เมื่อฤดูร้อนกลายเป็นฤดูหลอน...รู้จักวิธีคลายร้อนแบบขนลุกซู่ของชาวญี่ปุ่น
สำหรับชาวไทย ค่ำคืนที่ฝนตกพรำ ๆ หรืออากาศหนาวส่งท้ายปี มักเป็นเวลาที่เหมาะกับการฟังเรื่องลึกลับชวนหลอน หรือรับชมหนังสยองขวัญภายใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ แต่สำหรับชาวญี่ปุ่น ความเยือกเย็นกลับไม่ใช่เวลาสำหรับเรื่องน่ากลัว แต่เป็นช่วง “ฤดูร้อน” ที่เหงื่อไหลไคลย้อยต่างหากที่เป็นเวลาเหมาะสมสำหรับเรื่องผี ๆ ที่ชวนให้หนาวสะท้าน
ยามที่เหล่าวิญญาณเดินทางกลับบ้าน
ความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องลึกลับกับอากาศร้อนนั้นมีที่มาจาก “เทศกาลโอบง” (Obon, お盆) ซึ่งจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่เป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของปี โอบงเป็นประเพณีทางศาสนาพุทธประจำปีของชาวญี่ปุ่นที่มีความเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อเรื่องการกลับมาของวิญญาณบรรพบุรุษหรือคนรักที่เสียชีวิตไป ในแต่ละภูมิภาคเทศกาลโอบงจะจัดขึ้นแตกต่างช่วงเวลากันขึ้นอยู่กับปฏิทินอ้างอิงของแต่ละภูมิภาค อย่างแถบคันโตที่ยึดตามปฏิทินสุริยคติจะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม แต่ช่วงเวลาทางการสำหรับการเฉลิมฉลองคือช่วงกลางเดือนสิงหาคมระหว่างวันที่ 13 ถึง 15 โดยยึดตามปฏิทินจันทรคติ และถึงแม้ว่าจะเป็นเทศกาลสำคัญของชาวญี่ปุ่น แต่เทศกาลโอบงก็ไม่ถูกจัดให้เป็นวันหยุดราชการ อย่างไรก็ตาม บรรดาร้านค้าและสถานที่ส่วนใหญ่มักหยุดกิจการเพื่อเฉลิมฉลองในช่วงเวลานี้
การไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับเป็นประเพณีที่คุ้นเคยกันดีของชาวไทยเชื้อสายจีน เช่นเดียวกับเทศกาลโอบงซึ่งเป็นประเพณีที่มีรากกำเนิดมาจากเทศกาลสารทจีนซึ่งจัดขึ้นตามปฏิทินจันทรคติเช่นกัน ในช่วงเวลานี้ประชาชนจะหยุดงานเพื่อเดินทางกลับบ้านไปเคารพสุสานของบรรพบุรุษ มีการกินเลี้ยงฉลอง และทำความสะอาดหลุมศพของสมาชิกผู้ล่วงลับเช่นเดียวกับชาวไทย นอกเหนือจากนี้ ชาวญี่ปุ่นยังนิยมจุดโคมไฟเอาไว้หน้าบ้านเพื่อนำทางวิญญาณ และมีการเต้นระบำโอบง (Bon Odori) ซึ่งเป็นประเพณีการเต้นระบำต้อนรับวิญญาณกลับมายังโลกของคนเป็น ซึ่งนับเป็นการแสดงที่สืบต่อกันมายาวนานถึงหกร้อยปี
ตลอดระยะเวลาสามวันของเทศกาลโอบง ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าวิญญาณจะเดินทางมาจากโลกแห่งความตาย และวนเวียนอยู่ท่ามกลางคนเป็น ไม่เพียงแต่วิญญาณของญาติมิตรเท่านั้น ยังมีวิญญาณไร้ญาติ หรือวิญญาณอาฆาตที่เรียกว่า “อนเรียว” (Onryō, 怨霊) ปะปนมาด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่เชื่อเรื่องวิญญาณจึงไม่แปลกที่จะหวาดกลัวว่าจะมีเหล่าอนเรียวเข้ามาปองร้ายตนเองได้
Silent Hill 3
เสียวสันหลังมันสนุกดี
ชาวไทยไม่ว่าคนรุ่นไหนก็คงคุ้นเคยกับสื่อบันเทิงจากญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของวิญญาณหรือภูติผีปีศาจ เริ่มตั้งแต่มังงะคลาสสิกอย่าง คนเก่งฟ้าประทาน และ อินุยาฉะ เทพอสูรจิ้งจอกเงิน หรือ ดาบพิฆาตอสูร มังงะสุดฮิตในปัจจุบัน ไปจนถึงจักรวาลสยองขวัญของจุนจิ อิโต้ และหากข้ามมายังโลกวิดีโอเกม แฟรนไชส์เกมผีอย่าง Fatal Frame, Siren และ Silent Hill ก็ติดอยู่ในรายชื่อเกมสยองขวัญอันดับต้น ๆ ของคอเกมทั้งหลาย และยังต้องกล่าวถึง Ringu (1998) และ Ju-On: The Grudge (2002) ภาพยนตร์แนวสยองขวัญผู้บุกเบิกความน่ากลัวของผีสาวผมยาวปิดหน้า ที่ทำเอาผู้ชมทั่วโลกขนลุกไปตามกัน โดยชื่อเหล่านี้เป็นเพียงแค่จำนวนเล็กน้อยของจักรวาลสื่อสยองขวัญจากแดนอาทิตย์อุทัยซึ่งยังมีอีกมากมายมหาศาลที่ติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน
Kuon เกมแนวสยองขวัญจากเครื่องเล่น PlayStation 2
ความชอบเรื่องผีของชาวญี่ปุ่นนั้น อาจต้องกล่าวย้อนไปถึงในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) เมื่อการฟังเรื่องเล่าเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยม โดยเรื่องเล่ามักมาจากผู้ประกอบอาชีพที่ได้ท่องเที่ยวไปในหลายจังหวัดอย่างบรรดาพ่อค้า นักแสดง และนักเดินทาง แต่เมื่อความต้องการฟังเรื่องเล่ามีมากขึ้น จึงทำให้เกิดเป็นอาชีพ “นักเล่าเรื่อง” ซึ่งบ้างก็เป็นนักเล่าเรื่องที่รับใช้ประจำอยู่กับเจ้าเมืองประจำจังหวัด ที่มักเล่าเรื่องในกิจกรรมการรวมตัวของผู้คน อย่างพิธีกรรมทางศาสนาหรืองานศพ
เหตุผลหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นสมัยเอโดะนิยมฟังเรื่องเล่านั้นมาจากสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มเติบโต และความสงบของบ้านเมืองที่ไร้ความขัดแย้งของประชาชน ซึ่งเป็นยุคที่ศิลปะและวัฒนธรรมเติบโตขึ้นอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้คนเริ่มสนใจและอยากรู้เรื่องราวในอดีต อย่างเรื่องราวการเข่นฆ่าและขัดแย้งกันของประชาชนในช่วงสงครามกลางเมืองยุคเซ็งโงกุ ซึ่งเป็นระยะเวลาระหว่างค.ศ. 1467-1615 ที่เรียกได้ว่าเป็นช่วงกลียุคของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก่อนที่จะถูกรวมศูนย์กลางอันเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยเอโดะ
ความกระหายของชาวเอโดะที่อยากฟังเรื่องราวตื่นเต้นเพื่อความบันเทิง ทำให้การเล่าเรื่องลึกลับ หรือ “ไคดัน” (Kaidan, 怪談) ซึ่งเป็นนิทานที่มีเนื้อหาเหนือธรรมชาติ แปลกประหลาด และน่าสะพรึงกลัว กลายเป็นที่นิยม ด้วยเหตุนี้กิจกรรม “ล้อมวงฟังเรื่องผีหนึ่งร้อยเรื่อง” (hyakumonogatari kaidankai , 百物語怪談会) จึงเป็นกิจกรรมสุดตื่นเต้นสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะมีความเชื่อว่า หากเล่าเรื่องลึกลับหลังเวลาเที่ยงคืนครบหนึ่งร้อยเรื่องจะเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น
ถึงแม้จะเรียกกันว่า “เรื่องเล่าหนึ่งร้อยเรื่อง” แต่ในความเป็นจริงเรื่องเล่าไม่จำเป็นต้องมีจำนวนตามนั้นเสมอไป ยูโมโตะ โคอิจิ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเรื่องเล่าพื้นเมืองและโยไก (yōkai, 妖怪) ได้ให้เหตุผลว่า มันคล้ายกับวลี yaoyorozu (八百万) ที่มีความหมายตรงตัวว่า 8 ล้าน แต่ถูกใช้ในความหมายว่า “มากมายก่ายกอง” เช่นเดียวกับ “เรื่องผีหนึ่งร้อยเรื่อง” ที่ก็มีความหมายเท่ากับเรื่องเล่า “หลายเรื่อง” ยูโมโตะยังยกตัวอย่างหนังสือรวมเรื่องผีหนึ่งร้อยเรื่องเช่น Shokoku Hyakumonogatari (One Hundred Tales from Many Lands, 1677) ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่มีการรวบรวมเรื่องเล่าหนึ่งร้อยเรื่อง และมีเรื่องเล่าจำนวนหนึ่งร้อยเรื่องตรงกับชื่อหนังสือ แต่หนังสือ Otogi Hyakumonogatari (One Hundred Fantastic Tales, 1706) มีเรื่องเล่าเพียง 27 เรื่องเท่านั้นเอง เช่นเดียวกันกับหนังสืออีกหลายเล่มที่ใช้คำว่า “หนึ่งร้อย” อยู่ในชื่อเรื่องแต่กลับมีจำนวนจริงน้อยกว่านั้น
ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นชาวบ้านในสมัยเอโดะ และไม่เคยก้าวเท้าออกไปจากหมู่บ้านเลยนับตั้งแต่เกิดมา เรื่องราวจากโลกภายนอกจึงมีเพียงแค่เรื่องเล่าจากนักเดินทางและนักเล่าเรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมา เรื่องเล่าสยองขวัญจึงออกไปในทำนองที่ว่า “ฉันได้ยินเรื่องนี้มาจากใครคนหนึ่ง” ซึ่งอาจจะผ่านการเติมแต่งจากผู้เล่ามาหลายทอด และถึงอย่างนั้น ชาวเอโดะก็ไม่ได้มีอินเทอร์เน็ตให้ช่วยตรวจช่วยข้อเท็จจริงเหมือนในวันนี้ นั่นจึงทำให้พวกเขาคล้อยตามเรื่องเล่า และพากันจินตนาการว่า เรื่องราวที่ได้รับฟังเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในที่ห่างไกล เช่นเดียวกับหนังสือ Shokoku Hyakumonogatari ที่ผู้เขียนรวบรวมเรื่องราวจากภูมิภาคโทโฮกุที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจนถึงเกาะคิวชูทางภาคใต้ ซึ่งมีเรื่องราวส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับการแก้แค้น ความริษยา และภูตผีปีศาจ
วิญญาณผีสาวจอมอาฆาต
ภาพจำของวิญญาณสาวผมยาวปรากฏตัวในชุดขาวมักพบได้ในเรื่องเล่าหลายเรื่องทั้งของไทยและญี่ปุ่น ผีสาว “ซาดาโกะ” จาก Ringu (1998) และ “คายาโกะ” จาก Ju-On: The Grudge (2002) คือตัวอย่างที่ได้รับการรู้จักไปทั่วโลก แต่ผีสาวผมยาวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากภาพยตร์สยองขวัญเหล่านี้เท่านั้น เพราะเมื่อย้อนไปดูศิลปะแนวอูกิโยะ (Ukiyo-e) ที่มักสร้างด้วยวิธีการวาดและภาพพิมพ์แกะไม้ซึ่งเจริญรุ่งเรืองในประเทศญี่ปุ่นช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 ไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็สามารถพบเห็นภาพวาด “ผีผู้หญิง” ได้ในงานหลายชิ้นอย่างในงานของอูตางาวะ คูนิโยชิ (Utagawa Kuniyoshi) ชุนโกไซ โฮกุซุ (Shunkōsai Hokushū) อูตางาวะ คูนิซาดะ (Utagawa Toyokuni) และคัตสึชิกะ โฮกูไซ (Katsushika Hokusai) ศิลปินผู้โด่งดังเจ้าของภาพวาด The Great Wave off Kanagawa (1831) ศิลปินเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลงานที่ตีความจากเรื่องเล่าพื้นเมืองเกี่ยวกับวิญญาณสาวผู้อาฆาต โดยมีตำนานอันโด่งดังสองเรื่อง ได้แก่ ยตสึยะไคดัน (Yotsuya Kaidan, 四谷怪談 ) และ บันโช ซารายาซึกิ (Banchō Sarayashiki, 番町皿屋敷) เป็นแหล่งอ้างอิง
ภาพอูกิโยะผลงานของชุนไดไซ โฮคุเอะ ที่ได้ต่อยอดมาจากภาพ The Ghost of Oiwa ของศิลปินดังโฮกูไซ ภาพนี้ได้อ้างอิงจากฉากการแสดงคาบูกิโดยมีนักแสดงชื่อว่า อาราชิ ไรคัน ที่สอง แสดงเป็นอิเอมอน ซึ่งกำลังเผชิญอยู่กับวิญญาณอาฆาตของภรรยา / metmuseum.org
ยตสึยะไคดัน เป็นตำนานผีสาวอันโด่งดังที่ประพันธ์โดยซูรุยะ นันโบกุ ที่สี่ (Tsuruya Nanboku IV) สำหรับละครคาบูกิ โดยต่อมาได้สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปะแขนงอื่นนำไปตีความ ได้แก่ ศิลปะอูกิโยะไปจนถึงอนิเมะและภาพยนตร์ในปัจจุบัน มีเรื่องราวเกี่ยวกับ “โออิวะ” หญิงสาวผู้แต่งงานกับซามูไรไร้สังกัดชื่อว่า“อิเอมอน” ที่แม้ว่าสามีจะกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำของชีวิตแต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอหมดรักในตัวเขาและยังคงใส่ใจดูแลเสมอมา อย่างไรก็ตาม อิเอมอนได้สนิทสนมกับหมอผู้ร่ำรวยนามว่า “อิโตะ” จนไปตกหลุมรักกับ “โออุเมะ” หลานสาวของหมอผู้นี้ ที่มาพร้อมกับข้อตกลงที่ยั่วยวนใจอย่างการที่อิเอมอนจะได้รับทรัพย์สินและฐานะทางสังคมที่เขาได้สูญเสียไปคืนมาเมื่อตกลงแต่งงานกับโออุเมะ โดยมีข้อแม้ว่าเขาจะต้องจัดการโออิวะ ภรรยาแสนดีของเขาไปเสียก่อน
ด้วยความช่วยเหลือจากหมออิโตะ อิเอมอนได้รับยาพิษสำหรับผสมในอาหารของภรรยา และได้ใส่ลงในอาหารให้เธอกินทุก ๆ วันจนร่างกายเริ่มอ่อนแอลง ผมเผ้าเริ่มร่วงหล่นลงบนเสื่อตาตามิ เธอต้องทุกข์ทรมานทุกครั้งยามส่องกระจกเห็นใบหน้าอันผิดรูปซึ่งไม่ใช่ใบหน้าเดิมของตัวเองอีกต่อไป และในช่วงสุดท้ายของชีวิต โออิวะได้ค้นพบว่า ความทรมานที่เธอต้องเผชิญนั้นคือแผนการอันชั่วร้ายจากความโลภของสามีที่เธอรัก โออิวะจึงสาปส่งสามีผู้หลอกลวงและฝังใจว่าจะกลับมาแก้แค้นสามีของเธอให้จงได้แม้จะตายไปแล้วก็ตาม เมื่อเธอจบชีวิตลง เธอจึงกลับมาตามหลอกหลอนอิเอมอนทุก ๆ แห่งที่เขาไปในสภาพร่างกายอันบิดเบียว ใบหน้าที่สยดสยองของโออิวะปรากฏแทนที่ใบหน้าของผู้คนที่เขาพบเจอทุก ๆ วัน จนทำให้อิเอมอนกลายเป็นคนเสียสติไปในที่สุด
งานศิลปะอูกิโยะชิ้นหนึ่งที่สร้างจากตำนาน ยตสึยะไคดัน คือภาพที่ชื่อว่า The Ghost of Oiwa ของศิลปินดังโฮกูไซ ซึ่งแสดงให้เห็นความน่ากลัวของผีสาวโออิวะที่มีศีรษะขนาดใหญ่ลอยอยู่ในโคมไฟที่ฉีกขาดและมีใบหน้าอันสยดสยอง ภาพนี้เป็นหนึ่งในชุดรวมภาพ One Hundred Ghost Stories (Hyaku monogatari, 百物語) ที่โฮกูไซตีความจากเรื่องเล่าวิญญาณหนึ่งร้อยเรื่องที่ผู้คนมักเล่าขานกันในช่วงสมัยนั้น ต่อมา The Ghost of Oiwa ยังได้รับการต่อยอดโดยศิลปินอูกิโยะอีกท่านหนึ่ง ชุนไดไซ โฮคุเอะ (Shunbaisai Hokuei) โดยเพิ่มเติมตัวละครอิเอมอน ที่กำลังเผชิญหน้ากับวิญญานอาฆาตของภรรยา โออิวะ นอกจากนี้ ศิลปินอูกิโยะยังมักผลิตผลงานโดยอิงจากฉากการแสดงในละครผีคาบูกิหลายเรื่องรวมทั้ง ยตสึยะไคดัน เพื่อเป็นของที่ระลึกขายในโรงละครอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีการบอกเล่าด้วยว่า หากนักแสดงคาบูกิจำเป็นต้องแสดงละครเรื่องนี้ พวกเขาจะต้องเดินทางไปเคารพหลุมศพของหญิงสาวผู้เป็นต้นแบบของตัวละครโออิวะ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องชั่วร้ายตามมา คล้ายกับแม่นากพระโขนงของไทย ที่มีเค้าโครงเรื่องมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงนั่นเอง
The Mansion of the Plates ภาพโดย คัตสึชิกะ โฮกูไซ / artsmia.org
บันโช ซารายาซึกิ (Banchō Sarayashiki, 番町皿屋敷) หรือมีชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “ผีนับจาน” เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าอันโศกเศร้าและโหดร้ายที่เป็นตำนานของญี่ปุ่น โดยเกิดขึ้นกับสาวใช้ที่ชื่อว่า “โอคิคุ” ผู้มีหน้าที่ล้างจานให้แก่เหล่าขุนนางในปราสาทฮิเมจิ ความงดงามของเธอได้ชวนให้ อาโอยามะ ซามูไรผู้รับใช้ขุนนางในปราสาทหลงใหลในตัวเธอและอยากได้มาครอบครองเป็นภรรยาลับ แต่ถึงแม้จะเขาจะตามจีบเธออย่างไร โอคิคุก็ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจ ทำให้อาโอยามะจึงเกิดความคิดชั่วร้ายด้วยการนำจานแสนแพงของเจ้านายไปซ่อนไว้ใบหนึ่ง และได้กล่าวหาว่าโอคิคุเป็นผู้ทำจานใบนั้นหายไป
ด้วยความกลัวว่าจะโดนลงโทษ โอคิคุจึงตามหาจานใบที่หายไปอย่างร้อนรนจนทั่วทั้งปราสาท แต่จะหาอย่างไรก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอ ทางอาโอยามะที่เฝ้าสังเกตดูอย่างสงบนิ่งจึงบอกข้อเสนอไปกับโอคิคุว่า หากเธอยอมมาเป็นภรรยาลับของเขา โอคิคุจะไม่ต้องรับความผิดนี้ แม้โอคิคุจะกลัวการถูกลงโทษ แต่ก็ไม่ยอมตกเป็นภรรยาของชายที่ตนไม่ได้รัก จึงปฏิเสธคำขอ เมื่ออาโอยามะได้ยินคำตอบเช่นนั้น ก็เกิดความเดือดดาลจึงสั่งให้นำตัวโอคิคุไปทรมานและโยนลงไปในบ่อน้ำ
โอคุคิต้องจบชีวิตอยู่ในก้นบ่อน้ำอันมืดมิด แต่ก็ยังมีผู้พบเห็นวิญญาณของเธอล่องลอยไปทั่วในปราสาท เฝ้าตามหาจานใบที่หายไป และยังมีคนได้ยินเสียงนับจานตั้งแต่ใบที่หนึ่งถึงเก้า ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนเมื่อไม่สามารถเจอจานใบสุดท้าย จึงเป็นเรื่องเล่ากันว่า หากใครได้ยินโอคุคินับจานทีละใบจะเกิดความรู้สึกอ่อนแอในทันที และจะเสียชีวิตหากฟังเสียงนับถึงใบที่เก้า
เช่นเดียวกับวิญญาณโออิวะ โฮกูไซได้ตีความวิญญาณของโอคุคิในผลงานที่ชื่อว่า The House of Broken Plates อยู่ในชุดภาพ One Hundred Ghost Stories โดยเป็นภาพหญิงสาวที่มีร่างกายยาวคล้ายงูลอยขึ้นมาจากบ่อน้ำ โดยมีจานที่เรียงต่อกันเป็นลำตัว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปร่างจากมนุษย์ให้กลายเป็นปีศาจงูนั่นเอง
ตำนานของโอคุคิ และโออิวะ ได้ส่งอิทธิพลต่อมายังผีซาดาโกะอันโด่งดัง ที่มีร่างกายบิดเบียวอย่างโออิวะ และชะตากรรมที่ต้องจบลงในก้นบ่อน้ำลึกเหมือนกับโอคุคิ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ผู้หญิงทั้งสามคนนี้ต่างเป็นเหยื่อของความรุนแรง ความโลภ และตัณหาในสังคมชายเป็นใหญ่ที่สั่งสมเกิดเป็นความอาฆาตแค้นและเฝ้าหลอกหลอนทุกคนที่ผ่านมา
คาบูกิสยองของชาวเอโดะ ความบันเทิงในช่วงซัมเมอร์
ในช่วงต้นของสมัยเอโดะ ละครคาบูกิมักนำเสนอเรื่องราวของ “ซามูไร” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทของกองทัพในประวัติศาสตร์ ประกอบกับจำนวนของซามูไรที่มีอยู่มากมายก็ได้กลายเป็นกลุ่มผู้ชมหลักของละครคาบูกิ ซึ่งเป็นตัวช่วยให้ละครคาบูกิก้าวเข้าสู่ยุครุ่งเรืองในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 อย่างไรก็ตาม การเสื่อมถอยของละครคาบูกิก็เริ่มขึ้นช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19
ในช่วงที่ละครคาบูกิเริ่มเสื่อมถอยความนิยม โรงละครหลายแห่งจำเป็นต้องปิดตัวเพราะไม่อาจแบกรับหนี้สินต่อไปได้ ในช่วงเวลานี้ ซูรุยะ นันโบกุ ที่สี่ ซึ่งเป็นเพียงนักเขียนบทละครหนุ่มได้ทดลองทำการแสดงละครในรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นการปรับงบการสร้างให้ถูกลง และเพิ่มเนื้อหาที่อิงกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเปลี่ยนจากบทของเหล่าซามูไรผู้สูงส่งให้กลายมาเป็น “ละครสยองขวัญ” เพื่อที่ผู้ชมทั่วไปจะสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ นันโบกุจึงเขียนบทละคร ยตสึยะไคดัน ซึ่งเขารวบรวมเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นจริงให้กลายเป็นบทละครจำนวนห้าองค์ และไม่เพียงแค่เนื้อหาที่สยองขวัญ นันโบกุยังคิดค้นกลวิธีมากมายเพื่อสร้างความสมจริงด้วยการใช้น้ำ เลือดและการแต่งเติมความสยดสยองเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับคนดู อย่างเทคนิคการให้นักแสดงกระโดดลงถังน้ำขนาดใหญ่บนเวทีแล้วโผล่ขึ้นมาอีกฝากของเวทีโดยที่ร่างกายไม่เปียกน้ำสักหยด จนสร้างความงุนงงให้กับผู้ชม และกลายเป็นการบอกเล่าปากต่อปากถึงความตื่นตาตื่นใจเมื่อได้ชมละครของนันโบกุที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้
นันโบกุยังเป็นผู้จัดการให้ละครคาบูกิมีการแสดงอยู่ตลอดทั้งปี โดยเปลี่ยนให้ช่วง “ฤดูร้อน” กลายเป็น “ฤดูแห่งละครสยองขวัญ” เนื่องจากนักแสดงคาบูกิส่วนใหญ่มักใช้ช่วงฤดูร้อนเป็นเวลาพักผ่อนจากการทำงานมาตั้งแต่เดือนมกราคมซึ่งเป็นเวลาห้าเดือนเต็ม นันโบกุจึงเปลี่ยนละครฤดูร้อนให้กลายเป็นละครทุนต่ำ โดยจ้างนักแสดงที่มีค่าตัวถูก และขายบัตรครึ่งราคา แต่เน้นไปที่เทคนิคพิเศษในการแสดง ด้วยแนวคิดนี้จึงทำให้ความนิยมของละครคาบูกิกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง โดยเฉพาะละครผีในช่วงฤดูร้อน และยังทำให้ละครที่มีบรรยากาศน่ากลัวเป็นที่นิยมในฤดูร้อนมาจนถึงปัจจุบัน
ที่มา : บทความ "Why summer is spooky season in Japan" โดย Rebecca Saunders จาก CNN
บทความ "One Hundred Tales: Stories of Japan’s Cute and Creepy “Yōkai”" โดย Yumoto Kōichi จาก nippon.com
บทความ "Japan’s Three Great Ghost Stories" โดย THERSA MATSUURA จาก sothebys.com
บทความ "The Vengeful Female Ghosts in Japanese Ukiyo-e Prints Will Haunt You" โดย Alexxa Gotthardt จาก artsy.net
บทความ "Yotsuya Kaidan" จาก wikipedia.org
บทความ "Bon (festival)" จาก wikipedia.org
บทความ "Sengoku period" จาก wikipedia.org
หนังสือ "Edo Kabuki in Transition: From the Worlds of the Samurai to the Vengeful Female Ghost" โดย Satoko Shimazaki
เรื่อง : นพกร คนไว