นักวิชาการ ประเมินไทยลดภาษีสหรัฐฯ ได้ต่ำสุด 20-30% ย้ำอย่าเลียนแบบเวียดนาม
นักวิชาการ ประเมินไทยลดภาษีสหรัฐฯ ได้ต่ำสุด 20-30% ย้ำอย่าเลียนแบบเวียดนาม
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ท่าทีของสหรัฐอเมริกาในการเจรจาการค้าและภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ นั้น หลักๆตนมองว่าสหรัฐฯต้องการให้ไทยเปิดตลาดในหลายด้าน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ธัญพืชและเนื้อสัตว์ ซึ่งสหรัฐฯมีผลผลิตเหลือเฟือและต้องการระบายออกสู่ตลาดโลก
นายสมภพ กล่าวว่า สินค้าหลักที่สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยเปิดตลาดเป็นพิเศษนั้น มีตั้งแต่สินค้าเกษตร เช่น ธัญพืช (กลุ่มถั่วเหลือง ข้าวโพด) เนื้อสัตว์ ที่อเมริกาผลิตได้จำนวนมาก และต้องการส่งออก นอกจากนี้ยังรวมถึงสินค้าในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบ รวมถึงสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องบินและอาวุธยุทโธปกรณ์
นายสมภพ กล่าวว่า นอกจากนี้ อีกกลุ่มที่สหรัฐฯ ต้องการผลักดันคือภาคบริการ โดยเฉพาะด้านการเงิน ธนาคาร การสื่อสารโทรคมนาคม และการมีส่วนร่วมในการประมูลโครงการสัมปทานขนาดใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการมูลค่าสูง สหรัฐฯ ต้องการให้บริษัทของตนมีโอกาสเข้าร่วมประมูลและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลไทยได้ง่ายขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีการสงวนกิจการบางประเภทไว้ให้คนไทยดำเนินการ ทำให้บริษัทอเมริกันไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม นายสมภพ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาถึงโอกาสที่ไทยจะสามารถเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ให้เท่ากับเวียดนาม ที่ 20% หรือ น้อยกว่านั้นได้หรือไม่นั้น ตนคาดการณ์ว่า อัตราภาษีเฉลี่ยที่ไทยอาจได้รับน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20-30% ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ 20-25% โดยยกตัวอย่างฟิลิปปินส์ที่ถูกเก็บภาษีเพียง 17% และเพิ่มเป็น 20% ในภายหลัง
นายสมภพ กล่าวว่า ในส่วนของประเทศเวียดนามที่สามารถเจรจาให้สหรัฐฯ ลดภาษีลงเหลือเพียง 20% ได้สำเร็จนั้น ตนวิเคราะห์ว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำ ที่เกี่ยวกับ ทางเวียดนามได้เปิดโอกาสให้ธุรกิจของสมาชิกในครอบครัวของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รับสิทธิพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในเวียดนาม เช่น สนามกอล์ฟในภาคเหนือ และกำลังพัฒนาโครงการ ลงทุนสร้างตึกทรัมป์ทาวเวอร์ (Trump Tower) ที่นครโฮจิมินห์ ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อเวียดนามในเชิงการเจรจา อีกปัจจัยสำคัญคือ เวียดนามมีบริษัทอเมริกันจำนวนมากเข้าไปลงทุน อาทิ ไมโครซอฟท์ (Microsoft), อินวิเนีย (NVIDIA), ควอลคอมม์ (Qualcomm), ไนกี้ (Nike) และ พูม่า (Puma) ทำให้หากสหรัฐฯ เก็บภาษีเวียดนามสูง ก็จะกระทบกับผลประกอบการของบริษัทอเมริกันเอง อีกทั้งเวียดนามยังมีการส่งเสริมการลงทุนอย่างเข้มข้นผ่าน บีโอไอของตนเอง ขณะที่การส่งออกจากเวียดนามไปสหรัฐฯ มีมูลค่ามากกว่านำเข้าถึง 10 เท่าตัว ซึ่งต่างจากไทยที่มีสัดส่วน 3 ต่อ 1
นายสมภพ กล่าวว่า จริงๆแล้วในอดีตไทยเคยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนอย่างเข้มข้นมาก่อน เช่น การสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นโดยตั้งกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปสูงถึง 300-400% แต่ปัจจุบันไทยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ขณะที่เวียดนามเพิ่งเปิดประเทศจริงจังได้ไม่นานนัก จึงอยู่ในช่วงเร่งดึงดูดการลงทุน
นายสมภพ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะสำหรับทีมไทยแลนด์ ตนยังไม่อยากให้ทีมไทยแลนด์ หรือ ทุกฝ่าย คิดว่าเราต้องทำทุกอย่างตามเวียดนามเพื่อให้ได้ภาษีต่ำลงมา เราต้องประเมินว่าผลประโยชน์ที่ได้คุ้มค่ากับสิ่งที่ยอมเสียหรือไม่เช่นกัน ดังนั้น ตนแนะนำว่าการเจรจาควรยึดหลัก 3 ประการ ดังนี้ 1.การยึดมั่นข้อตกลงเดิมที่ให้ไว้ เช่น การลดที่เสนอว่าจะลดดุลการค้ากับสหรัฐฯลงถึง 70% ภายใน 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก แต่เมื่อเสนอแล้วก็ต้องทำให้ได้ซึ่งเป็นการแสดงความตั้งใจที่จะซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และการเปิดตลาดสินค้าเกษตรบางตัว รวมถึงการเสนอที่จะซื้อพลังงานของสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น และลงทุนในโครงการพลังงานของสหรัฐฯ2.ทบทวนข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม โดยพิจารณาข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ระบุว่าได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม โดยเปรียบเทียบสิทธิที่ไทยให้แก่ชาติอื่นหรือนักลงทุนไทยเอง ว่ามีการเลือกปฏิบัติจริงหรือไม่ และสามารถแก้ไขได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งตรงนี้ ตนแนะนำว่า ทางทีมไทยแลนด์สามารถขอคำปรึกษากับทางหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย ว่า แนวโน้มข้อเสนอประเภทไหนที่เหมาะสมและตรงจุด 3.ศึกษาท่าทีของชาติอาเซียน ประเมินท่าทีและผลการเจรจาของประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งล้วนแต่เป็นแหล่งลงทุนของบริษัทต่างชาติกลุ่มเดียวกัน และส่งออกสินค้าประเภทเดียวกันกับไทย
นายสมภพ กล่าวว่า ทุกประเทศในภูมิภาค รวมถึงประเทศผู้เข้ามาลงทุนอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ต่างก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เช่นกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือไทยควรรักษาดุลประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะรองรับการแข่งขันของภูมิภาคในยุคใหม่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิชาการ ประเมินไทยลดภาษีสหรัฐฯ ได้ต่ำสุด 20-30% ย้ำอย่าเลียนแบบเวียดนาม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th