เครดิตบูโร ส่งซิกธุรกิจ เก็บคองอเข่า หนี้เสียจ่อปะทุ คนค้างจ่าย 1 เดือนพุ่ง 30% สะท้อนเริ่มผ่อนไม่ไหว
เครดิตบูโร ส่งซิกธุรกิจ เก็บคองอเข่า หนี้เสียจ่อปะทุ คนค้างจ่าย 1 เดือนพุ่ง 30% สะท้อนเริ่มผ่อนไม่ไหว
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า การที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ภาคธุรกิจและภาคประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย รับมือสถานการณ์เศรษฐกิจจะผันผวนหนัก ทั้งการค้า การลงทุน และอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เศรษกิจไทยในช่วงต่อไปอาจจะชะลอตัวลง ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณให้เก็บคองอเข่าให้ดี จากผลกระทบต่างๆ และพายุเศรษฐกิจที่กำลังจะมาในอีก 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งข้างหน้า โดยเฉพาะภาษีของสหรัฐที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ไปจนถึงปี 2569 ขณะที่เครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจเหลือแค่งบประมาณภาครัฐเท่านั้น เพราะภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มไม่ค่อยดี
“สภาพัฒน์ฯเห็นตัวเลขหนี้ครัวเรือน หนี้กำลังจะเสีย และมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้มีการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) ที่ค้างชำระตั้งแต่ 1 งวด ที่ตัวเลขปรับสูงขึ้น 30% เทียบกับปีก่อนมาอยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าคนผ่อนไม่ไหว เลยทำให้สภาพัฒน์ฯไม่สบายใจ จึงออกมาเตือน ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ขณะที่ประชาชนต้องมีเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือนไว้ใช้ฉุกเฉินด้วย”นายสุรพลกล่าว
นายสุรพลกล่าวว่า ทั้งนี้การทำ DR ข้อดี คือ เป็นเขื่อนยักษ์ป้องกันไม่ให้ไหลเป็นหนี้กำลังจะเสีย(SM)และหนี้เสีย(NPL) ส่วนข้อเสียเป็นการชี้ให้เห็นว่าคนผ่อนไม่ไหว และรายได้ไม่ดี จึงต้องมาแห่ทำ DR และจากการที่คนหันมาทำDR มากขึ้น ทำให้หนี้เสียทรงตัวอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท ส่วนหนี้กำลังจะเสียลดจากเดิม 6 แสนบ้านบาท อยู่ที่ 5.7 แสนล้านบาท
“หนี้รถยนต์และหนี้บ้าน ยังน่าเป็นห่วง แม้ว่าธปท.มองว่าสินเชื่อรถยนต์ปล่อยใหม่จะหลุดจุดต่ำสุดแล้ว รถถูกยึดรถน้อยลงก็ตาม ส่วนสินเชื่อบ้านโตในบางเซกเมนต์ เช่น บ้านราคาแพง ตอนนี้บ้านราคา 5 ล้านบาทเริ่มแย่ลง เพราะแบงก์เข้มงวดขึ้น คนจะซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาท ต้องมีรายได้อย่างน้อย 50,000 บาท หักค่างวดบ้านแล้ว เหลือใช้แต่ละเดือนไม่มาก เลยทำให้แบงก์กังวล ส่วนคอนโดมีเรื่องแผ่นดินไหว ตอนนี้จึงเป็นช่วงช่อมแซม การปล่อยสินเชื่อใหม่จึงลดลง”นายสุรพลกล่าว
นายสุรพลกล่าวว่า จากสถานการณ์หนี้มองว่าธปท.ควรต้องผ่อนปรนเงื่อนไขโครงการ”คุณสู้ เราช่วย”ใหม่ จากครั้งแรกที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ซึ่งคนยังเข้าโครงการต่ำเป้าหมายที่คาดมีลูกหนี้เข้าข่าย 1.9 ล้านลูกหนี้ มูลค่า 8.9 แสนล้านบาท โดยพบว่ายอดลงทะเบียนเข้าโครงการถึงวันที่ 19 พฤษภาคมมีลูกหนี้ลงทะเบียนแล้ว 1.3 ล้านลูกหนี้ คิดเป็น 1.7 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้ยื่นลงทะเบียนเข้ามามีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ ณ วันที่ 30 เมษายนอยู่ที่ 5.8 แสนลูกหนี้ คิดเป็น 30% ของเป้าหมายโครงการ คิดเป็นยอดมูลค่าสินเชื่อรวมที่เข้าโครงการ 4.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 48% ของเป้าหมายโครงการ แต่จากลูกหนี้ที่ผ่านเกณฑ์ 5.8 แสนลูกหนี้ ยอดรวมที่ 4.3 แสนล้านบาท เข้ามาทำสัญญาจริงแค่ 3.15 แสนลูกหนี้ คิดเป็น 16.5% ของเป้าหมายโครงการ และมียอดหนี้รวม 3.46 แสนล้านบาท คิดเป็น 39% ของเป้าหมายโครงการ และทำสัญญาเข้าโครงการแล้ว 4.79 แสนบัญชี
“เมื่อคุณสู้ เราช่วย เฟสแรก คนเข้าร่วมน้อย เงินที่เตรียมไว้ยังเหลือ ธปท.ก็ต้องทำเฟส 2 ต่อ และผ่อนปรนเงื่อนไข ให้คนผ่อนดี และเคยเป็นหนี้เสียมาก่อน ได้เข้าร่วมด้วย เพราะคนที่ผ่อนดี ไม่ได้แปลว่าเขาไหว ก็ต้องช่วยคนกลุ่มนี้ด้วย อีกเรื่องที่ต้องเร่งผลักดันเช่นกัน คือ การปล่อยสินเชื่อใหม่ติดลบมา 3 ไตรมาส เป็นบวกเฉพาะธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งโรลโอเวอร์หุ้นกู้ลดลงและขอสินเชื่อแบงก์เพิ่ม ขณะที่สินเชื่อรายย่อยไม่โต”นายสุรพลกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เครดิตบูโร ส่งซิกธุรกิจ เก็บคองอเข่า หนี้เสียจ่อปะทุ คนค้างจ่าย 1 เดือนพุ่ง 30% สะท้อนเริ่มผ่อนไม่ไหว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th