คลัง จับตา ผลกระทบ สงครามตะวันออกกลาง-ภาษีสหรัฐฯ
เผ่าภูมิ เผย คลังติดตาม สงครามตะวันออกกลาง-ภาษีสหรัฐฯ ใกล้ชิด ชี้บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่นัดประชุม 18 มิ.ย. 68 นี้ เคาะโครงการภายใต้วงเงิน 1.57 แสนลบ. แนะธปท. ประสานนโยบายการคลัง ดูแลเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน และ การปล่อยสินเชื่อ
17 มิ.ย. 2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามจากสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นรวมถึงมาตรภาษีสหรัฐฯ กระทรวงการคลังก็ต้องติดตามใกล้ชิด
“ปัจจุบันเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ปัจจัยต่างๆ ก็ยังไม่นิ่ง ขณะที่ยังมีเรื่องสงครามตะวันออกกลางดังนั้นการประเมินเศรษฐกิจต้องทำอย่างเป็นระบบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”
ทั้งนี้ในวันที่ 18 มิ.ย. 68 จะมีการประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ที่มี น.ส. แพทองธาร ชิณวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หลังจากที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ ได้หารือเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา สำหรับรายละเอียดของโครงการขอให้ติดตามหลังจากการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่เสร็จสิ้นแล้ว
“เราไม่จำเป็นต้องอนุมัติโครงการให้ครบวงเงินทั้ง 1.57 แสนล้านบาท การใช้วงเงินต้องติดตามเรื่องความคุ้มค่าและความเหมาะสมต่อเศรษฐกิจด้วย โดยโครงการจะมีทั้งเรื่องการรับมือภาษีทางการค้า การส่งออก นำเข้า กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และ โครงสร้างพื้นฐาน กระบวนการหลังจากหารือในคณะกรรมการชุดใหญ่เรียบร้อยแล้วจะต้องเสนอเข้า ครม. ต่อไป”
ดร. เผ่าภูมิ เปิดเผยว่า ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันนี้ ได้รับทราบรายงานประจำครึ่งปี (กรกฎาคม-ธันวาคม 2567) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประจำครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นการรายงานตามปกติ
โดยหลังจากรับทราบรายงานทั้ง 2 ฉบับ กระทรวงการคลังได้มีข้อเสนอแนะไปยัง ธปท. ใน 4 เรื่อง ได้แก่
- ให้มีการสอดประสานระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังมากขึ้น
- ให้มีการดูแลเรื่องเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย
- ให้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
- ให้ดูแลเรื่องการปล่อยสินเชื่อลงสู่ระบบให้มากขึ้น
“ทั้งหมดนี้เป็น 4 เรื่อง ที่กระทรวงการคลัง ให้ความเห็นต่อรายงานของธปท. ซึ่งเป็นการรายงานภาวะเศรษฐกิจตามปกติ แต่กระทรวงการคลังมองว่าเราควรให้ข้อเสนอแนะ 4 ข้อนี้
ส่วนความเห็นเรื่องการสอดประสานนโยบายการเงินการคลังเป็นการส่งสัญญาณไปถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งต่อไปหรือไม่ ดร. เผ่าภูมิ กล่าวว่า ไม่ได้มีความหมายเป็นพิเศษว่าใครควรทำอะไร แต่มองว่านโยบายการเงินและการคลังควรสอดประสานกันเพราะเป็นนโยบายที่ดูแลเศรษฐกิจในภาพใหญ่
“เราไม่ได้เสนอแนะว่าควรทำอย่างไรให้เงินเฟ้อเข้าใกล้เป้าหมาย เราเสนอแนะแค่เรื่องเป้าหมาย ส่วนวิธีการจะทำอย่างไร ธปท. ก็ทราบดี”
ส่วนความเห็นเรื่องการปล่อยสินเชื่อลงสู่ระบบให้มากขึ้น เหตุผลมาจากการที่กระทรวงการคลังมองว่าในภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทายมากขึ้น หากธปท. ไม่หารือกับสถาบันการเงิน จะทำให้การปล่อยสินเชื่อหยุดไปโดยอัตโนมัติเนื่องจากสถาบันการเงินจะมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น