โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

'เศรษฐา' นำทัพเพื่อไทยปราศรัยใหญ่ 4 จว.ใต้ 25-27 เม.ย. 'เต้น' เชื่อนโยบายชนะใจคนใต้ได้

MATICHON ONLINE

อัพเดต 24 เม.ย. 2566 เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2566 เวลา 08.39 น.

ครั้งแรกหลังนั่งแคนดิเดตนายกฯ ‘เศรษฐา’ นำทัพ ‘เพื่อไทย’ ล่องใต้ อันดามัน-อ่าวไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ 4 จว. มองเป็นสัญญาณบวก คะแนนนิยมฝ่าย ปชต.เพิ่มขึ้น ส่วน ‘ก้าวไกล’ ยังเป็นมิตร ชี้แต่ละพรรคมีสิทธิเสนอแนวทางของตนเอง

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 เมษายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย แถลงกรณีการลงพื้นที่ปราศรัยภาคใต้ของพรรค พท.ว่า วันที่ 25-27 เมษายน เราจะเดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ซึ่งจะมีทั้งเวทีปราศรัยใหญ่และเดินพบปะประชาชน รวมถึงตั้งวงสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนกลุ่มต่างๆ ถือเป็นการลงพื้นที่ภาคใต้ของ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พท. วันที่ 25 เมษายน จะเริ่มที่ จ.ภูเก็ต เริ่มเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ยิมเนเซียมสะพานหิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต จากนั้นจะเดินทางไปปราศรัยใหญ่หน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จ.พังงา

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า วันที่ 26 เมษายน จะเดินทางไปที่หาดใหญ่ เพื่อลงพื้นที่พบปะประชาชนในพื้นที่ จ.สงขลา และปราศรัยใหญ่ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีหาดใหญ่ จ.สงขลา จากนั้นเดินทางไปยัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อที่เช้าวันที่ 27 เมษายน จะเดินพบปะพี่น้องประชาชนในช่วงเช้า ก่อนเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดธาตุน้อย (หลวงพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์) จากนั้นพบปะและพูดคุยกับประชาชนกลุ่มอาชีพต่างๆ และสักการะพระบรมธาตุ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ก่อนจะพบปะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ใน อ.เมือง จากนั้นเดินทางไปปราศรัยใหญ่ที่สนามหน้าเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

“ไม่ว่าจะเป็นการปราศรัย หรือการพบปะพี่น้องประชาชนในรูปแบบใดก็ตาม เรามั่นใจว่าด้วยแนวนโยบาย ผลงานในอดีตที่ผ่านมา และความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทย และจุดยืนประชาธิปไตยมาโดยตลอด เราน่าจะได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนภาคใต้ในครั้งนี้ เชื่อว่าการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม จะเห็นธงชัยชนะของพรรคเพื่อไทยปักในพื้นที่ภาคใต้ และเป้าหมายที่เป็นความหวังไม่ได้มีแค่หนึ่งเดียว มีมากกว่านั้น แต่จำนวนหรือตัวเลขขอให้การตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้งเป็นคำตอบ

“แต่ยืนยันว่าเดินลงไปด้วยความมุ่งมั่นและมั่นใจ การเมืองในพื้นที่ภาคใต้คราวนี้ แม้ความนิยมยังแบ่งกันอยู่ในซีกฝั่งรัฐบาลปัจจุบัน แต่คะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหม่บวกกับคะแนนประชาชนผู้เห็นความจริง หรือได้รับผลกระทบของความล้มเหลวในการบริหารของรัฐบาลจะเป็นส่วนเพิ่มของพรรคเพื่อไทยที่สามารถเอาชนะได้ในหลายเขตเลือกตั้ง ส่วนในช่วงเดือนพฤษภาคมที่เป็นโค้งสุดท้ายอาจจะมีการลงพื้นที่ในภาคใต้อีกครั้ง” นายณัฐวุฒิกล่าว

เมื่อถามว่า การที่นายเศรษฐาประกาศไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เป็นความคิดเห็นในนามส่วนตัวหรือในนามพรรค นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ที่นายเศรษฐาพูดในนามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ก็คิดว่าเป็นท่าทีของพรรคที่ประกาศต่อประชาชน และเมื่อวานนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พท.ก็ให้สัมภาษณ์พร้อมนายเศรษฐาก็ไม่ได้มีคำตอบที่แตกต่างหรือขัดแย้งแต่อย่างใด ซึ่งตั้งแต่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค พท. และแกนนำพรรคคนอื่นๆ ที่พูดบนเวทีเราก็ไม่ได้มีคำพูดที่แตกต่าง

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า มีการยืนยันมาตลอดว่าเป้าหมายของพรรค พท.คือการแลนด์สไลด์ จัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย แคนดิเดตนายกฯของพรรค พท.ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายของพรรค พท.ต้องเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ซึ่งก็ชัดเจนอยู่ในตัว เพียงแค่การที่ไม่ต้องประกาศออกมาเป็นรายพรรคก็เพราะหลายพรรคที่ประกาศเป็นคำตอบของคนที่ไม่ต้องทำ คือหลายพรรคที่ประกาศออกมาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ไม่ได้ถูกมองว่าจะเป็นพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่พรรค พท.เป็นพรรคที่ถูกฝ่ายเห็นร่วมกันว่าจะเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่เริ่มตั้งรัฐบาลก่อน

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า ฉะนั้น พรรคการเมืองใดก็ตามที่ประกาศจะจับกับพรรคนี้ ไม่จับกับพรรคนี้ ก็เป็นสิทธิ สำหรับพรรค พท.เราก็คงนั่งรับทราบว่าพรรคไหนมีแนวความคิดอย่างไร ซึ่งขณะนี้ก็ทราบครบถ้วนแล้ว แต่ที่ยังไม่ทราบคือประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร จะตัดสินใจว่าพรรค พท.จะได้แค่ไหน และนอกจากจะดูคะแนนของตัวเองแล้ว พรรค พท.จะต้องดูคะแนนของพรรคการเมืองต่างๆ ด้วย ในฐานะที่จะเป็นพรรคการเมืองเดียวที่จะเป็นผู้เริ่มต้นในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เรายืนยันว่าเราจะขอฟังเสียงประชาชนก่อน ส่วนเสียงของแต่ละพรรคการเมืองที่แสดงออกมา เชื่อว่าผู้บริหารก็รับทราบและคงจะพูดคุยกันหลังเลือกตั้ง ซึ่งหลักที่ถูกประกาศมาตลอดคือพรรคการเมืองที่เป็นซีกเผด็จการ เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารไม่ได้อยู่ในความคิดของพรรค พท.ที่จะจัดตั้งรัฐบาลด้วยอยู่แล้ว

ถามต่อว่า การที่ออกมาประกาศชัดเจนว่าจะไม่จับมือกับทั้ง 2 พรรคนั้น เพราะกลัวคะแนนเสียงของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) จะเพิ่มขึ้น นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า เราไม่ได้กังวลเรื่องนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าพรรคการเมืองร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน หรือร่วมประชาธิปไตย ใครจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว หากจะเป็นความกังวลเรากังวลกติกาที่คณะรัฐประหารวางไว้มากกว่า การที่คะแนนนิยมพรรคฝ่ายประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นทำให้คะแนนนิยมของฝ่ายสืบทอดอำนาจลดลง คิดว่าเป็นสัญญาณบวก

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า สิ่งที่พรรค พท.ต้องการเอาชนะให้ได้คือกำแพงของกติกานี้ จึงประกาศเป้าหมายแลนด์สไลด์เพื่อเอาชนะ ส.ว. 250 คน หลุมพลางกับดักทั้งหลาย และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขั้วตรงข้ามกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวกได้ หากตัดสินใจให้คะแนนกระจัดกระจาย คณะของ พล.อ.ประยุทธ์จะอาศัยข้อได้เปรียบของกติกากลับคืนสู่อำนาจได้อีก ส่วนพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกันหรือฝ่ายตรงข้าม เมื่อลงสนามทุกพรรคคือคู่แข่งขัน และต้องแข่งขันตามกติกา ส่วนคะแนนใครจะเพิ่มจะลดก็ถือเป็นการบ้านที่เราต้องทำงานกันต่อไป

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค พท. ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวในลักษณะของการแซะพรรค ก.ก.เรื่องนโยบายหลายอย่างที่พูดไป พรรค พท.เคยทำมาแล้ว รวมถึงการทวีตข้อความในลักษณะที่บอกว่าเก่งแต่ในโซเชียล นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เป็นข้อเท็จจริงในเรื่องนโยบายไม่ว่าจะเป็นการเกณฑ์ทหารโดยความสมัครใจ สุราเสรีไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับพรรค พท. ส่วนความหมายของนายภูมิธรรมจะเป็นการแซะหรืออะไร ตนไม่ทราบ เพียงแต่ดูการทำงานร่วมกันที่ผ่านมาที่นายภูมิธรรมเป็นเลขาธิการพรรค พท. ก็ยังได้รับการพูดถึงในเชิงบวกและการยอมรับจาก นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ในตอนนั้นว่าเขาทำงานด้วยกันได้ดีในหลายๆ เรื่อง

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แม้กระทั่งเรื่องที่นายปิยบุตรขอให้นายภูมิธรรมสนับสนุน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น เป็นคู่ชิงนายกรัฐมนตรีกับ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งพรรค พท.ก็ขานรับและนายภูมิธรรมก็ดำเนินการให้ ทั้งนี้ คิดว่าในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ทุกพรรคแข่งกันเต็มที่เต็มกำลังแบบนี้ถูกต้องแล้ว และแต่ละพรรคมีสิทธิที่จะเสนอแนวทางและยุทธศาสตร์ของตนเองก็ถือว่าไม่ผิด

“เพื่อไทยประกาศแลนด์สไลด์โดยชี้ให้เห็นว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่จะตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย แต่พรรคการเมืองอื่นๆ จะเสนอแนวทางอะไรก็ไม่มีใครไปปิดกั้น เราเข้าใจกัน และสุดท้ายการตัดสินใจจะเป็นของประชาชน ทุกพรรคประกาศว่าต้องชนะทุกเขต ทั่วประเทศ ไม่มีใครประกาศว่าจะต้องชนะครึ่งหนึ่ง เพียงแต่ระหว่างการทำงานในสนามเลือกตั้ง ผมคิดว่าเรายังมีอุปสรรคที่ต้องเผชิญอีกมาก หากอยากจะเปลี่ยนอะไรต้องเริ่มจากการเปลี่ยนรัฐบาลก่อน ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนรัฐบาลได้ก็ไม่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย เพราะมันจะจบที่ตรงนั้น

“หากจะอยากเปลี่ยนรัฐบาล เพื่อไทยก็บอกว่าเลือกเพื่อไทยให้แลนด์สไลด์นี่คือการนับหนึ่ง และเราเห็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยทุกพรรคเป็นมิตร ไม่ได้คิดเป็นอื่น เพียงแต่ท้วงทำนองในการหาเสียงและสื่อสารกับประชาชนหากทุกพรรคเห็นแบบเดียวกันก็คงจะเป็นประโยชน์ เพราะเรายังต้องแก้ปัญหาทางการเมืองร่วมกัน และยังต้องทำงานประสานกำลังกันเพื่อผลักดันสังคมไทยให้ไปข้างหน้าได้อีก ผมเคยพูดว่าหากเราตาสว่างก็อย่าให้หน้ามืด เพราะหน้ามืดบางทีก็ไม่เห็นเลยว่าใครเป็นเพื่อน ใครเป็นศัตรู ใครเป็นคู่ต่อสู้ ใครเป็นมิตร ซึ่งต้องระวัง” นายณัฐวุฒิกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...