70 ปี วันโทรทัศน์ไทย : จากยุคเฟื่องฟู สู่วันที่โลกเปลี่ยน
“24 มิถุนายน วันโทรทัศน์ไทย” ส่องความเปลี่ยนแปลงตลอด 70 ปีของวงการโทรทัศน์ประเทศไทย จากจุดเริ่มต้น ความเฟื่องฟู สู่วันที่โลกเปลี่ยน ออนไลน์เปลี่ยนพฤติกรรมการเสพสื่อ
วันนี้ เมื่อ 70 ปีที่แล้ว (24 มิถุนายน 2498) เป็นวันแรกที่ประเทศไทยมีสถานีโทรทัศน์อย่างเป็นทางการ และเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเสนอความบันเทิง ข่าวสาร ความรู้ เปิดโลกทัศน์ของคนไทย ผ่านจอสี่เหลี่ยมที่ทุกคนเรียกกันติดปากว่า “ทีวี”
ตลอด 70 ปีที่ผ่านมาของวงการโทรทัศน์ไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งการเกิดสถานีโทรทัศน์ใหม่ การเปลี่ยนผ่านจากยุคแอนะล็อก สู่ยุคดิจิทัล จนถึงปัจจุบันที่โลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงวงการโทรทัศน์ ทั้งเม็ดเงินโฆษณา และพฤติกรรมการบริโภคสื่อ
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการโทรทัศน์ไทย ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา
จุดเริ่มต้น “เทเลวิชั่น (Television)”
จุดเริ่มต้นของโทรทัศน์ไทย ต้องย้อนกลับไปในยุครัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีแนวคิดว่า ประเทศไทย ควรมี เทเลวิชั่น (Television) ซึ่ง ณ เวลานั้น ยังมีเพียงไม่กี่ประเทศที่เริ่มออกอากาศโทรทัศน์ จนเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2493 พล.อ.สุรจิตร จารุเศรณี อธิบดีกรมโฆษณาการในเวลานั้น (ปัจจุบัน คือ กรมประชาสัมพันธ์) ได้รับจดหมายจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ระบุให้มีการศึกษาเพื่อดำเนินการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
ระหว่างนั้น ในปี 2494 รัฐบาลมีมติจัดตั้ง บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด โดยจัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2495 โดยมีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ดำเนินกิจการในเชิงธุรกิจ ทั้งวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ โดยเริ่มต้นออกอากาศโทรทัศน์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2498 ตรงกับวันชาติในสมัยนั้น ในชื่อ “ช่อง 4 บางขุนพรหม”
ในช่วงแรกของการเริ่มต้นโทรทัศน์ไทย เริ่มต้นด้วยการออกอากาศโทรทัศน์ ระบบขาว-ดำ และออกอากาศเพียง 4 วัน ออกอากาศเพียงบางช่วงเวลาเท่านั้น เนื่องจากการเตรียมการออกอากาศที่ใช้เวลานาน และเครื่องรับโทรทัศน์ยังไม่แพร่หลายมากนัก ก่อนที่เทคโนโลยีจะปรับเปลี่ยน จนสามารถเริ่มออกอากาศครบทั้ง 7 วัน และออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง อย่างที่เป็นในปัจจุบัน
ในช่วงเวลาเดียวกันของการจัดตั้ง “ไทยโทรทัศน์” กระทรวงกลาโหม ออกข้อบังคับ มอบหมาย ‘กรมการทหารสื่อสาร’ ดำเนินการจัดตั้งแผนกกิจการวิทยุโทรทัศน์ ขึ้นตรงต่อกองการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ก่อนที่ในปี 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เพื่อดำเนินการจัดตั้ง ‘สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก’ เริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ วันที่ 25 มกราคม 2501 ในระบบขาว-ดำ ช่องสัญญาณที่ 7 ใช้ชื่อว่า “ททบ.7”
เปลี่ยนผ่านสู่ “โทรทัศน์สี”
หลังจากการเกิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ไทย พัฒนาการด้านเทคโนโลยีก็เริ่มเกิดขึ้นมาต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการปรับปรุงระบบไฟฟ้า ให้มีกำลังที่สูงขึ้น ทำให้เกิดแนวคิดในการพัฒนาการออกอากาศโทรทัศน์ในระบบสี
ก่อนที่ 27 พฤศจิกายน 2510 ‘สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7’ ได้เริ่มออกอากาศโทรทัศน์ระบบสีครั้งแรกของประเทศไทย ดำเนินการโดย บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ภายใต้สัมปทานของกองทัพบก โดยเริ่มจากการถ่ายทอดสด การประกวดนางสาวไทย ก่อนจะพักการออกอากาศ และกลับมาออกอากาศอย่างเป็นทางการ วันที่ 1 ธันวาคม 2510 มาจนถึงปัจจุบัน
ถัดมาอีกราว 3 ปี วันที่ 26 มีนาคม 2513 ‘ไทยทีวีสีช่อง 3’ สถานีโทรทัศน์สีแห่งที่ 2 ของประเทศไทย เริ่มออกอากาศ ดำเนินการโดย บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ภายใต้สัมปทานของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด
หลังจากการจัดตั้ง 2 สถานีโทรทัศน์สีของไทย 2 สถานีโทรทัศน์ที่ยังออกอากาศในระบบขาว-ดำ ก็เริ่มทยอยปรับเปลี่ยนการออกอากาศสู่โทรทัศน์สี ราวปี 2517 เป็นต้นมา และทั้ง 2 สถานีขาว-ดำ มีการเปลี่ยนแปลงชื่อด้วย ทั้ง ‘ช่อง 4 บางขุนพรหม’ เป็น ‘ไทยทีวีสีช่อง 9’ และ ‘ททบ.7’ เปลี่ยนแปลงเป็น ‘ททบ.5’
กระทั่งวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2520 คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น มีมติยุบเลิกบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด พร้อมทั้งตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง ‘องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.)’ ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2520 และรับโอนกิจการต่าง ๆ ของ บจก.ไทยโทรทัศน์ มาดำเนินการต่อ ทั้ง สถานีวิทยุ ท.ท.ท. และสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9
สร้างสถานีความรู้-ข่าวสาร
ปี 2528 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กรมประชาสัมพันธ์ จัดตั้ง “สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.)” วางบทบาทในการเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ให้บริการข่าวสาร การศึกษา เผยแพร่ข่าวสารการประชาสัมพันธ์ และสนับสนุนนโยบายของรัฐเพื่อแก้ไขระบบเครือข่ายวิทยุโทรทัศน์ให้ครอบคลุมและได้มาตรฐานทั่วประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่น ในการจัดตั้งสถานี ทั้งอาคาร สิ่งก่อสร้าง และระบบการออกอากาศ ก่อนจะเริ่มออกอากาศเป็นทางการในปี 2531
ผ่านไปร่วม 4 ปี เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง “พฤษภาทมิฬ” เดือนพฤษภาคม 2535 ช่วงรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ในเวลานั้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนในประเทศถูกปิดกั้น นำไปสู่การเรียกร้องจากประชาชนในการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างถูกต้อง เป็นกลาง
รัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน ได้เริ่มต้นในการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เสรี (Independent Television) โดยเปิดให้ภาคเอกชนเข้าประมูลสัมปทาน จนกระทั่งได้เริ่มต้น สถานีโทรทัศน์ ‘ไอทีวี’ เมื่อปี 2538 โดยบริษัท สยาม อินโฟเทนเมนท์ (นำโดย ธนาคารไทยพาณิชย์ และอีก 9 บริษัท) เป็นผู้ได้รับสัมปทานจาก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และเริ่มออกอากาศครั้งแรก 1 กรกฎาคม 2539 เวลา 19.00 น.
แปรสภาพ “อ.ส.ม.ท.”-นับ 1 “ทีวีสาธารณะ”
ปี 2545 ยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และ อ.ส.ม.ท. ก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีการแปรรูป ปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น เริ่มตั้งแต่การปรับโฉม “ช่อง 9 อ.ส.ม.ท.” เป็นโทรทัศน์แห่งความทันสมัย “โมเดิร์นไนน์ทีวี (Modernine TV)” ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา จะแปรสภาพองค์กรเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ในชื่อ “บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)”
ขณะเดียวกัน ปี 2547 ไอทีวี (ITV) ซึ่งอยู่ภายใต้การถือหุ้นหลักของกลุ่มชินคอร์ป ได้ปรับแก้สัมปทานร่วมกับคณะอนุญาโตตุลาการ ให้สามารถออกอากาศรายการบันเทิงได้มากขึ้น (จากเดิมที่เน้นสัดส่วนหลัก รายการข่าวและสาระ) พร้อมทั้งการปรับลดค่าสัมปทานรายปี
ก่อนที่ธันวาคม 2549 ศาลปกครองสูงสุด เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ทำให้ต้องกลับไปใช้สัญญาสัมปทานฉบับเดิม อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าสัมปทานที่ค้างจ่ายและค่าปรับ รวมมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ก่อนที่ สปน. จะบอกเลิกสัญญาพร้อมทั้งยึดคืนทรัพย์สินทั้งหมด ตั้งแต่ 7 มีนาคม 2550 และให้กรมประชาสัมพันธ์ เข้ามาดำเนินการโทรทัศน์เสรีต่อเนื่อง ในชื่อ “ทีไอทีวี (TITV)” ตามคำสั่งศาลปกครอง ที่คุ้มครองชั่วคราวให้ไอทีวี ออกอากาศต่อเนื่องโดยไม่มีการจอดำ
กระทั่งตุลาคม 2550 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติให้ทีไอทีวี (TITV) แปรสภาพเป็นโทรทัศน์สาธารณะ ตาม พ.ร.บ.ทีวีสาธารณะ ที่ร่างขึ้นมา และค่ำวันที่ 14 มกราคม 2551 กรมประชาสัมพันธ์ มีคำสั่งด่วน ให้ทีไอทีวี (TITV) ยุติการออกอากาศ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ทีวีสาธารณะ (Thai PBS) ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันเดียวกัน และจะมีผลบังคับในวันถัดไป คือ วันที่ 15 มกราคม 2551 เป็นการเริ่มต้นทีวีสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ประชาชน อิสระจากรัฐและกลุ่มทุนเอกชน
อย่างไรก็ดี ถัดมาในอีกไม่กี่เดือน หลังเริ่มต้นทีวีสาธารณะ รัฐบาลยุคนายสมัคร สุนทรเวช เริ่มต้นปรับรูปลักษณ์ สทท.11 ให้ทันสมัยขึ้น โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “เอ็นบีที (NBT)” พร้อมทั้งการนำเสนอต่าง ๆ กราฟิกและรายการข่าว
เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล
ปี 2555 เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อคณะกรรมการ กสทช. ในขณะนั้น ประกาศแผนการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัล และอีก 1 ปีถัดมา ปี 2556 กสทช.จัดการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัล รวม 24 ช่อง ทั้งช่องรายการเด็ก ช่องข่าว ช่องวาไรตี้ ความคมชัดมาตรฐาน (SD) และความคมชัดสูง (HD) โดยสามารถประมูลเป็นรายได้มากถึง 50,862 ล้านบาท
จากนั้นเมษายน ปี 2557 สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล ทั้ง 24 ช่อง รวมถึงทีวีดิจิทัลของภาครัฐ ได้เริ่มทดลองออกอากาศ ก่อนออกอากาศจริงในเดือนต่อมา
ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมาของทีวีดิจิทัลประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะการมาของโลกออนไลน์ ที่เขย่าสื่อดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง ทั้งในเชิงรายได้โฆษณา และพฤติกรรมในการบริโภคสื่อ โดยความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ มีดังนี้
- 10 ตุลาคม 2557 – ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน ให้ช่อง 3 Original ออกอากาศคู่ขนานกับช่อง 3 HD ได้ หลังจากมีปัญหาสถานีทั้ง 2 ช่อง เป็นคนละนิติบุคคล
- พฤศจิกายน 2558 – บริษัท ไทยทีวี จำกัด ของนางพันธุ์ทิพา ศกุนต์ไชย (ติ๋ม ทีวีพูล) ขอยุติการออกอากาศ 2 ช่อง คือ ไทยทีวี (ช่องข่าว) และ MVTV Family (ช่องรายการเด็ก) จนนำมาสู่การฟ้องร้องระหว่าง ไทยทีวี และ กสทช. ก่อนทีปี 2564 บริษัท ไทยทีวี ชนะคดี
- ปี 2561 – สถานีโทรทัศน์แอนะล็อก 5 ช่อง คือ ททบ.5, ช่อง 7, MCOT, NBT และ Thai PBS ยุติการออกอากาศในระบบแอนะล็อก และออกอากาศในระบบดิจิทัล เพียงระบบเดียว
- พฤษภาคม 2562 – ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 7 ช่อง ขอคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ตามคำสั่ง คสช. ที่เปิดทางให้สามารถคืนใบอนุญาตได้ โดยแบ่งเป็น ช่องรายการเด็ก 2 ช่อง ช่องข่าว 4 ช่อง และช่องวาไรตี้ SD อีก 1 ช่อง
- สิงหาคม-กันยายน 2562 – ทีวีดิจิทัล 7 ช่องที่ขอคืนใบอนุญาต ทยอยยุติการออกอากาศ และได้รับการชดเชย และการคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลครั้งนี้ ทำให้ไม่มี ‘ช่องรายการเด็ก’ อีกต่อไป
- 25 มีนาคม 2563 – ไทยทีวีสีช่อง 3 ยุติการออกอากาศในระบบแอนะล็อก เป็นช่องสุดท้าย หลังจากหมดสัญญาสัมปทานกับ บมจ.อสมท
นอกจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงสถานีโทรทัศน์แล้ว ยังมีอีกหลายปัญหาที่น่าสนใจ และเกิดขึ้นในช่วงการดำเนินการทีวีดิจิทัล โดยเฉพาะประเด็นลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ซึ่งมีปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่ครั้งปี 2014 ซึ่งซื้อลิขสิทธิ์ล่วงหน้า มาจนถึงปี 2018 และปี 2022 ที่ต้องรอลุ้นจนวินาทีสุดท้าย
และปัญหาเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ก็นำไปสู่การตัดรายการกีฬาดังกล่าว ออกจากกฎ Must Have เพื่อให้การซื้อลิขสิทธิ์รายการกีฬา มีราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาด โดย กสทช. มีการประกาศเรื่องดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา
ยังไม่รวมถึงความท้าทายในเชิงธุรกิจ โดยเฉพาะเม็ดเงินโฆษณาที่สื่อออนไลน์-อินฟลูเอนเซอร์เข้ามามีส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ดี ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ยังคงเหลืออีกเพียงไม่ถึง 4 ปี และการให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลรอบใหม่ ยังคงมีความไม่ชัดเจน ท่ามกลามอุตสาหกรรมสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ต้องติดตามต่อว่า ทีวีดิจิทัลของประเทศไทย จะมีหลักการให้ใบอนุญาตอย่างไร และหน้าเดิมที่ยังอยู่ในวันนี้ ใครจะยังไปต่อหรือใครจะถอยในสมรภูมินี้
ที่มา : หนังสือ ครึ่งทางทีวีดิจิทัล สู่สมรภูมิแข่งเดือดข้ามแพลตฟอร์ม, MCOT.net, สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT), The Modernist, สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 กรมประชาสัมพันธ์, พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุกรมประชาสัมพันธ์
สินิทธ์ สิทธิรักษ์. กำเนิดโทรทัศน์ไทย (พ.ศ.2493-2500). [ม.ป.ท.]:มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2533. สืบค้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:125756.
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 70 ปี วันโทรทัศน์ไทย : จากยุคเฟื่องฟู สู่วันที่โลกเปลี่ยน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net