก็ตกใจรีบเข้ามาพยุง “พี่ตื่นแล้ว พี่ตื่นแล้ว!”

ฮุยซาไม่ได้สนใจน้องชายนางรีบวิ่งไปเปิดประตูที่อยู่ไม่ไกลด้วยความร้อนรน

ปัง!

ลมเย็น ๆ ที่กระทบใบหน้ายิ่งทำให้นางตาสว่างขึ้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจพระจันทร์สองตัวที่เด่นสง่าอยู่บนฟากฟ้านั้นคือหลักฐานชั้นดีที่บอกนางว่า

นางได้กลับมายังโลกเดิมแล้ว!

“พี่ พี่เป็นอะไรขอรับ” ชิงลู่รีบวิ่งมาหาฮุยซาที่ทรุดตัวลงด้วยความอ่อนแรง

“พ พี่ไม่ได้เป็นอะไร มันเกิดอะไรขึ้นกัน”

เด็กชายตัวน้อยมองฮุยซาด้วยความงุนงง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เล่าทุกสิ่งออกมาตั้งแต่เรื่องที่พวกเขาโดนตระกูลเจินสะบั้นสายเลือด และเรื่องที่มารดาวางยาพวกตนก่อนจะนำมาทิ้งที่นี่ ที่เขารู้เพราะก่อนจะสลบไปนั้นเขาได้เห็นผู้เป็นแม่คว้าเอาเงินให้กับคนขับรถม้า ก่อนจะพูดอะไรบางอย่าง เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ที่หมู่บ้านนี้แล้ว

“โชคดีที่คนในหมู่บ้านเมตตา หาที่อยู่ แบ่งปันของกินให้ ข้า ข้าคิดว่าท่านพี่จะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ฮื้ออ” ชิงลู่ร้องไห้ปานใจจะขาด

ฮุยซาคว้าเด็กชายมากอดด้วยความเวทนาก่อนจะพยุงให้เขากลับเข้าไปในบ้าน นางปลอบใจชิงลู่อยู่เสียนาน ความอบอุ่นของพี่สาวทำให้เด็กชายที่เครียดมาหลายวัน และอ่อนเพลียผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของพี่สาวในที่สุด

มือเรียววางน้องชายด้วยความอ่อนโยน นางยืนขึ้นอีกครั้งก่อนจะมองไปที่ดวงจันทร์ทั้งสองเพื่อทบทวนทุกสิ่ง

‘นางได้ตายไปแล้ว’

ไม่ใช่ในโลกนี้ แต่เป็น……อีกโลกหนึ่ง

ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ แต่หลังจากที่นอนหลับไปนางได้ตื่นขึ้นอีกครั้งในโลกที่แสนประหลาดมีหลายสิ่งอย่างรอบกายที่ไม่เคยเห็น โลกนั้นไม่มีปราณ ไม่มีมนตรา แต่กลับมีสิ่งอัศจรรย์มากมายเหลือเกิน

ทั้งนกเหล็กที่บินได้ดั่งมังกร จอสี่เหลี่ยมที่ฉายเรื่องราวมากมาย ไหนจะสิ่งของเล็ก ๆ ที่มีชื่อเรียกว่ามือถือแม้จะห่างไกลกันเพียงใดก็ยังพูดคุยและเห็นหน้ากันได้ เหมือนดั่งลูกแก้วมนตราสิ่งของที่มีเฉพาะราชวงศ์เท่านั้นที่จะมี

‘แพรไหม’ นั่นคือชื่อของร่างที่นางได้เข้าไปอาศัยอยู่ นางเกิดในประเทศเล็ก ๆ ที่เรียกว่าประเทศไทย สถานะครอบครัวปานกลางถือว่ามีฐานะพอสมควร แต่เมื่อเข้าวัยยี่สิบนางได้สูญเสียพ่อแม่ในโลกนั้นไป

เด็กสาววัยยี่สิบสำหรับที่นั่นไม่ได้โตอะไรขนาดนั้น มรดกที่ได้มาช่วงไม่กี่ปีแรกถูกผลาญไปกับเรื่องไร้สาระมากมาย แต่เมื่อถึงวัยยี่สิบห้านางก็เริ่มคิดได้ และใช้เงินที่มีหาความรู้เข้าตัวส่งตัวเองไปเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ และกลับมาก่อร่างสร้างตัว จนกลายเป็นหนึ่งในเจ้าของกิจการเสื้อผ้าโบราณชื่อดัง

และเมื่อเข้าวัยห้าสิบนางได้ตรวจเจอโรคร้ายเข้า เพราะชีวิตที่ไม่ได้มีครอบครัวจึงทำให้นางตัดสินใจขายทุกอย่างทิ้ง และบริจาคทุกสิ่งให้เด็กยากไร้เพื่อสร้างบุญกุศลและเพื่อ…….สร้างบุญทดแทนให้คนที่โลกนี้ด้วย

ฮุยซาผู้นี้ร้ายกาจเหลือเกิน ไม่ต่างอันใดจากมารดาแม้แต่น้อย นางไม่แปลกใจเลยที่มารดาจะหนีไปพร้อมเงินก้อนโต สตรีผู้นั้นเห็นแก่ตัวยิ่งกว่าสิ่งใด ชิงลู่น้องชายยังเด็กไม่เคยได้รับรู้ว่าพี่สาวและแม่ทำเวรกรรมอะไรไว้บ้าง

ทั้งวางยาฮูหยินเอก พยายามลอบสังหารคุณหนูใหญ่ ไม่เว้นแม้กระทั่งวางยาเพื่อปีนเตียงแม่ทัพผู้เป็นคู่หมั้นของคุณหนูใหญ่นางก็ได้ทำมาแล้ว

“หึ ช่างน่าสมเพชจริง ๆ” นางไม่เคยคิดเลยว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

ฮุยซามองดูน้องชายที่กำลังหลับสนิท แต่นางก็ไม่เสียใจจริง ๆ ที่กลับมา “พี่ขอโทษนะ” ร่างบางเดินไปหาน้องชายก่อนจะลูบศีรษะเขาด้วยความอ่อนโยน

“พี่ขอโทษที่ทำให้ชีวิตเจ้าต้องตกต่ำ ชิงลู่พี่สัญญาหลังจากนี้ฮุยซาจนนั้นจะไม่มีอีกแล้ว”

นางจะไม่ยอมมีชีวิตตกต่ำในโลกนี้ และจะไม่ทำตัวสารเลวเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว! ในโลกใบใหม่นางสูญเสียครอบครัวไปอย่างไม่สามารถรั้งเอาไว้ได้ วันนี้ได้หวนกลับมาหาชิงลู่อีกครั้ง นางจะใช้ทั้งชีวิตทำให้เขาดีขึ้น และจะปกป้องเขาด้วยทุกอย่างที่มีเอง!

มิติวิเศษ

ยามเฉิน (07:00-08:59)

ฮุยซาได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งยามเช้า นางได้เดินไปหลังบ้านเพื่อหาน้ำมาล้างหน้า นางกวักเอาน้ำในตุ่มมาล้างหน้าล้างตาจนสดชื่นก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูหน้าต่างทุกบานภายในบ้านเพื่อให้อากาศถ่ายเท

“พี่ฮุยซา ตื่นแล้วหรือขอรับ”

“ใช่จ่ะ วันนี้พี่จะเก็บกวาดบ้านเสียหน่อย”

“ข้าช่วยขอรับ!”

ชิงลู่รีบวิ่งไปหลังบ้านเพื่อล้างหน้าก่อนจะกลับมาด้วยผ้าผืนบางสองผืน สองพี่น้องช่วยกันทำความสะอาดบ้านทั้งหลังอย่างขยันขันแข็ง จากที่ชิงลู่ได้บอกเอาไว้ บ้านหลังนี้ดูเหมือนจะเป็นบ้านร้างไร้คนอาศัย หัวหน้าหมู่บ้านที่มีเมตตาจึงได้มอบให้นางและน้องชายโดยไม่เก็บเงินแม้แต่แดงเดียว

ยายจางที่เก็บอาหารไว้ให้ชิงลู่เมื่อเดินมาพบเด็กสาวที่นอนสลบอยู่สามวันก็ตกใจ “แม่หนู ฟื้นแล้วรึ!”

“ยายจางขอรับ คนที่ข้าบอกว่าเอาอาหารมาให้เรา ยายจางให้ยาเราด้วยนะขอรับ” ชิงลู่รีบหันไปบอกพี่สาวก่อนจะวิ่งไปหายายจาง

“ท่านยาย ขอบคุณมากนะเจ้าคะหลายวันมานี้ลำบากท่านแล้ว” เมื่อมีคนใจดีอยู่ใกล้ตัว นางย่อมต้องทำตัวดีด้วยตอบไป

“ไม่เป็นไร ๆ ดีแล้วที่เจ้าหาย ชิงลู่จะได้สดใสขึ้นมาบ้าง แล้วนี่ทำอะไรกันอยู่หรือ

“ทำความสะอาดบ้านเจ้าค่ะ ที่นี่มีฝุ่นไม่น้อยเลย ท่านยายบ้านหลังนี้เคยเป็นของใครมาก่อนหรือเจ้าคะ”

“อ๋อนี่นะหรือ ของหัวหน้าหมู่บ้านนั่นแหละเป็นบ้านเก่าสมัยเด็ก ๆ นู่น ตอนนี้ฐานะดีขึ้นเลยไปสร้างบ้านใหญ่อยู่กลางหมู่บ้าน ไม่ต้องกลัวหรอกเขายกให้คือยกให้ เจ้านั่นน่ะนิสัยดี”

“ข้าเกรงใจมากเลยเจ้าค่ะท่านยาย”

“โอ๊ย เกรงจงเกรงใจอันใดกัน บ้านหลังนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตมากมายนัก แต่เหมาะสมกับพวกเจ้าแล้วล่ะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยดูแล!”

ยายจางยื่นชามอาหารให้ฮุยซาและชิงลู่ ครั้งนี้ไม่ใช่ข้าวและผักแต่กลับมีเนื้ออยู่เสียพูนจาน “ลูกชายข้าขึ้นเขา ได้กวางตัวใหญ่มาตั้งหนึ่งตัวช่วงนี้คงมีกินไปอีกหลายวัน”

ฮุยซารับอาหารมาด้วยความซึ้งใจ โชคดีจริง ๆ ที่ได้อยู่ใกล้คนใจดีเช่นนี้ ตัวนางที่ไม่ได้สติกับน้องชายที่อายุเพียงเท่านี้หากเจอคนไม่ดีจับไปขายคงไม่สามารถทำอันใดได้

“ข้าจะหาทางตอบแทนท่านแน่ ๆ เจ้าค่ะ”

“แหม่! เจ้าสองคนนี้พูดเหมือนกันเลยนะ!” ยายจางมองฮุยซาด้วยความเอ็นดู ยิ่งคิดแล้วก็ยิ่งแปลกใจเด็กดีเช่นนี้พวกบ้าที่ใดนำมาทิ้งได้ลงคอ

ยายจางอยู่พูดคุยกับฮุยซาอีกพักใหญ่ หญิงชราบอกถึงเรื่องราวของหมู่บ้านเหมาและระยะทางไปกลับเข้าเมือง รวมถึงเรื่องของผู้คนจนได้ข้อสรุปว่าหมู่บ้านแห่งนี้แยกกันเป็นสองฝั่ง มีถนนตัดผ่านแบ่งแยกชัดเจน

หมู่บ้านฝั่งนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ การล่าสัตว์หรือหาของป่านับเป็นอาชีพหลักของคนในหมู่บ้านฝั่งนี้ ส่วนอีกฝั่งนั้นเน้นไปที่การปลูกผักและนำไปขายในเมือง

“ว่าแต่พวกเจ้า จะทำอะไรต่อไปงั้นหรือ” ยายจางถามด้วยความเป็นห่วง

“ข้าคิดว่าจะลองหัดเข้าป่าเจ้าค่ะ”

“ท่านพี่! มันอันตรายนะขอรับ!” ชิงลู่ได้ยินก็รีบจับแขนพี่สาวก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่ให้ไป

“ชิงลู่คนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้ ที่สำคัญเราจะกินของยายจางไปตลอดไม่ได้หรอกนะ ถ้าไม่ลงมือทำเองชีวิตจะดีขึ้นได้อย่างไร”

ยายจางได้ยินคำพูดของเด็กสาวก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ‘ช่างเป็นพี่สาวที่แข็งแกร่งจริง ๆ’

“ไม่ต้องกลัวไปป่ามีชั้นนอกชั้นใน ส่วนชั้นนอกนี้มีของพอให้เก็บอยู่บ้าง ส่วนชั้นในนั้นเวลาเข้าไปก็จะเข้าไปเป็นกลุ่มใหญ่ไม่ต้องกลัวไปหรอก เด็กสาวอายุเท่าเจ้าก็มีที่เข้าป่ากับพ่อแม่อยู่บ้าง”

“แล้วนี่จะเข้าป่ากันอีกครั้งวันไหนหรือเจ้าคะท่านยาย”

“อืม….เขาเพิ่งลงมากันถ้าชั้นในก็คงอีกหลายวัน แต่ถ้าชั้นนอกก็เข้าไปกันเองได้เลย แต่เจ้าไม่คุ้นชินทางไปกับเจ้าเป๋าเกอก่อนจะดีกว่า” จางเป๋าเกอที่ยายจางหมายถึงนั้นก็คือบุตรชายคนเดียวของนาง ยายจางเล่าอีกว่าเป๋าเจอค่อนข้างเก่งกาจเวลาไปล่าสัตว์ชาวบ้านจะชอบติดตามเขาไป วันปกติที่ไม่ได้เข้าป่าชั้นในเขาก็จะสำรวจชั้นนอกเพื่อหาของมากิน หากฮุยซาคิดติดตามไปก็ยายจางก็จะบอกเขาให้

“ข้าอยากไปเจ้าค่ะ!”

“เช่นนั้น ข้าจะลองกลับไปถามดูว่าวันพรุ่งเขาจะเข้าไปหรือไม่ เอาล่ะข้าไม่กวนพวกเจ้าแล้ว กินข้าวกันไปเถอะ”

“ขอบคุณมากเจ้าค่ะท่านยาย”

เมื่อหญิงชรากลับไปฮุยซาและชิงลู่ก็พากันมานั่งทานอาหาร แม้อาหารจะไม่ได้ดีเท่าที่เคยกินในสกุลเจิน แต่ก็นับว่าเป็นของดีแล้วในช่วงเวลาแบบนี้ สองพี่น้องต่างพุ้ยข้าวเข้าปากด้วยความหิวโหย รสชาติของเนื้อทำให้ชิงลู่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

ฮุยซามองน้องชายด้วยความเอ็นดู นางเลือกคีบผักให้มากหน่อยเพื่อให้เด็กชายได้กินเนื้อให้มากขึ้น แต่ชิงลู่ที่แสนเฉลียวฉลาดก็ดันสังเกตเห็นคีบเนื้อให้พี่สาวอย่างเอาอกเอาใจ

“กินเยอะ ๆ ขอรับจะได้แข็งแรง”

“ขอบใจจ่ะ”

แม้จะไม่หวือหวา ไม่ได้ร่ำรวย แต่ความอบอุ่นและความสบายใจนั้นมากกว่าตอนที่อยู่ในสกุลเจินเสียอีก หลังจากที่กินกันเสร็จฮุยซาก็จัดการล้างถ้วยชามของยายจางทั้งหมดเพื่อนำกลับไปส่งคืน

“เสียดายจริง ไม่มีน้ำยาล้างจาน”

น้ำเปล่าไม่ได้ทำให้ของพวกนี้สะอาดมากนัก จะต้องล้างหลาย ๆ ครั้งซึ่งค่อนข้างเปลืองน้ำมากจริง ๆ “หากข้ามีพลังเสียหน่อยก็คงจะดี” หลายครั้งที่ในโลกนู้นนางได้อ่านนิยายแฟนตาซี ที่พูดถึงเรื่องการไปต่างโลก

พวกตัวเองล้วนได้รับพลังวิเศษต่าง ๆ จนแทบจะกลายเป็นเทพเจ้า นางที่มีชีวิตไม่ต่างอันใดจากคนในนิยายเหล่านั้นกลับทะลุมิติมาตัวเปล่าเสียนี่ “เฮ้อ ชีวิตช่างซับซ้อนจริง ๆ”

ติ้ง!

“เฮ้ย!”

เหมือนพระเจ้าจะได้ยินคำบ่นของฮุยซา หน้าจอสีฟ้าเด้งขึ้นมาตรงหน้าจนทำให้ร่างบางพลัดตกจากเก้าอี้ไม้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองหน้าจอสีฟ้าที่เหมือนหน้าจอเกมในโลกอนาคตด้วยความตื่นเต้น

“น นี่มันอย่าบอกนะว่า!”

ร่างบางดีดตัวขึ้นมานั่งและจ้องมองไปยังจอสีฟ้าด้วยความจริงจัง

‘ร้านค้ามิติ’

ฮุยซาจิ้มไปที่หน้าจอนั้นด้วยความตื่นเต้น นางมองดูของมากมายที่วางเรียงรายอยู่ของจากอนาคต รวมถึงของในโลกใบนี้ล้วนถูกวางขายอยู่ในร้านค้ามิติทั้งสิ้น ที่น่าตกใจคือมันไม่ได้มีแค่ของเหล่านี้ที่เด่นหราอยู่

‘ทางเข้ามิติ’

ฮุยซาชั่งใจเล็กน้อยแต่นางก็เลือกที่จิ้มเข้าไปที่ปุ่มตรงหน้า ทันทีที่จิ้มเข้าไปร่างของฮุยซาที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ก็หายไปในทันที

วูปปป

บรรยากาศโดยรอบยิ่งทำให้หญิงสาวแทบเป็นลมล้มคว่ำ “นี่หรือมิติ” ที่นี่ไม่ใช่สถานที่แปลกประหลาด แต่เป็นทุ่งหญ้ากว้างไกลที่มีพื้นที่เพาะปลูกถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างครบครั่น ที่สำคัญไม่ไกลยังมีบ้านไม้สองชั้นตั้งอยู่

นางเร่งสับเท้าเดินไปที่บ้านหลังนั้นทันที เมื่อเปิดประตูออกดูก็พบว่าที่นี่ไม่ได้มีของจากโลกอนาคตอะไรให้ แต่มีตู้ ตั่ง เตียง ซึ่งดูดีกว่าห้องของฮูหยินเอกที่นางเคยเดินผ่านหลายขุม

นอกจากนั้นยังมีตำราเล่มหนาสามเล่มตั้งอยู่ที่โต๊ะกลางบ้านอีกด้วย

“ตำราปรุงยา ตำราปลูกสมุนไพร ตำราอักขระ” ฮุยซามองตำราทั้งสองเล่มด้วยความสนใจ เมื่อเทียบกับร้านค้ามิติเหมือนตำรานี้จะบอกวิธีการปลูกสมุนไพรและใช้มันอย่างถูกต้อง

ตำราปลูกสมุนไพรถูกตั้งเอาไว้ นางสนใจตำราอีกสองเล่มเสียมากกว่าสำหรับโลกใบนี้นักปรุงยา หรือที่เรียกกันว่าเหล่าผู้สรรสร้างโอสถนั้นถือว่าหายากมาก เรียกได้ว่าการมีอยู่ของพวกเขาจะถูกแย่งชิงจากหลายเมือง

ผู้ใช้อักขระนั้นยิ่งแล้วใหญ่ อาวุธวิญญาณ เกราะ หินเคลื่อนย้าย ของหลายสิ่งอย่างถูกสร้างโดยผู้ใช้อักขระและพวกมันมีราคาที่แพงหูฉี่จนคนธรรมดาไม่สามารถสร้างได้ นางที่เคยอยู่ในตระกูลเจินยังไม่เคยเห็นมันแม้แต่ครั้งเดียว ไม่สิต้องบอกว่าสิ่งของลงอักขระนั้นมีเพียงผู้นำตระกูลเท่านั้นที่จะพอซื้อไหว ส่วนคนอื่นก็มีปัญญาแค่ได้มองเห็น เพราะของเหล่านั้นจะถูกเก็บซ่อนไว้เป็นอย่างดี

“ภาษาญี่ปุ่น!” ฮุยซายิ้มออกมาด้วยความดีใจ “ไม่คิดเลยว่าจะเป็นภาษาญี่ปุ่น” ไม่แปลกที่มันจะเข้าใจยาก หลายคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นยังใช้เวลากันไม่รู้กี่ปีเพื่อเรียนจนแตกฉาน แม้โลกก่อนหลายสิ่งอย่างจะก้าวไกลยังเรียนกันเหนื่อยขนาดนั้น

แล้วยุคสมัยนี้ที่มีเพียงตำราเปล่า ๆ จะเรียนกันเหนื่อยขนาดไหน!

“อักขระขึ้นอยู่กับพลังปราณ หากเขียนระดับสูงเกินกว่าที่จะทำได้ จะแลกมาด้วยอายุขัย”

หน้าปกได้มีตัวอักษรตัวโตเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน จะเรียกว่าโชคดีได้ไหมนะ ชาติก่อนนั้นนางได้ทำการค้ากับคนญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้ไปแลกเปลี่ยนเลยมีความรู้พอสมควร แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นแตกฉานจนสามารถเขียนออกมาได้ทุกคำ

“ที่สำคัญ….” ร่างนี้ไม่รู้จะมีพลังปราณหรือไม่ มนตราธาตุก็ยังไม่ได้ตื่นขึ้นมา จะใช้อักขระได้หรือไม่ก็คงต้องเสี่ยงดวงกันดูในวัยปลุกพลังที่จะมาในปีหน้าตอนนี้นางเพียงสิบสี่หนาวอีกหลายเดือนถึงจะครบสิบห้า

“เอาเถอะเท่านี้ก็มากแล้ว” ไม่อยากจะคิดเลยว่าเทพเจ้าจะให้พรนางมาเยอะมากมายถึงเพียงนี้ ทั้ง ๆ ที่นางก่อร่างสร้างบาปเอาไว้ก็มาก “คงเป็นเพราะบุญที่สร้างเอาไว้ในชาตินั้นละกระมัง”

ฮุยซาเลือกออกไปจากมิติก่อนเพราะหากหายไปนานเกินไปชิงลู่อาจจะตกใจได้ ที่สำคัญร้านค้ามิติสามารถใช้ได้เลยไม่จำเป็นต้องเข้ามาใช้ในมิติ นับว่าสะดวกมากจริง ๆ

เคร้ง!

ชิงลู่ที่เพิ่งถือของมาหลังบ้านเมื่อเห็นพี่สาวโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าก็ได้แต่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ส่วนฮุยซานั้นยิ่งกว่า

“จังหวะสุดซวย….”

ปลูกผักในมิติ

“ท ท่านพี่ ท่านมีพลังหรือขอรับ! เป็นไปได้อย่างไรกัน!” ชิงลู่วิ่งมาหาพี่สาวด้วยความตกใจ โดยปกติแล้วพลังจะใช้ได้ในวัยสิบห้าแต่พี่สาวของเขายังไม่ถึงเสียด้วยซ้ำแล้วเหตุใด…

“หรือว่าท่านแม่จะนับวันเกิดผิดกัน ไม่สิมันเป็นไปไม่ได้ แล้วเหตุใดถึง”

“ชิงลู่เจ้าใจเย็นก่อน” ฮุยซาไม่คิดปิดบังน้องชาย แต่ก่อนหน้านี้นางไม่รู้ว่าจะบอกเขาอย่างไรดี ถึงจะหน่ายใจแต่เห็นเต็มสองตาเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้บอกให้หมดเสียวันนี้

“ก่อนหน้านี้พี่ได้ตายไปแล้ว”

“!!!!”

เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็แทบทรุด แต่ฮุยซาก็คว้าร่างของเขาเอาไว้ “แต่พี่ได้รับพรให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ชิงลู่เรื่องนี้เจ้าห้ามบอกใคร ถ้าหากหลุดไปแล้วละก็พี่และเจ้าคงไม่มีวันได้เจอกันอีก ไม่มีวัน!”

ชิงลู่ได้ยินก็พยักหน้างึก ๆ ฮุยซาจับมือน้องชายของนางเอาไว้ก่อนจะกดเข้าไปในมิติอีกครั้งหนึ่ง ชิงลู่ที่ได้เข้ามาในมิติก็ตกใจจนล้มลงไป

“ท ท่านพี่นี่มันอะไรกัน…”

“นี่คือพรที่พี่ได้รับ หากเจ้าสัมผัสให้ดีที่นี่มีปราณอัดแน่นมากนักวันใดที่พลังของเจ้าตื่นขึ้นที่นี่จะเป็นสถานที่ฝึกฝนชั้นยอดให้เจ้า”

ฮุยซาไม่ได้เล่าเรื่องที่นางไปใช้ชีวิตในโลกอื่นมา นางเพียงเล่าว่าก่อนหน้านี้นางได้สิ้นไปเพราะกรรมที่สร้างเอาไว้ แต่เพราะเทพเจ้าเมตตาและเขาได้วาดเส้นชะตาของนางผิดพลาด จึงมอบโอกาสแก้ไขชะตาชีวิตให้

โดยส่งนางกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และมอบมิตินี้ให้ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของนางได้อย่างแน่นอน “เรื่องนี้หากหลุดออกไป ทุกคนจะพากันแย่งชิงข้าและเราจะไม่ได้เจอกันอีก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะไว้ใจมากเพียงใดเจ้าก็ห้ามเล่าเข้าใจหรือไม่”

“ขอรับ! แต่ว่าท่านพี่” ชิงลู่เดินเข้ามาจับมือพี่สาวด้วยใบหน้าเศร้าหมอง “เทพเจ้าจะไม่เอาท่านไปอีกใช่หรือไม่ขอรับ”

“ไม่แน่นอน” นางย่อตัวลงก่อนจะจ้องหน้าเด็กชาย “พี่จะไม่ทิ้งเจ้าไปไหน ไม่มีวันเจ้าอย่าได้กังวล”

“แค่นั้นก็พอแล้วขอรับสำหรับข้า แค่มีท่านพี่ก็พอแล้วขอรับ!”

เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่นางรู้สึกอุ่นใจเช่นนี้ ชิงลู่รักนางมากจริง ๆ ฮุยซายังไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมเพราะมองว่าเขายังเด็กเกินไป นางเพียงบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่ ที่มีเอาไว้ปลูกผัก ปลูกสมุนไพร ภายภาคหน้ามันโตหากนำไปขายเราก็จะสุขสบายกันมากขึ้น

ชิงลู่ที่เห็นทุ่งหญ้าก็ขอพี่สาวออกไปวิ่งสำรวจตามประสาเด็กน้อย ฮุยซาไม่ได้ห้ามนางปล่อยให้ชิงลู่วิ่งเล่นไป ส่วนตนเองก็กลับมาวุ่นอยู่กับร้านค้ามิติ

“สามเหรียญทอง ใจร้ายจริง ๆ” ฮุยซามองเหรียญทองทั้งหมดที่นางมีด้วยความรู้สึกโกรธมารดา ตระกูลเจินมอบเงินให้นางตั้งห้าสิบเหรียญทอง แต่แม่แท้ ๆ กลับทิ้งบุตรและฉกฉวยมันไปทั้งหมดอย่างน่าไม่อาย

นางจัดการแลกเงินเข้าไปในร้านค้ามิติ ดูเหมือนในร้านค้านี้จะใช้ค่าเงินบาท หนึ่งเหรียญทองจะได้หนึ่งหมื่นบาท หนึ่งเหรียญเงินจะได้หนึ่งพัน ส่วนทองแดงจะได้เพียงหนึ่งร้อยเท่านั้น

สินค้ายิ่งระดับสูงราคาก็ยิ่งแพง ยังโชคดีที่ของจากโลกเก่านั้นหลายอย่างราคาตามตลาดทั่วไป หากจะซื้อมาใช้คงไม่ได้ลำบาก พวกอาหารก็ยิ่งราคาถูกเพราะยึดตามราคาโลกก่อน โลกนี้หนึ่งเหรียญทองซื้อหมูได้เพียงหนึ่งตัว ยายจางได้บ่นให้ฟังว่าช่วงนี้ข้าวยากหมากแพง โดยปกติหนึ่งเหรียญทองจะสามารถซื้อได้สองตัว หรือตัวละห้าสิบเหรียญเงินเท่านั้น

แต่กลับค่าเงินบาทหนึ่งเหรียญทองได้มากกว่าสองตัวแน่นอน ฮุยซาไม่ได้ซื้ออาหารนางเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผัก เพราะหากปลูกผักขายในช่วงแรกคงง่ายกว่าพวกสมุนไพร ที่สำคัญราคาเมล็ดพันธุ์พวกนี้ไม่ได้แพงเหมาะสำหรับนางที่ต้องใช้เงินอย่างพอดี

ฮุยซาจัดการซื้อเมล็ดผักกาด หัวไชเท้าออกมาจำนวนหนึ่งเพราะเป็นของที่หาซื้อได้อย่างปกติ หากนำไปขายคงไม่มีผู้สงสัย แต่นางก็เลือกที่จะซื้อพวกพริก ขิง ข่า ตะไคร้ ของเพิ่มความแซ่บสำหรับอาหารไทยเอาไว้ด้วย เผื่อไว้ใช้ทำอาหารกินกับชิงลู่สองคน

“ใช้เวลาปลูก แปดชั่วโมง หืม” ฮุยซาอ่านคำอธิบายใต้สินค้าด้วยความแปลกใจ “เกมปลูกผักชัด ๆ”

นางไม่ได้มีความรู้ด้านนี้ โชคดีที่ของพวกนี้มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้นางอย่างแท้จริง วิธีปลูกจึงได้ติดมาด้วย

“ท่านพี่จะปลูกผักหรือขอรับ” ชิงลู่วิ่งมาหาพี่สาวอย่างอารมณ์ดี

“ใช่แล้วล่ะ”

“ข้าช่วยขอรับ!”

สองพี่น้องพากันช่วยขุดดินและฝังเมล็ดลงไปตามที่ในคำอธิบายได้บอกเอาไว้ “ชิงลู่หัวไชเท้าลงสองเมล็ดนะ”

“ขอรับ!”

นับว่าเป็นมิติที่สะดวกมากจริง ๆ เพราะสามารถปลูกของเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องดูดินฟ้าอากาศ สองพี่น้องพากันทำงานอย่างขยันขันแข็ง ร่างกายของฮุยซาไม่เคยออกแรงมากนางจึงทำได้เพียงช้า ๆ ต่างจากชิงลู่ที่ชอบวิ่งเล่นจึงสามารถทำทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็ว

ผ่านไปหนึ่งชั่วยามการลงเมล็ดก็เสร็จสิ้น ฮุยซาจัดการหว่านปุ๋ยตามที่ในคำแนะนำได้บอกเอาไว้และรดน้ำจนเสร็จ ทั้งสองต่างมองผลงานจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองด้วยความพึงพอใจ

“ไปเถอะ ไปอาบน้ำกัน” ฮุยซาพาชิงลู่เข้าบ้าน นางจัดการซื้อสบู่อย่างธรรมดาและยาสระผมออกมา เพราะไม่อยากให้ร่างกายมีกลิ่นจนคนสงสัยนางจึงเลือกใช้ของธรรมดา ๆ ไปก่อน

ห้องน้ำที่นี่แม้จะเป็นแบบโบราณแต่ก็มีอ่างน้ำร้อนให้ อีกทั้งยังมีก๊อกน้ำเปิดปิดจึงทำให้นางและชิงลู่ไม่ต้องวิ่งตักน้ำกันเอาเอง ฮุยซาสอนวิธีการใช้ของต่าง ๆ ก่อนจะให้ชิงลู่เข้าห้องน้ำไปก่อน

ส่วนนางก็ออกมาจัดการโต๊ะอาหาร โดยซื้อทั้งหมูผัดผัก แกงจืดหมูสับ รวมถึงอาหารอันแสนโอชะจำนวนหนึ่งออกมา แม้จะสิ้นเปลืองไปบ้างแต่วันนี้ให้ชิงลู่ได้กินอะไรดี ๆ บ้างจะดีกว่า

“หอมจังเลย” ชิงลู่ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จรีบวิ่งมาที่โต๊ะก่อนจะทำจมูกฟุดฟิด “น่ากินทั้งนั้นเลยขอรับ”

“รอพี่อาบน้ำก่อน แล้วมากินพร้อมกันนะ”

ฮุยซาเข้าห้องน้ำไปก่อนจะจัดการอาบน้ำถูร่างกางด้วยความรวดเร็วเพราะดูออกว่าเจ้าเด็กน้อยนั้นอยากอาหารมากเพียงใด นางจัดการเปลี่ยนชุดเป็นชุดใหม่ที่ผู้เป็นแม่ได้ยัดใส่ถุงผ้าแถมมาให้อย่างมีเมตตา ก่อนจะออกไปจากห้องน้ำเพื่อกินอาหาร

อาหารที่ได้กินหลังจากทำงานย่อมอร่อยเป็นสองเท่า ชิงลู่คีบหมูคำโตเข้าปากอย่างอารมณ์ดี ไม่มีเสียงพูดคุยใด ๆ หลุดรอดออกมาทั้งนั้นมีแต่เสียงการกวาดข้าว กวาดอาหารทุกอย่างในจานเท่านั้นที่ดังออกมา

“เอิ้ก! อุ้บ!” ชิงลู่ปิดปากตนเองด้วยความอับอาย วันนี้เขาอิ่มอร่อยมากจริง ๆ เด็กน้อยหันไปยิ้มแห้ง ๆ ให้กับพี่สาว

ฮุยซาเพียงยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะจัดการเก็บกวาดของทั้งหมดและพาชิงลู่ออกไปจากมิติ

“ท่านพี่เราจะได้เก็บผักพวกนั้นวันไหนหรือขอรับ”

“อีกสี่ชั่วยามก็ได้แล้วล่ะ”

“เร็วมากเลยขอรับ! แต่เราจะเอาไปขายกันอย่างไรหรือขอรับท่านพี่ เราไม่ได้มีสวนเสียหน่อย”

“ถ้าได้เข้าเมืองก็คงมีวิธี เอาล่ะพักผ่อนกันเถอะ”

“ขอรับ!”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...