โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Teen Coach EP.95 : How To ฝึกการมีเพื่อน เพื่อนที่ดีเธอก็เป็นได้นะ

Dek-D.com

อัพเดต 21 ส.ค. 2566 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 16 ส.ค. 2566 เวลา 10.46 น. • DEK-D.com
การเข้าสังคมไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ใครๆ ก็ฝึกได้!

การเข้าสังคมไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ใครๆ ก็ฝึกได้!

“ทอม” อายุ 14 ปี เป็นเด็กที่ได้ยอมรับจากทุกคนว่าเป็นอัจฉริยะด้านเลข เวลาพักครูอนุญาตให้ทอมไปเรียนเลขเสริมจากติวเตอร์นอกโรงเรียน ไม่ว่าจะส่งทอมไปแข่งรายการไหนเขาชนะหมดไม่เคยแพ้ ทอมมองเพื่อนที่วิ่งเล่น คิดแว็บ ๆ ว่าอยากไปเล่นบ้างจัง แต่ผู้ใหญ่ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนไม่อนุญาตให้ทอมได้เล่นกับคนอื่น เพราะว่า “เสียเวลา” เนื่องจากทอมต้องเดินสายแข่งทั้งในและต่างประเทศ เวลาที่ต้องแข่งรายการยากเขามักจะอาละวาดตอนทำโจทย์ไม่ได้ทั้งที่บ้านและโรงเรียน หน้าบูด วีน เหวี่ยงตลอด แต่ผู้ใหญ่รอบตัวตามใจเพราะอยากให้ทอมทุ่มเทกับการแข่งขัน จนเขาคิดว่าตัวเองใหญ่สุด ที่โรงเรียนทอมได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง เช่น ไม่ต้องทำงานกลุ่ม มีคนจัดการเคลียร์ผลการเรียนให้ ตอนนี้เขาอยู่ชั้นม.2 ปกติแทบไม่ได้เข้าเรียน แต่ช่วงนี้ไม่มีรายการแข่ง ทอมเลยเข้าเรียนคาบเลข ครูบอกให้นักเรียนจับกลุ่มทำโครงงาน คนอื่นที่มีเพื่อนสนิทก็จับกันเอง เหลือแต่ทอมที่ไม่มีใครเอาเข้ากลุ่ม เขาโกรธไม่พอใจว่าทำไมเขาเก่งเลขมากแต่ไม่มีใครสนใจ สุดท้ายครูหากลุ่มให้อยู่ ตอนที่ต้องช่วยกันคิดโครงงาน คนในกลุ่มเสนอความเห็นที่ทอมคิดว่าโง่สุด ๆ จนเผลอพูดและแสดงท่าทางหงุดหงิด “มันง่ายมากเลยนะ ทำไมคิดไม่ได้” “ทำตามแบบที่เราบอกจะได้คะแนนดี” คนในกลุ่มมองหน้ากันและปฏิเสธไม่ทำตามที่เขาเสนอ ทอมโมโห ยกเก้าอี้จะทุ่มใส่เพื่อน คนอื่นต้องรีบเข้ามาห้าม

ชีวิตในวัยเด็กมีหลายเรื่องที่ต้องฝึกและทำ นอกจากเรื่องการเรียนที่เด็กหลายคนถูกคาดหวังให้มีผลการเรียนที่ดี เพื่อให้สอบเข้าและได้เรียนในสิ่งที่ตั้งเป้าไว้ ยังต้องฝึกเรื่องความรับผิดชอบ การดูแลตัวเอง และอีกหลายสิ่งอย่างเพื่อให้เราเอาชีวิตรอด อยู่ได้ตามมาตรฐานสังคมสิ่งหนึ่งในปัจจุบันที่เรามักลืมเรื่องนี้ไป ทั้งที่มีความสำคัญมาก คือ ทักษะการเข้าสังคมและการมีเพื่อนเด็กและผู้ใหญ่บางคนมองว่าการมีเพื่อนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญน้อยหากเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ เพราะคิดว่า “การเรียนเก่ง” เป็นใบเบิกทางให้มีอนาคตที่สวยหรู แต่ลืมนึกไปว่าการจะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ต้องมีทักษะอื่นด้วยเพราะต่อให้เรียนดีแค่ไหน แต่ไม่รู้จักใคร ไม่มีคอนเน็คชั่น จะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยหรือเข้าทำงานก็อาจจะเป็นเรื่องยาก

เมื่อมองย้อนกลับมามองในสเกลเล็ก “การมีเพื่อน” เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กให้เติบโตได้สมวัย เช่น กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก การใช้ภาษา การอดทนรอคอย การแบ่งปัน การเจรจาต่อรอง การทำใจยอมรับกับความผิดหวัง การแก้ปัญหาทักษะพวกนี้ไม่มีในข้อสอบและหนังสือวิชาการ เด็กต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านประสบการณ์จริง การเห็นตัวอย่าง และการได้รับการฝึกสอนจากผู้ใหญ่

“การมีเพื่อน” เป็นหนึ่งในพัฒนาการอีกด้านที่ไม่จำเป็นต้องเท่ากับอายุจริงเสมอไป เช่น เด็กวัยรุ่นตอนต้นอย่าง “ทอม” ที่เก่งเลขมาก เป็นตัวแข่งตัวตึง แต่ไม่ได้รับการฝึกเรื่องการเข้าสังคม เพราะใช้เวลาไปกับการติวและทำโจทย์ เด็กอาจมีพัฒนาการด้านการมีเพื่อนเท่ากับเด็กอนุบาลก็ได้ เป็นลักษณะเอาแต่ใจ จะเล่นหรือทำกิจกรรมกับคนอื่นเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบเท่านั้น เวลาทำงานกลุ่มเกิดดราม่าเพราะเพื่อนมีความเห็นต่าง ทำให้เด็กอาละวาด คุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ คนเราต่อให้เก่งแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีเพื่อน ก็ยากที่จะใช้ชีวิตได้ดีอย่างที่ควรจะเป็นมีการศึกษาหลายงานวิจัยได้ผลออกมาว่าเด็กที่ไม่มีเพื่อน เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์ และเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ มีแนวโน้มจะมีปัญหาในชีวิตมากกว่าคนที่มีเพื่อน คนที่มีส่วนในการช่วยเหลือเด็กให้มีสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อน คือ คนรอบข้างทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

พัฒนาการด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน

(อ้างอิงจากทฤษฎีของ Robert Selman)

Robert Selman ศึกษาข้อมูลจากหลายงานวิจัย สรุปเป็นทฤษฎี “พัฒนาการด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน” (Developmental trends in children's friendships) แบ่งออกเป็น 5 ขั้น

1. LEVEL 0 ความสัมพันธ์กับเพื่อนแบบชั่วคราว “ฉันต้องได้อย่างที่ฉันต้องการ”

(Friendship—Momentary Playmates: "I Want It My Way")
ช่วงอายุ 3-6 ปี

เด็กวัยนี้จะมองเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนว่า “เพื่อน คือ คนที่เล่นด้วยกันเป็นครั้งๆ ไป สนุกจากการเล่นด้วยกัน”เด็กจะเล่นกับเด็กคนอื่นที่อยู่ใกล้กัน มีความสนใจของเล่นอย่างเดียวกัน เด็กวัยนี้สมองยังไม่พัฒนาถึงระดับที่จะคิดแทนคนอื่นได้ (Take Perspective) ทำให้เด็กคิดว่าคนอื่นต้องคิดเหมือนตัวเค้า ดังนั้นถ้าเล่นกับเพื่อนแล้วเพื่อนมีความเห็นต่าง หรือเล่นไม่เหมือนกัน เด็กจะรู้สึกไม่ดีกับเพื่อน โกรธเพื่อน คิดว่า “ไม่เป็นเพื่อนกับคนนี้แล้ว!! เพราะเค้าไม่ทำตามที่ฉันต้องการ” อย่างไรก็ตามเด็กจะมีความคิดแบบนี้แค่ช่วงเวลานั้นๆ พอเวลาผ่านไป เด็กสามารถกลับมาเล่นกับเพื่อนคนเดิมได้อีกมีเงื่อนไขว่าเพื่อนต้องเล่นเหมือนกับที่เด็กต้องการ ผู้ใหญ่ไม่ต้องแปลกใจ หากวันนี้เด็กบอกจะไม่คบกันเพื่อนคนนี้แล้ว แต่พรุ่งนี้กลับมาเห็นเล่นด้วยกันอีก

2. LEVEL 1 ความสัมพันธ์แบบเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว “เธอมีอะไรให้ฉันบ้าง”

(Friendship—One-Way Assistance: "What's In It For Me?")
ช่วงอายุ 5-9 ปี

เด็กเข้าใจว่าการเป็นเพื่อนนั้น มีอย่างอื่นเป็นส่วนประกอบนอกเหนือจากการเล่นด้วยกัน เด็กจะมองว่า “เพื่อน คือ คนที่ทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเด็ก”เช่น แบ่งขนมให้ ให้ยืมดินสอ แต่เด็กยังไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการเป็นเพื่อน เด็กต้องเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ เด็กวัยนี้จะต้องการเพื่อนอย่างมากในเชิงปริมาณ ยิ่งมีจำนวนเพื่อนมากยิ่งดี ใช้ความเป็นเพื่อนแลกเปลี่ยนสิ่งที่เด็กต้องการ (Bargaining chip)เช่น หากเด็กคนอื่นมาขอยืมของ เด็กจะบอกว่า “เราให้เธอยืมก็ได้นะ แต่เธอต้องเป็นเพื่อนของเรา”

3. LEVEL 2 ความสัมพันธ์แบบเป็นทั้งฝ่ายให้และฝ่ายรับ “ฉันจะทำตามกติกา”

( Friendship-Two-Way, Fair Weather Cooperation: "By the Rules")
ช่วงอายุ 7-12 ปี

เด็กเริ่มจะเข้าใจมุมมองของคนอื่น (Take Perspective) เด็กรู้ว่าตัวเด็กเองและคนอื่นต่างแยกออกจากกัน แต่ละคนมีความคิดความชอบและนิสัยที่ไม่เหมือนกัน เพียงแต่เด็กยังไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด เด็กสามารถมีน้ำใจแบ่งปันได้บางครั้งก็คิดได้ว่า “ถ้าฉันตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับที่เพื่อนกำลังมาขอความช่วยเหลือ ฉันจะรู้สึกยังไงและอยากให้คนอื่นช่วยฉันอย่างไร” แต่บางครั้งการที่เด็กแสดงความมีน้ำใจ เด็กไม่ได้คิดได้เชิงนามธรรมว่า การเสียสละเป็นสิ่งที่ดี ไม่หวังผลตอบแทน แต่เด็กคิดว่าต้องทำเพราะอยากให้เพื่อนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กต่อไปเด็กเป็นได้ทั้งผู้ให้และผู้รับ เมื่อเด็กเป็นผู้ให้ เด็กคาดหวังว่าต่อไปเพื่อนก็ต้องทำให้เด็กเหมือนกัน เด็กจะให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องความยุติธรรม (ในมุมมองของเด็ก ซึ่งอาจเหมือนหรือไม่เหมือนกับที่ผู้ใหญ่มองก็ได้) ทำให้เด็กชอบเปรียบเทียบ และมีกฎกติกาสำหรับความเป็นเพื่อนเช่น “ครั้งนี้ฉันให้เค้ายืมของเล่น ถ้าอย่างนั้นครั้งหน้าเค้าก็ต้องให้ฉันยืมของเล่นเหมือนกัน” หากเพื่อนไม่ทำตามที่เด็กคาดหวังไว้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เด็กจะไม่พอใจ เวลาที่เด็กมองตัวเองดีหรือไม่ดี เด็กมักจะเทียบกับกลุ่มเพื่อน มีการจับกลุ่ม แบ่งแยกเป็นกลุ่มฉันกลุ่มคนอื่น (Secret Clubs) แต่ละกลุ่มจะมีกติกาและธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละกลุ่ม ถ้าใครทำตัวแตกต่างผิดแปลกออกไป จะโดนขับออกจากกลุ่มทางตรงหรือทางอ้อมได้

4. LEVEL 3 ความสัมพันธ์แบบผูกพันและแบ่งปัน

(Friendship-Intimate, Mutually Shared Relationships: "Caring and Sharing") ช่วงอายุ 8-15 ปี

เด็กมีความสัมพันธ์กับเพื่อนที่แน่นแฟ้นมากขึ้น อยากช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พูดคุยเล่าระบาย หรือปรึกษาปัญหากัน ประนีประนอม ปรับตัวยอมเพื่อนได้เวลาที่ช่วยเหลือเพื่อน รู้สึกว่าอยากช่วยจริงๆ ไม่ได้ช่วยแล้วเก็บกลับไปคิดว่า “ฉันช่วยเค้า ดังนั้นเค้าต้องช่วยฉันกลับบ้าง” เด็กจะคิดว่า “เพื่อนสนิท” ควรทำอะไรด้วยกัน (มักเป็นในเด็กผู้หญิง) บางครั้งถ้าเพื่อนสนิทของเด็กไปคุยหรือมีท่าทีสนิทสนมกับคนอื่น เด็กจะน้อยใจ ไม่พอใจได้ เด็กจะบอกว่า “ถูกแย่งเพื่อน” ทั้งที่จริงเพื่อนสนิทก็ยังทำดีกับเด็กเหมือนเดิม

5. LEVEL 4 ความสัมพันธ์แบบมิตรภาพที่แท้จริง

(Friendship—Mature Friendship: "Friends Through Thick and Thin")
ช่วงอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป

เด็กมีความผูกพันกับเพื่อนอย่างมาก ยอมรับข้อดีข้อเสียของกันและกัน อยากช่วยเหลือเพื่อน ต้องการให้เพื่อนมีความสุข ไม่ได้คิดหวังสิ่งตอบแทน ถ้าเพื่อนทำสิ่งที่เด็กไม่ชอบ เด็กจะสามารถให้อภัยได้เมื่อเพื่อนต้องห่างออกไปมีสัมพันธภาพกับคนอื่น ใช้เวลากับเด็กลดลง เด็กจะเข้าใจได้ว่า แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันเหมือนเดิม แต่มิตรภาพก็ยังคงอยู่เสมอ

How To ฝึกให้เด็กมีเพื่อน

คนมักเข้าใจผิดว่าทักษะการเข้าสังคมและการมีเพื่อนเป็นสิ่งที่เกิดจาก Common Sense เราทำได้เองโดยอัตโนมัติ เพราะสมัยเราเรายังหาเพื่อนได้โดยไม่ได้ต้องไปกวดวิชาหรือฝึกคลาสที่ไหน แต่จากงานวิจัยพบว่าหากเด็กได้รับการฝึกจากคนรอบตัวเรื่องทักษะการเข้าสังคม จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กมีเพื่อนและอยู่ร่วมกับเพื่อนได้ดีมากขึ้น ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องช่วยส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการเรื่องนี้ให้เด็กการที่จะมีเพื่อนได้เด็กต้องมีทักษะอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น การควบคุมอารมณ์ (Emotional Regulation Skills), การเห็นอกเห็นใจ (Empathy), คุยให้สนุกถูกจังหวะ, รับฟังคนอื่น (Active Listener), การขอโทษและแก้ไข (Apologize/Make Amends), การให้อภัย (Forgiveness)

1. ผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นตัวอย่างที่ดี (good role modeling)

การเลี้ยงดูเป็นต้นแบบที่สำคัญในการที่เด็กจะมองโลกแบบไหนและนำสิ่งที่เรียนรู้จากในครอบครัวออกไปทำกับคนอื่นเช่น การใช้ความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) หากพ่อทำโทษเด็กรุนแรง ด่าทอ ด้อยค่า ทุกครั้งที่เด็กทำผิด เด็กจะเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นวิธีการแก้ปัญหาเวลาที่เราไม่พอใจคนอื่น เด็กเลยใช้มือตบหน้าเพื่อนและด่าหยาบคาย เพราะไม่พอใจที่เพื่อนเข้ามาแซงคิวซื้อข้าว แทนที่จะคุยกันดี ๆ ก่อน จนเพื่อนคนอื่นเห็นแล้วกลัว กลายเป็นว่าเด็กไม่มีคนเล่นด้วย แต่ถ้าพ่อใช้วิธีคุยกับเด็กด้วยเหตุผล พูดกันดี ๆ บอกความรู้สึกของพ่อ สิ่งที่เด็กทำผิด และวิธีแก้ไข เด็กจะเอาไปปรับใช้ แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ทำให้เพื่อนคนอื่นอยากมาเล่นด้วย

2. สอนให้เด็กจับอารมณ์ตัวเองและจัดการได้อย่างเหมาะสม (Self-Awareness/Emotional Control)

การเกิดอารมณ์ลบเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครที่จะรู้สึกดี มีความสุขได้ตลอด หรือกลบเกลื่อนความรู้สึก แสดงอาการเหมือนวิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์อย่างไร้ทุกข์ เราต้องยอมรับและทำความเข้าใจอารมณ์ลบของตัวเองเช่น โกรธ เสียใจ น้อยใจ แค้น อิจฉา ไม่ใช่เรื่องผิดบาปที่เราจะรู้สึกแบบนั้น สำคัญที่ว่าเราจัดการกับอารมณ์นั้นอย่างไรมากกว่า เช่น แทนที่จะโกรธใครแล้วไปอาละวาด โพสต์ด่าประจานลงโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนเป็นพาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้น คุมลมหายใจ (Breathing Exercise) วาดรูประบายจนเย็นลง แล้วค่อยกลับไปคุยกันด้วยเหตุผล

3. สอนเรื่องความเห็นอกเห็นใจและทำความเข้าใจคนอื่น (Empathy/Mind Reading)

ช่วงก่อนอายุ 6 ปี สมองของเด็กยังไม่สามารถมองในมุมมองคนอื่นได้ (Take Other Perspective) เด็กมองแต่แง่มุมตัวเอง ผู้ใหญ่ต้องบอกเล่าว่าถ้าผู้ใหญ่เจอแบบนั้นมีโอกาสที่จะคิดและรู้สึกอย่างไรเช่น เด็กหยิบดินสอเพื่อนโดยไม่บอกก่อน เพื่อนน่าจะไม่พอใจ โกรธ ไม่อยากคบกับคนที่มาหยิบของโดยไม่มาขอ เพื่อให้เด็กคิดมองได้ในหลายแง่มุม ฝึกให้เด็กลองสมมุติตัวเองกรณีเป็นคนนั้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ว่า “ถ้า…” หากเด็กรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดจากการที่ถูกกระทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ก่อนทำอะไรเด็กจะยั้งคิดมากขึ้น

4. สอนเด็กรับมือกับความกังวล

เด็กแต่ละคนมีพื้นอารมณ์ที่ต่างกัน บางคนขี้กังวลมาก (Anxious Child) กลัวสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรใน Scenario ต่าง ๆ ไม่มั่นใจในตัวเอง เวลาที่ต้องเข้าสังคมกับเพื่อนเป็นช่วงเวลาที่ความกังวลพุ่งสูง เพราะเด็กไม่รู้ว่าพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกไปเช่น ขอยืมยางลบเพื่อน ผลตอบรับจะเป็นอย่างไร “ถ้าเพื่อนด่าล่ะ…” “ถ้าเพื่อนให้ยืมแต่มีข้อแม้ที่เด็กไม่อยากทำ…” ฯลฯ ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องสร้างความผูกพันที่มั่นคง (Secure Attachment Relationships) ให้เด็กอุ่นใจว่าไม่ว่าภายนอกบ้านเด็กจะเจอกับเรื่องแย่แค่ไหน อย่างน้อยคนที่บ้านจะคอยให้กำลังใจ ปลอบ และช่วยแก้ปัญหา นอกจากนี้ผู้ใหญ่สามารถช่วยเด็กเตรียมวิธีการรับมือแก้ปัญหาล่วงหน้า เช่น การเล่นบทบาทสมมุติ (Role Play) ซ้อมซ้ำ ๆ จนมั่นใจขึ้น

5. สอนวิธีการพูดคุย (Conversation Skills)

เด็กบางคนคุยเก่ง แต่บางคนไม่รู้จะคุยอะไร คุยไม่เป็นเวลาอยู่ในสถานการณ์จริงมันกลัวมากจนนึกคำพูดไม่ออกในช่วงแรกผู้ใหญ่ต้องช่วยเตรียมเซ็ทคำถามและคำตอบไปเลย ให้ท่องซ้อมสอนให้เด็กหัดสังเกตว่าในสถานการณ์แบบเดียวกันคนอื่นตอบและแสดงออกอย่างไร เพื่อที่จะมีต้นแบบในหัวว่าต้องแบบนี้ เนียน ๆ ลอกตามไปก่อน จนทักษะการคุยดีขึ้นค่อนพัฒนาบทสนทนาและวิธีการคุยที่เป็นตัวเองนอกจากจะฝึกการเป็นผู้พูดที่ดี ต้องฝึกทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย(Active Listener) เช่น สบตาคนพูด, พยักหน้า ตั้งใจฟัง, ไม่ทำอย่างอื่นไประหว่างการพูดคุย

6. มีสถานการณ์ให้เด็กได้ฝึกทักษะสังคม (Social Skills)

เช่น ผู้ใหญ่นัดเพื่อนและลูกของเพื่อนมาเจอเด็กในสถานที่ที่สามารถเล่นกันได้ช่วงแรกที่เด็กยังทำตัวไม่ถูก ให้ผู้ใหญ่ยืนใกล้ ๆ จะได้เข้าไปให้คำแนะนำได้ทันที (Immediate Feedback) เล่นเกมที่เล่นด้วยกันเน้นเรื่องการแบ่งปัน ความมีน้ำใจมากกว่าการแข่งขันเอาผู้ชนะ หากเป็นที่โรงเรียนในช่วงพักกลางวัน ให้ครูช่วยดูแลให้ เช่น จัดบัดดี้ที่เข้าสังคมเก่งให้กับเด็กที่ขี้อาย

7. สอนเรื่องความยืดหยุ่นประนีประนอมและต่อรอง (Compromise/Negotiation)

การเป็นเพื่อนไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นเหมือนกัน เราเห็นต่างได้ เพียงแต่ต้องมีการคุย ถกเถียงอย่างสร้างสรรค์เด็กไม่จำเป็นต้องยอมเพื่อนไปเสียทั้งหมด หรือได้ทุกอย่าง 100% ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างสอนเรื่องการต่อรองให้ทั้งสองฝ่ายได้ผลลัพธ์ที่พอยอมกันได้

8. สอนเรื่องการขอโทษและการแก้ไขไม่ให้ทำผิดซ้ำ (Sorry/Make Amends)

ทุกคนทำเรื่องผิดพลาดกันได้ บางครั้งสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องที่คนอื่นไม่พอใจ/เดือดร้อนเด็กต้องเรียนรู้วิธีการขอโทษที่แสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราสำนึกผิดแล้วจริง ๆคุยกันว่าปัญหาคืออะไร ที่สำคัญต้องเรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดซ้ำ

9. สอนเรื่องการให้อภัยและเข้าใจคนอื่น (Forgiveness)

เวลามีคนทำให้เด็กโกรธ เสียใจ ในช่วงที่อารมณ์ยังสด คุกรุ่น ไม่ควรไปเร่งเด็กต้องยกโทษให้อภัยอีกฝ่ายเดี๋ยวนั้น รอจนอารมณ์สงบแล้วคุยกับเด็กว่าไม่พอใจอะไรรู้สึกอย่างไร อยากให้อีกฝ่ายทำแบบไหน ถ้าเขาขอโทษมาเด็กมีสิทธิที่จะเลือกว่าพร้อมจะให้อภัยมั้ย

10. หากเด็กมีปัญหาการเข้าสังคมมากให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

เด็กบางคนมีข้อจำกัดในการเข้าสังคมเนื่องจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติเนื่องจากป่วย เช่น โรคออทิสติกสเปกตรัม (Autistic Spectrum Disorder-ASD) ที่มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม การสื่อสาร และไม่ยืดหยุ่น, โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder-ADHD) คึก เล่นแรง เอาแต่ใจ เด็กไม่ได้แกล้งทำ หากได้รับการวินิจฉัยและการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็กและวัยุร่น ทักษะการเข้าสังคมจะดีขึ้นได้

“การมีเพื่อน” สำหรับบางคนเป็นเรื่องง่าย ทำได้โดยไม่ต้องคิด แต่อีกหลายคนการเข้าสังคมเป็นสิ่งที่ยาก ทำให้เครียด จนรู้สึกแย่กับตัวเองบางครั้งเด็กไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนก็ได้ ทั้งที่การมีเพื่อนเป็นทางเลือกที่จะช่วยให้เรารู้สึกดีที่ได้เป็นหนึ่งของสังคมที่อยู่ มีคนให้ความช่วยเหลือ อุ่นใจหากผู้ใหญ่ให้ความสนใจและใส่ใจช่วยเด็กฝึกทักษะการเข้าสังคม เด็กสามารถที่จะพัฒนาได้ ดังนั้นอย่างลืมให้ความใส่ใจกับเรื่องนี้กันนะคะ!

หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...