โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความเหมือนและความต่าง ของ พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ของฟิลิปปินส์ และไทย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 25 เม.ย. 2566 เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2566 เวลา 06.11 น.

ความเหมือน และ ความต่าง ของ พรรคการเมือง และ การเลือกตั้ง ของ ฟิลิปปินส์ และไทย

พรรคการเมืองและการเลือกตั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเหมือนและความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าหากคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่เข้มแข็งและปัจจัยทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป ประเด็นสำคัญที่เอื้อต่อพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง คือพรรคต้องมีการจัดโครงสร้างของพรรคการเมือง มีเครือข่ายของพรรคการเมืองซึ่งเป็นการกระจายอำนาจทางนโยบายของพรรค มีการเสนอและคัดเลือกผู้ที่วางหลักการและจุดมุ่งหมายของพรรค นั่นก็คือผู้ที่จะถูกคัดเลือกจากพรรคให้สมัครรับเลือกตั้ง ประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีพร้อมกับผู้จัดการเลือกตั้ง (Campaign Manager) ที่มีความสามารถที่จะดึงดูดใจประชาชนมากพอที่จะได้รับความนิยมจากประชาชนให้ได้รับการสนับสนุนในการเลือกตั้ง ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงระบบพรรคการเมืองแบบปิดในหลายประเทศที่เป็นพรรคเดี่ยวพรรคเดียวในภูมิภาคนี้ แต่จะกล่าวถึง บทบาทของคณะกรรมการเลือกตั้งที่ควบคุมการเลือกตั้ง นโยบายของพรรค พรรคสรรหาผู้สมควรเป็นประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี การสร้างเครือข่ายพรรค การรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมือง การปราศรัยใหญ่ของพรรค

บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้งของแต่ละประเทศ มีความสำคัญมากต่อการเลือกตั้ง ที่จะต้องให้พรรคการเมืองทำตามกฎระเบียบของการเลือกตั้ง ถ้าจะเปรียบเทียบทั้งฟิลิปปินส์และไทยแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งของฟิลิปปินส์ หรือ Comelec (Commission on Elections) จัดตั้งมาก่อนไทย คือจัดตั้ง ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา ครอบครองฟิลิปปินส์ คือปี 1941 (2484) สำหรับประเทศไทยเองนั้นได้เรียนรู้จากฟิลิปปินส์และนำมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และได้นำบางส่วนมาใช้

เช่น จัดตั้งเป็นองค์กรอิสระเป็น กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) กำหนดนโยบายการหาเสียง กำหนดให้มีเครือข่ายของ กกต.ในทุกจังหวัด กำหนดขนาดของป้ายหาเสียงและให้มีตรา (สัญลักษณ์) ของ กกต. เป็นต้น ส่วนของฟิลิปปินส์นั้นเขาก็ได้เรียนรู้ปัญหาของการเลือกมาในแต่ละครั้งและนำมาแก้ไขในครั้งต่อไป คอมิเลคของฟิลิปปินส์ มีบทบาทมากตั้งแต่การจดทะเบียนของพรรคการเมืองและลงทะเบียนผู้สมัครในตำแหน่งต่างๆ ทุกตำแหน่ง กำหนดขนาดของป้ายหาเสียง แผ่นปลิว และตัวอย่างของการกรอกชื่อผู้สมัคร กำหนดเขตการติดโปสเตอร์ที่ไม่ให้ติดตามสถานที่ศึกษา และตามโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น สถานีรถไฟฟ้า เสาไฟฟ้า และสถานที่มีวัสดุการสื่อสารคมนาคม เป็นต้น

ห้ามตอกตะปูติดป้ายตามต้นไม้เพราะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ห้ามสัญญาว่าจะให้เงินในโปสเตอร์ ป้ายและแผ่นปลิว ใส่ได้เฉพาะประสบการณ์ของผู้สมัครและคำขวัญของพรรค เช่น Uni-Team ของ Marcos Jr., 1Sambayan (1 Party) ของ Leni เท่านั้น ส่วนนโยบายของและพรรค ผู้สมัคร ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และวุฒิสมาชิก ต้องจดทะเบียนพรรคการเมือง พร้อมระบุชื่อพรรคการเมืองและนโยบายของพรรค และนโยบายนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคอมิเลคที่ต้องเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมและเป็นกลางที่จะช่วยพัฒนาประเทศได้ และคอมิเลคจะลงนโยบายของพรรคที่ได้รับการรับรองให้ในหนังสือพิมพ์อาทิตย์ละ 2 พรรค

ดังนั้น ประชาชนจะทราบนโยบายของพรรคทุกวัน ตั้งแต่ได้กำหนดให้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้ ถ้ากลับมาดูในไทยบ้าง สมัยก่อนๆ ก็มีการกำหนดขนาด และไม่ได้ชักชวนให้ผู้สมัครมาลงคะแนนเสียงโดยใช้เงินหลอกล่อเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดอย่างในปัจจุบัน มีอะไรเกิดขึ้นใน กกต.มีการห้ามข้อนี้เหมือนเมื่อก่อนหรือไม่ หรือตามกระแสการเมือง หลังวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ประชาชนยากจนลงต้องชักชวนให้ประชาชนให้มาเลือกตั้ง ถ้าเป็นเช่นนี้ประชาชนต้องฉลาดที่จะรู้ว่าเป็นไปได้หรือไม่ อย่าตื่นตาตื่นใจกับเงินที่สัญญาว่าจะให้ และวิเคราะห์ดูว่ารัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาให้คนตั้ง 65 ล้านคน และในการปราศรัยใหญ่น่าจะแถลงนโยบายกว้างๆ ที่เป็นรูปธรรมและอาจเป็นไปได้ว่าจะแก้ปัญหาอะไรให้กับประชาชน ไม่ใช่สัญญาว่าจะให้เงิน

ยกตัวอย่างเช่น จบปริญญาตรี ได้ 25,000 บาท บัตรประชารัฐเพิ่มเงิน 700 บาทสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หยุดต้นปลอดดอกเบี้ยคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท ยกระดับ 30 บาท บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทั่วไทย (ปัจจุบันก็มีอยู่แล้วสำหรับบัตรทอง) เช่นเดียวกับป้ายหาเสียง เป็นต้น

สำหรับฟิลิปปินส์ ประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ส่วนสมาชิกสภาสูงและสภาล่างหรือสภาผู้แทน และระดับต่างๆ ทั่วประเทศ ก็จะสังกัดพรรคที่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งพรรคและเครือข่ายพรรคของ Marcos Jr. และ Leni ได้ไปประชาพิจารณ์นโยบายอย่างไม่เป็นทางการก่อนที่ คอมิเลคจะกำหนดอย่างเป็นทางการ ไม่มีเรื่องจะให้เงินมาเป็นหลักสำคัญ

ระบบอุปถัมภ์กับการเลือกตั้ง

ระบบอุปถัมภ์มีทั่วประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงทั่งในระบบเปิดและระบบปิด สำหรับฟิลิปปินส์แล้ว เป็นครอบครัวขยาย มีพ่อทูนหัวแม่ทูนหัว จึงมีระบบอุปถัมภ์ที่กว้างขวางมากและมากกว่าประเทศไทย เนื่องจากศาสนามีค่านิยมให้ครอบครัวช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณทั้งที่เป็นญาติและเพื่อนฝูง ผู้สมัครบางกลุ่มมักจะเลือกผู้สมัครที่เป็นกลุ่มสกุลและกลุ่มญาติเดียวกัน แต่ไม่เสมอไป เนื่องจากประสบการณ์ที่ไม่ดีกับอดีตผู้นำที่ทำให้ประเทศล้มละลาย เช่น Ferdinand Marcos เคยทำให้ประเทศล้มละลายมาแล้วทำให้เครือญาติบางกลุ่มกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเมื่อ Marcos Jr. ผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีตระหนักเรื่องนี้ดี จึงได้ชักชวนให้ Sara Duterte มาสมัครเป็นรองประธานาธิบดีซึ่งครอบครัวเป็นเพื่อนกับ Marcos มาแต่เดิม เพื่อให้ได้เสียงจากทางใต้ และเขาก็ชนะอย่างเฉียดฉิว

สำหรับฟิลิปปินส์แล้ว เดิมเป็นระบบ 2 พรรคการเมืองแบบอเมริกัน มาในสมัยประธานาธิบดีคอราซอน อากีโน ได้เปลี่ยนเป็นเครือข่ายพรรคร่วมหลายพรรค เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น การได้เป็นรัฐบาลขึ้นอยู่กับการได้คะแนนเสียงของตำแหน่งประธานาธิบดี ตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีอาจมาจากคนละพรรคก็ได้ แต่ทำงานร่วมกันได้ มาครั้งนี้ประธานาธิบดีและรองประธานาธิดี มาจากพรรคร่วมเดียวกัน เพราะเขาหาเสียงเป็นทีมเดียวกัน คือ Uni-Team ของพรรคร่วมของ Marcos Jr. คือ Partido Federal ng Pilipinas ชึ่งมีเครือข่ายพรรคของ Ferdinand Marcos-Kilusang Bagong Lipunan, พรรค ของ Sara Duterte-Lakas-CMD ชึ่งสมัครตำแหน่งรองประธานาธิบดี และพรรค PDP-Laban ของ Rodrigo Duterte ชึ่งทั้งสามพรรคการเมืองนี้มีเครือข่ายที่กว้างขวางมากทั้งทางเหนือ ใจกลางกรุงมนิลาและทางใต้ อีกทั้งมีเครือข่ายพรรคการเมืองท้องถิ่นอีกมากมายที่สนับสนุน

Uni-Team พรรคนี้มีนโยบายสนับสนุนการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน มีนโยบายต่างประเทศที่ยืดหยุ่นและปกป้องสวัสดิการของชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในต่างประเทศไม่ว่าอาชีพใดก็ตาม พรรคดังกล่าวข้างต้นมีความจงรักภักดีต่อประธานาธิบดี มีความกตัญญูและจงรักภักดีต่อผู้มีพระคุณในเครือข่าย ส่วน Leni นั้น มาจากพรรค Liberal และพรรคตั้งพรรคใหม่ในเครือข่ายคือ พรรค 1Sambayan (พรรคเดียวกัน) ชึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรพัฒนาเอกชนทั่วประเทศ ตั้งแต่ท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ เป็นพรรคก้าวหน้า แนวคิดกลางช้าย มีนโยบายคือ รักษาอธิปไตยของชาติ ปกป้องสิทธิมนุษยชน ต่อต้านคอร์รัปชั่น มีนโยบายต่างประเทศที่ส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศแต่ไม่ให้เสียอธิปไตยของชาติ รักษาความมั่นคงของประเทศ และปกป้องชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีจะมาจากเสียงข้างน้อยหรือข้างมากก็ได้ ชึ่งเป็นระบบที่ต่างกับประเทศไทย นโยบายของประธานาธิบดีและพรรคร่วมต้องเสนอต่อ Comelec ตอนจดทะเบียนพรรคการเมือง ประชาชนทั้งประเทศจึงทราบนโยบายก่อนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

มีข้อคิดสำหรับประเทศไทยก็คือ กกต.ไม่ควรให้ผู้สมัครหาเสียงด้วยการเอาเงินมาชักชวน ควรกำหนดสถานที่การติดป้ายหาเสียงและขนาดของป้ายหาเสียง ควรให้พรรคการเมืองกำหนดนโยบายอย่างป็นรูปธรรมว่าจะช่วยประเทศชาติอย่างไรแต่ไม่ใช่มาแจกเงิน และนโยบายต่างประเทศควรเป็นสิ่งสำคัญของพรรค ความเข้มแข็งของ กกต.จึงมีความสำคัญยิ่งนอกเหนือจากนโยบายของพรรค อย่างไรก็ตาม การซื้อเสียง ขายเสียงก็ยังอยู่กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้นแต่จะทำอย่างไรให้ลดน้อยลงเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...