วุฒิสภาสหรัฐ ผ่าน “GENIUS Act” ครั้งแรกตั้งกฎคุม Stablecoin เปิดทางเอกชนออกเงินดิจิทัลถูกกฎหมาย
วุฒิสภาสหรัฐ ผ่าน “GENIUS Act” ครั้งแรกตั้งกฎคุม Stablecoin เปิดทางเอกชนออกเงินดิจิทัลถูกกฎหมาย ฝ่ายตรงข้ามชี้ร่างกฎหมายอาจเอื้อประโยชน์ให้นักการเมืองใช้สินทรัพย์ดิจิทัลแสวงหากำไรส่วนตัว
วันที่ 18 มิถุนายน 2568 เวลา 03.53 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐลงมติผ่านร่างกฎหมาย GENIUS Act เมื่อวันอังคาร ด้วยคะแนนเสียง 68 ต่อ 30 ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งแรกของการวางกรอบกำกับดูแล stablecoin ที่อิงกับดอลลาร์สหรัฐ และเปิดช่องให้บริษัทเอกชนสามารถออกเงินดิจิทัลได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง
นับเป็นวันที่มีความหมายต่ออุตสาหกรรมคริปโต ซึ่งในรอบเลือกตั้งปี 2567 มีการระดมทุนกว่า 250 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนสมาชิกรัฐสภาชุดปัจจุบันซึ่งถูกมองว่าเป็นมิตรต่อคริปโตมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ และยังส่งผลโดยตรงต่ออาณาจักรสินทรัพย์ดิจิทัลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ
Kirsten Gillibrand วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต หนึ่งในผู้เสนอร่างกฎหมายนี้กล่าวว่า “GENIUS Act จะช่วยปกป้องผู้บริโภค ส่งเสริมนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ และค้ำจุนความเป็นผู้นำของดอลลาร์สหรัฐในโลกการเงิน”
แม้ร่างกฎหมายยังต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งควบคุมโดยพรรครีพับลิกัน แต่การผ่านในวุฒิสภาถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งในแง่เทคโนโลยีและพลังทางการเมืองที่หนุนหลังมันอยู่
โดย GENIUS ย่อมาจาก Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act ซึ่งวางแนวทางกำกับดูแล stablecoin อย่างชัดเจน เช่น ต้องมีการสำรองสินทรัพย์เต็มจำนวน ตรวจสอบบัญชีทุกเดือน และปฏิบัติตามกฎต่อต้านการฟอกเงิน (AML)
ร่างกฎหมายยังเปิดทางให้ธนาคาร, บริษัทฟินเทค และผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่ ออก stablecoin ได้หรือใช้ในระบบชำระเงินของตน โดยอยู่ภายใต้การกำกับ
นอกจากนี้ร่างกฎหมายยังมอบอำนาจกว้างขวางให้กับ Scott Bessent รัฐมนตรีคลัง ซึ่งระบุว่าตลาด stablecoin ของสหรัฐอาจเติบโตได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ในไม่กี่ปีข้างหน้า
ด้านJeff Merkley วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต วิจารณ์ร่างกฎหมายอย่างหนัก โดยกล่าวว่า พรรครีพับลิกันประทับตรารับรองการทุจริตคริปโตของทรัมป์และเปิดโอกาสให้เขาแปรผลประโยชน์จากรัฐบาลเพื่อผลกำไรส่วนตัว
Merkley เสนอแก้ไขร่างกฎหมายเพื่อห้ามเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้งถือครองหรือออกสินทรัพย์ดิจิทัล แต่พรรครีพับลิกันไม่ยอมให้ลงมติในเรื่องนี้
ในเดือนพฤษภาคม ฝ่ายเดโมแครตเสนอร่าง “End Crypto Corruption Act” เพื่อห้ามนักการเมืองและครอบครัวเกี่ยวข้องกับคริปโต แต่ไม่ผ่าน
ปัจจุบัน GENIUS Act กำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีร่างกฎหมายของตัวเองชื่อ STABLE Act แม้ทั้งสองฉบับจะห้าม stablecoin ที่ให้ผลตอบแทนกับผู้บริโภค แต่มีความต่างในด้านหน่วยงานกำกับดูแล โดย GENIUS มอบอำนาจแก่กระทรวงการคลัง ขณะที่ STABLE แบ่งบทบาทระหว่าง Fed, OCC และหน่วยงานอื่น
ทั้งนี้ Stablecoin เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับสินทรัพย์จริง เช่น ดอลลาร์ โดยประมาณ 99% ของ stablecoin ทั้งหมดในตลาดอิงกับดอลลาร์สหรัฐ ใช้ชำระเงินได้เร็ว มีค่าธรรมเนียมต่ำ ลดบทบาทตัวกลาง เช่น Visa, Mastercard และปีที่แล้ว ธุรกรรม stablecoin มีมูลค่าถึง 28 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าธุรกรรมรวมของ Visa และ Mastercard
อย่างไรก็ตาม GENIUS Act จำกัดไม่ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีออก stablecoin โดยตรง เว้นแต่จะร่วมมือกับสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาต เพื่อลดความเสี่ยงผูกขาด
ในขณะเดียวกัน JPMorgan ก็เปิดตัว JPMD ซึ่งเป็นโทเคนเงินฝากที่มีลักษณะคล้าย stablecoin แต่ผูกกับระบบธนาคารเดิมมากกว่า และออกบนบล็อกเชน Base ของ Coinbase สำหรับลูกค้าสถาบันโดยเฉพาะ
แม้พรรคเดโมแครตพยายามห้ามประธานาธิบดีมีส่วนร่วมในสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ร่าง GENIUS ฉบับสุดท้าย ห้ามเฉพาะสมาชิกรัฐสภาและครอบครัว
ทรัมป์เพิ่งเปิดเผยว่าเขาได้รับรายได้ อย่างน้อย 57 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 จากการขายโทเคนที่เกี่ยวข้องกับ World Liberty Financial แพลตฟอร์มคริปโตที่เชื่อมโยงกับแบรนด์ทางการเมืองของเขา
เขายังถือครองโทเคน WLFI ถึง 1.6 หมื่นล้านหน่วย ซึ่งประเมินว่าอาจมีมูลค่ารวม เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ หากอิงจากการขายรอบก่อนหน้า
นี่ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพอร์ตคริปโตของทรัมป์ ซึ่งยังรวมถึงเหรียญ meme $TRUMP กองทุน Bitcoin มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ และETF สำหรับ Bitcoin และ Ethereum ที่เสนอโดย Truth.Fi รวมถึงบริษัทเหมืองคริปโตใหม่ชื่อ American Bitcoin
ล่าสุด Forbes ประเมินว่าทรัมป์ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ ดันมูลค่าสุทธิของเขาขึ้นไปถึง 5.6 พันล้านดอลลาร์
อ้างอิง : www.cnbc.com