โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดมุมมอง “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” ปธ.คณะที่ปรึกษานโยบายของนายกฯ ต่อท่าที “ไทย” ท่ามกลางสงครามการค้าสหรัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 พ.ค. 2568 เวลา 17.37 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. 2568 เวลา 10.37 น.

“พันศักดิ์ วิญญรัตน์” ปธ.คณะที่ปรึกษานโยบายของนายกฯ มองท่าที “ไทย” ท่ามกลางสงครามการค้าสหรัฐ ไม่ใช่แค่เจรจาลดกำแพงภาษี แต่สร้างอนาคตเศรษฐกิจใหม่ด้วยความร่วมมือ ย้ำชัดไทยไม่เลือกข้าง มุ่งสันติภาพ

วันที่ 11 พฤษภาคม 2568 นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ถึงท่าทีต่อสงครามการค้าของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่แค่การเจรจาลดกำแพงภาษี แต่คือการสร้างอนาคตเศรษฐกิจใหม่ ด้วยความร่วมมือระหว่างกัน พร้อมย้ำชัดว่าไทยไม่เลือกข้างใคร แต่เลือกสันติภาพ และเสนอให้ไทยเป็นพื้นที่เจรจาหาทางออกจากความขัดแย้งในทุกมิติของโลก พร้อมเปิดมุมคิดเชิงลึกถึงอนาคตเศรษฐกิจไทย หลังจากบทบาทของไทยที่เคยเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าสำเร็จมาแล้ว

นายพันศักดิ์ กล่าวว่า ผมเห็นใจคนอเมริกันมากที่ลำบากเพราะปรัชญาเศรษฐกิจของอเมริกันแข็งตัวเกินไปที่จะตอบสนองความเป็นจริงของชีวิตของคนอเมริกันเอง และน่าตกใจที่สุดว่าคนอเมริกันผิวขาวตกงานมากถึงขนาดนี้ มีชีวิตยากลำบากมาก

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของอเมริกา แต่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทยด้วย เพราะเมื่อไหร่ที่มหาอำนาจในโลกมีปัญหาภายในจนกระทั่งกระทบกระเทือนกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะเป็นอันตรายมากกับโลก

เพราะฉะนั้นผมจะพยายามคิดอะไรก็ตามที่ทำให้คนอเมริกันเหล่านี้ได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสหรัฐให้มากที่สุด เพราะเราต้องการเห็นสหรัฐเป็นมหาอำนาจที่มีสติและมีอนาคต

โดย หัวใจของปัญหาระหว่างสหรัฐกับจีนที่เผชิญอยู่ คือ วิกฤตเชิงโครงสร้าง การล่มสลายของการจ้างงานแบบเต็มรูปแบบในยุคที่การผลิตถูกครอบงำโดยเทคโนโลยีชั้นสูงและหุ่นยนต์ ไม่ใช่เพียงแค่ในภาคอุตสาหกรรมแต่กำลังขยายไปยังภาคเกษตรอย่างรวดเร็วด้วย ทั้งสหรัฐและจีนยังไม่มีทางออกที่น่าเชื่อถือในการรักษาการจ้างงาน ในขณะที่ระบบอัตโนมัติกำลังทำลายโครงสร้างแรงงานแบบดั้งเดิม ดังนั้นอันตรายที่แท้จริงไม่ใช่ดุลการค้า แต่คือการลดทอนความสำคัญของการค้าเองเมื่อเทคโนโลยีทำให้สินค้าไร้ความแตกต่างข้ามพรมแดน เมื่อประเทศต่างๆ ผลิตสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันด้วยเทคโนโลยีเดียวกัน

คำถามสำคัญคือ “จะมีอะไรเหลือให้แลกเปลี่ยน” และ “ใครจะยังมีบทบาท” นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นภัยคุกคามเชิงการเมือง เชิงสังคม และท้ายท้ายที่สุดคือภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานของสังคม

ผมก็มีคำถามต่อว่า …แล้วพื้นที่ของประเทศไทยอยู่ที่ไหน

ผมขอยกตัวอย่าง เราบอกว่าโลกกำลังถูกคุกคามด้วยภัยธรรมชาติที่มนุษย์สร้างขึ้นมา อย่างมลพิษคาร์บอน (carbon pollution) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขึ้นมา แต่หากถามว่าเทคโนโลยีนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของใคร คำตอบก็คือ ไม่มี เพราะเทคโนโลยีใกล้เคียงกันทั้งหมด

จีนก็ทำได้ สหรัฐก็ทำได้ ถ้าค้าขายกันโดยใช้เทคโนโลยีเดียวกัน ก็เท่ากับไม่ได้แลกเปลี่ยนอะไรใหม่เลย ไม่มีแต้มต่อ ไม่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (comparative advantage) เหลือให้ใช้ สุดท้ายคุณก็แข่งกันด้วยดีไซน์ สี หรือรูปทรงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง และนั่นคือคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่าประเทศจะได้เปรียบอะไร ถ้าขายของที่ประเทศอื่นก็ทำได้เหมือนกัน?

ประเด็นสำคัญ คือ จีนอาจไม่ได้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เอง แต่เขาเรียนรู้ได้เร็ว และไม่ใช่เรียนรู้เรื่องของเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เรียนรู้ "วิธีบริหารองค์ความรู้ของคนอื่น" ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมของตัวเอง เช่น จีนไปว่าจ้างสตูดิโอออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าจากอิตาลีให้มาร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนเอง

นี่คือการดึงศักยภาพจากนานาชาติมาสร้างจุดแข็งในประเทศตนเอง ถามว่าจีนทำอะไรใหม่หรือไม่? คำตอบคือไม่มากนัก วิธีนี้เคยเกิดขึ้นแล้วกับญี่ปุ่นเมื่อกว่า 50 ปีก่อน ถ้าคุณสังเกตกล้อง Nikon รุ่นเก่า ๆ จะเห็นว่ามีดีไซน์เหลี่ยม ๆ แบบดั้งเดิม แต่หลังจากนั้นญี่ปุ่นก็เริ่มใช้ดีไซน์ที่ดูทันสมัยมากขึ้น ซึ่งออกแบบโดยนักออกแบบจากอิตาลี นี่คืออีกตัวอย่างของประเทศที่บริหารจัดการความรู้ของคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่เรากำลังเห็นในวันนี้ คือ สหรัฐกับจีนต่างไม่มีความได้เปรียบเฉพาะด้าน (Unique Skill Advantage) เทคโนโลยีที่ทั้งสองฝ่ายใช้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการออกแบบ ระบบการผลิต ล้วนใช้หลักการคล้ายกัน ลองสังเกตดูโรงงานของจีนกับ Tesla ก็ล้วนใช้หุ่นยนต์ผลิตสินค้าเหมือนกัน

และแม้ยังมีแรงงานคนอยู่ แต่ในอนาคต AI จะสามารถทำทุกอย่างที่มนุษย์ทำได้ โดยเฉพาะงานที่ทำซ้ำ ๆ และในขณะที่แต่ละฝ่ายอ้างว่ากำลังแข่งขันทางการค้า แต่แท้จริงแล้วใช้คำว่าแข่งขันไม่ได้ เพราะแต่ละฝ่าย present the same อันตรายที่แท้จริงของโลกปัจจุบันคือไม่มีอะไรที่แตกแตกต่าง และเมื่อไม่มีความแตกต่าง การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็จะยิ่งยากขึ้น แม้แต่ภายในประเทศก็จะปั่นป่วน

นายพันศักดิ์ กล่าวอีกว่า คุณลองคิดดูนะ ประเทศหนึ่งต้องให้คนตกงาน เพราะนำหุ่นยนต์เข้าไปแทนที่แรงงาน อีกประเทศก็สู้กลับด้วยวิธีเดียวกัน แรงงานเผชิญกับการตกงานเหมือนกัน แล้ววิธีคิดของทั้งสองฝ่ายก็คล้ายกันหมดเลย เอาฟังก์ชันของสิ่งของเป็นตัวตั้ง คิดแบบเดียวกัน เป้าหมายคล้ายกัน

ถามหน่อยว่าแบบนี้…จะเกิดอะไรขึ้น? คำตอบคือมันจะกลายเป็นวิกฤต ทั้งวิกฤตการเมือง วิกฤตสังคม และท้ายที่สุดวิกฤตโครงสร้าง โดยในสหรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ชัดเจนมากจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ด้วยกลับมาเรื่องอเมริกาคุณต้องกลับมาใน เรื่องอเมริกาเพราะว่าปรากฏการณ์ที่ผมพูด ถึงอ่ะมันเกิดขึ้นในอเมริกาและมันมี ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนขึ้นชัดเจนจากผลการลงคะแนนเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมามี คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนจนคนชั้นกลางที่รู้สึกว่าไม่มีอนาคต กลับไปเลือกทรัมป์ ทั้ง ๆ ที่ในอดีต คนจนมักจะอยู่ฝั่งเดโมแครต ไม่ใช่ฝั่งรีพับลิกัน

ปกตินคนจนมักจะอยู่ฝั่งเดโมแครต ไม่ค่อยชอบรีพับลิกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐไม่เป็นแบบนั้น แม้แต่คนในพรรคเดโมแครตเองยังพูดเลยว่า เวลาพรรคเดโมแครตหรือแม้แต่รีพับลิกันพูดเรื่องเศรษฐกิจตอนหาเสียง ฟังแล้วเหมือนนั่งเรียนเลกเชอร์ในคลาส MBA แต่คนที่นั่งฟังคือชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้จบ MBA ในขณะที่ทรัมป์พูดด้วยประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ และเข้าถึงจิตใจประชาชนด้วยประโยคเดียวว่า “I will make America great again” ซึ่งตรงใจคนอเมริกันมาก

และเกิดปรากฏการณ์เจดี วานซ์ (J.D. Vance) กลายมาเป็นวุฒิสมาชิกได้ภายในไม่ถึง 5 ปี ทั้ง ๆ ที่เมื่อ 6 ปีก่อน เขาเพิ่งเรียนจบ และได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ White Trash ซึ่งต่อมาหนังสือเล่มนั้นก็ถูกทำเป็นหนังใน Netflix เขาเขียนคำนำไว้ว่า“…ฉันอายุแค่ 28 หรือ 32 เอง ไม่มีอะไรจะบอกกับผู้อ่านมากหรอก เพราะชีวิตเพิ่งเริ่มต้น…”

พร้อมเล่าชีวิตของครอบครัวเขา ซึ่งเป็นคนผิวขาวที่ทั้งบ้านตกงาน ติดยา สิ้นหวัง อยู่กันในชุมชนที่เต็มไปด้วยคนที่เป็นแบบเดียวกัน เนื้อหาในหนังสือทำให้คนอเมริกันตกใจ โดยเฉพาะสังคมคนชั้นกลาง คนมีฐานะ เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนผิวขาวในประเทศตัวเองจำนวนมากอยู่กันแบบสิ้นหวังขนาดนั้น

หนังสือเขากลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของ New York Times best Sellerist เมื่อ 5 ปีที่แล้วเขาบอกว่าเขาเป็นคนที่โชคดีที่ได้รับทุนการศึกษาและมาเรียนที่ Yale Law School และเมื่อคนอเมริกันชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง รู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยายที่เล่าว่า นรกของคนผิวขาวมีอยู่จริงในอเมริกา

แต่ประเด็นคือทำไมคนเหล่านี้ถึงโหวตให้ทรัมป์? ก็เพราะทรัมป์คุยกับเขา คุยกับคนที่ไม่มีอนาคต เมื่อมีเศรษฐี 10 คน เศรษฐีคนนึงเลือกคุยกับคนจน แต่อีก 9 คนไม่คุยด้วย คุณคิดว่าคนจนนั้นจะรู้สึกยังไง?เขาก็จะเลือกคุยกับคนที่คุยกับเขานั่นแหละ

อันนี้เเป็น political analysis ของนักวิเคราะห์ที่เก่งมากด้านการเมืองของสหรัฐ ผมอยากบอกว่าปรากฏการณ์นี้ถูกพูดถึงและกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยระบบเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ ที่สหรัฐเคยใช้มา ไม่ตอบโจทย์อีกแล้ว ซึ่งมีนักวิชาการชื่อดังคนหนึ่งของอเมริกาพูดใน YouTube ว่าทรัมป์ไม่เข้าใจว่า America has move on

นั่นหมายความว่าสหรัฐได้เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจที่เคยมีภาคการผลิตเข้มแข็ง ให้กลายเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมบริการ (Service Industry) ในระดับกลางและระดับสูงไปแล้ว เหลือประชากรแค่ 4% ที่อยู่ในระบบการผลิตเก่าของสหรัฐ จากทั้งหมด 200 ล้านกว่าคน เนี่ย 4% คนพวกนี้แหละที่กำลังลำบากและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ทั้งนี้คนชั้นกลางที่เคยอยู่ในจุดเชื่อมต่อระหว่างระหว่างอุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมบริการ มีชีวิตที่ลำบากขึ้น เพราะภาคการผลิตไม่รองรับเขาอีกต่อไปแล้ว พวกเขารู้สึกโกรธ สิ้นหวัง เพราะฉะนั้นคนชั้นกลางกลุ่มหนึ่งและคนที่ตกงานจึงฟังหันมาฟังทรัมป์ที่เป็นให้ความหวังของชีวิต

ขอกลับมาพูดถึงจุดเปลี่ยนของโลกสักหน่อย เริ่มตั้งแต่วันที่“คิซซิงเจอร์” จับมือกับ“เหมาเจ๋อตง” ไปเจอ“โจวเอินไหล” เจอ“เติ้งเสี่ยวผิง” ตอนนั้นไม่มีใครในโลกที่คิดว่าจีนจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ขนาดนี้ใน 40 ปี

ตอนนั้นโลกไม่คิดว่าจีนจะกลายเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จระดับโลก +แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ก็คือการย้ายการผลิต Consumer Product ระดับต่ำและระดับกลางของโลกตะวันตกไปที่จีน และจีนสามารถตอบสนอด้วยแรงงานที่มีคุณภาพ และที่สำคัญคือแรงงานปรับตัวได้ตลอดเวลา +

โดยแรงงานจีนสามารถแข่งขันได้กับอุตสาหกรรมตะวันตก และพอเป็นแบบนี้ จีนก็กลายเป็นโรงงานของโลก (Factory of the World) คำถามคือคนที่เคยทำงานในโรงงานของโลกตะวันตกล่ะ? สุดท้ายตกงาน ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย แต่ในความปกตินั้นสร้างปัญหาใหญ่ระดับโลก

เพราะงั้นคำกล่าวของนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันที่บอกว่า America has moved on คิดว่สเขาลืมใส่คอมม่าต่อท้ายว่า “America has moved on, and left behind a giant problem.” ปัญหานั้นก็คือ อเมริกากำลังเผชิญวิกฤตคนไม่มีงานทำ แประเทศไทยมีส่วนหนึ่งของปัญหา นี้มยเป็นส่วนหนึ่งคำตอบก็คือใช่เรามี เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้เป็นยังไงเราค้า

แล้วประเทศไทยมีส่วนในปัญหานี้ไหม? คำตอบคือ “ใช่” เราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้

ไทยค้าขายกับอเมริกันมาเกือบ 10 ปี ปีแรก ๆ กำไรหมื่นกว่าล้านดอลลาร์ ขึ้นมา 20,000 กว่าล้านดอลลาร์ 30,000 กว่าล้านดอลลาร์ กระทั่งล่าสุด 40,000 ล้านดอลลาร์ ถามว่าเป็นไปได้ยังไง? นั่นเพราะว่า เกือบ 30% เป็นของบริษัทอเมริกันเองที่มาตั้งโรงงานในเมืองไทย แล้วผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่งกลับไปขายที่อเมริกา

หนึ่งในนั้นคือบริษัท Western Digital และ Seagate ผลิตฮาร์ดดิสก์สำหรับระบบเก็บข้อมูลใน Data Center ซึ่งผลิตในไทยมาแล้วกว่า 40 ปี และฮาร์ดดิสก์ 90% ในโลกนี้อยู่ในระบบนี้แหละ เพราะฉะนั้นบริษัทนี้ส่งออกสินค้าจากเมืองไทยไปอเมริกาปีละกว่าหมื่นล้านดอลลาร์ นี่ยังไม่รวมสินค้าอื่น ๆ อย่าง ข้าวหอมมะลิไทย กะปิ น้ำปลา ยางพารา เครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งหมดนี้ส่งไปอเมริกาปีละกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ และมี SMEs ไทยกว่า 2,200 ราย ส่งสินค้าไปขาย มีการจ้างงานคนไทยเกือบ 400,000 คน

ผลปรากฏว่าเมื่อทรัมป์พิจารณาบัญชีการค้าของสหรัฐกับโลก ประเทศไทยจึงติดท็อป 14 ของประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าหนักสุด และทรัมป์จึงต้องเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยถึง 36% พูดง่ายๆ คือ ไทยมีลูกค้าคือสหรัฐที่คิดว่าไทยทำกำไรมากว่า 10 ปี ปีละกว่าหมื่นล้านดอลลาร์ จนกระทั่งปีสุดท้าย 40,000 ล้านดอลลาร์ และขอเก็บภาษีนำเข้า 36% ทั้งๆ ที่กว่า 30% ของการส่งออกของไทยไปสหรัฐ เป็นบริษัทอเมริกันเอง ซึ่งสินค้าประมาณ 19% เป็นพวกฮาร์ดดิสก์ ซึ่งปีหนึ่งมีมูลค่าส่งออกเป็นหมื่นล้านดอลลาร์ โดยคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ บริษัทอเมริกันที่ทำ Data Center AI แต่เมื่อพิจารณาดุลการค้ากลับปรากฏว่าไทยเกินดุลการค้า

สุดท้ายเราก็ต้องมานั่งแก้ปัญหานี้กันให้ได้ เพราะทรัมป์พูดเองว่า คนอเมริกันตกงาน แล้วก็พาลย้อนมาถามเราว่า ไทยมีส่วนทำให้คนอเมริกันตกงานหรือไม่? คำตอบคือ เราไม่ได้ทำให้เขาตกงาน แต่เป็นเพราะแนวคิดของระบบเศรษฐกิจอเมริกันเอง ที่มีความคิดว่าซื้อของที่ถูกที่สุดและที่มีคุณภาพ ไม่ต้องทำเอง ทีนี้จะให้แก้ยังไง? เราก็ต้องกลับมามองตัวเอง ภาษีแอปเปิ้ลที่เก็บอยู่ 40-50% เราปลูกแอปเปิ้ลแข่งสหรัฐได้เหรอ? ถ้าไม่ใช่ เราก็ควรเลิกเก็บภาษีแบบเพี้ยน ๆ เหล่านี้ด้วย

นายพันศักดิ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นไทยควรเจรจากับสหรัฐว่าเราเข้าใจปัญหาของเขา แล้วเราเป็นคู่ค้ากันมานาน ก็ต้องคุยกันที่จะแก้ปัญหานี้ และที่สำคัญคือตอนนั้นทรัมป์ไม่ได้เก็บแค่ไทย แต่ประกาศภาษีทั้งโลกพร้อมกัน 100 กว่าประเทศ

ผมก็เห็นใจนะ รู้ว่าแต่ละวันทรัมป์ออกกฎหมายใหม่ๆ ออกมา รัฐมนตรีคนนี้พูอย่าง รัฐมนตรีคนนั้นพูดอีกอย่าง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติรัฐบาลไทยเช่นกัน เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราเหมือนกัน ต่อรองกับรัฐบาลใหม่ของเขาให้ดี ซึ่งไทยได้ส่งโน้ตไปแล้วว่าไทยพร้อมที่จะคุยอย่างเป็นมิตร ไม่มีการกล่าวหา

ผมชื่นชมจดหมายของนายกรัฐมนตรีไทยที่ส่งถึงทรัมป์ ไม่มีการกล่าวหา ส่งแบบมิตรจริง ๆ หากถามว่าทางรัฐบาลนี้เตรียมตัวที่จะเผชิญกับปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ผมเข้าใจนะ เพราะมันเพิ่งเป็นรัฐบาลใหม่นโยบายรายวันยังไม่นิ่ง ผมเห็นใจก็พูดตรง ๆ เลย แต่ถ้าถามผมว่า “ผมเตรียมตัวหรือยัง?”

ผมขอตอบเลยว่าผมเตรียมตัวมา 5 ปีแล้วตั้งแต่อ่านหนังสือชื่อ White Trash ของ J.D. Vance ก่อนที่ทรัมป์จะชนะเลือกตั้ง ผมก็เริ่มรู้แล้วว่าทรัมป์น่าจะมา และถ้ามาจริงเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

ซึ่งผมเตรียมไว้ 2 อย่าง คือ

  • เรื่องภาษี หรือที่เรียกว่า “non-tariff barriers” ซึ่งฝั่งอเมริกาเคยแจ้งมานานแล้วว่าไม่พอใจ
  • ภาพใหญ่ของความสัมพันธ์ทางการค้าว่ารัฐบาลใหม่ของอเมริกามองไทยยังไง และเราจะเสนออะไรตอบกลับไป

ทั้งนี้เมื่อดูบัญชีการส่งออกสินค้าไทย จะเห็นว่าบัญชีสินค้าส่งออกที่เป็นวัตถุดิบอาหารจะขึ้นบ้าง ลงบ้าง เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากเป็นอาหารแปรรูปจะค่อยๆ ขึ้นทุกปี แปลว่า เรามีศักยภาพสูงมากในการผลิตอาหารแปรรูป (processed food) นั่นหมายความว่า ไทยมีความสามารถในการจะขยายผลิตอาหาร processed food เพื่อส่งออก ไม่ใช่ขายผลผลิตการเกษตรเฉยๆ

ขณะเดียวกันนั้นอาหารไทยที่เรากินทุกวันนี้อย่างน้อย 30% ของวัตถุดิบมาจากต่างประเทศ ซึ่งมาจาก อินเดีย จีน เมียนมา ซึ่งหมายความว่าหาจะทำ process food ในประเทศไทยเพื่อขายจะต้องนำเข้า นี่คืออนาคตที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องฝันว่าประเทศไทยมีความสามารถในการผลิต process food ผมก็เพิ่งรู้อีกเหมือนกันว่าอาหารหมา-แมว ไทยส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่อย่าลืมว่าวัตถุดิบเราก็ต้องนำเข้า แม้แต่ข้าวโพดที่เราใช้เลี้ยงไก่ ยังไม่พอ ต้องไปซื้อจากพม่ามาเพิ่มอีก

นายพันศักดิ์ กล่าวว่า ผมเลยเสนอแนวทางว่าไทยกับสหรัฐควรเป็น Strategic Partner กันในเรื่องอาหาร ให้สหรัฐผลิตอาหารคุณภาพสูง แล้วส่งมาให้ไทย แล้วไทยก็นำมาผ่านกระบวนการแปรรูป (processed) ทำ process food จากวัตถุดิบคุณภาพ แล้วส่งออกไปขายทั่วโลก ไม่ต้องส่งกลับไปอเมริกาก็ได้แค่ส่งออกต่อไปยังตลาดอื่น ๆ ที่ใหญ่กว่า ก็น่าจะมากพอแล้ว

ที่สำคัญคือตอนนี้ไทยเริ่มเก่งในเรื่อง process food ระดับสูงอย่างเช่น organic food, healthy food, clean label ซึ่งจังหวะก็ดีด้วย เพราะรัฐบาลสหรัฐก็กำลังสนใจเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นนี่แหละคือจุดที่ควรคุยกัน คุยกันอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย

ผมก็เลยย้อนกลับไปถามคำถามเดิมว่า แล้วพื้นที่ของไทยอยู่ตรงไหน? ในเมื่อประเทศอื่นเขาแข่งกันผลิตของเหมือนกันหมด คำตอบผมคือ รสชาติ กับเนื้อสัมผัส (Taste & Texture) สองอย่างนี้แหละที่ copy ยากที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นถ้าเราเก่งเรื่อง process food จริง ๆ ตรงนี้แหละคือพื้นที่ของไทย ระหว่างที่ประเทศอื่นเขาแข่งกันเรื่องเทคโนโลยีเหมือนกันหมด

สิ่งที่ไทยต้องทำต่อจากนี้ คือ

  • ต้องทำ research ให้ชัดเจนว่าแหล่งวัตถุดิบพรีเมียมในเอเชียอยู่ที่ไหนบ้าง
  • แล้วแหล่งวัตถุดิบพรีเมียมในสหรัฐอยู่ตรงไหน? เพื่อที่เราจะเอาของพวกนี้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วส่งออกต่ออีกที หรือแม้แต่เอามากินในประเทศเองก็ยังได้

คุณลองคิดดู เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ อย่าคิดแค่ว่ายื่นหมูยื่นแมว เราไม่ใช่หมู ไม่ใช่แมว เราเหมือนจิ้งหรีดตัวเล็ก ๆ ตัวนึง จะไปยื่นหมูยื่นแมวกับเขามันเทียบกันไม่ติดหรอก

สิ่งที่เราต้องคิด คือ เรามีอะไรที่เขาอยากได้บ้าง เราเข้าใจประชาชนของเขา แต่เขาอาจยังทำอะไรเพื่อตอบสนองคนของเขาไม่ได้ เช่น ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาปีละประมาณ 39 ล้านคน ถามว่าลูกค้าที่จะซื้อของฝากจากอเมริกาในเมืองไทยคือใคร? ก็ 39 ล้านคนนี่แหละ สมมติว่ามีคนอเมริกัน 20 ล้านคนมาเที่ยวเมืองไทยทุกปี เราก็มีลูกค้า potential สำหรับของฝากจากอเมริกาอยู่แล้ว เหมือนเตรียมลูกค้าไว้ให้เขาเลย ไม่ต้องลำบากไปซื้อจากนิวยอร์ก ลอสแองเจลิส ซื้อของฝากที่นี่ก็ได้ นี่แหละตลาดมหาศาลที่คนมองข้ามไป

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย สมัยก่อนผมชอบเล่นกล้อง Leica ไปซื้อมือสองที่นิวยอร์กบ้าง แต่พอมีประสบการณ์มากขึ้น ก็รู้ว่า ถ้าจะซื้อ Leica มือสองจริง ๆ ต้องซื้อที่โตเกียว เพราะญี่ปุ่นเขาเลือกของให้คุณแล้ว ของดี ราคาชัด ไม่โกหก ถามว่ากรุงเทพฯ ทำอย่างนั้นได้ไหม? ถ้าเราขายของคุณภาพจริง ไม่โกหกผู้บริโภค เลือกของก่อนขายให้เขา เราก็เป็น Hub ของของขวัญได้เหมือนกัน หรือจะเป็นศูนย์รวมอาหารพรีเมียมระดับโลกก็ได้ โตเกียวทำได้ กรุงเทพฯ จะทำไม่ได้เหรอ? อย่างเนื้อออร์แกนิกจากอเมริกา คนไทยกินนิดเดียว แต่นักท่องเที่ยวต่างหากที่กิน เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทำอะไรให้เกิดขึ้น ต้องคิดไกลกว่าปลายจมูก

ขณะที่ประเด็นเรื่องสวมสิทธิ์ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาสวมสิทธิ์ไทยไปขายจีน หรือจีนสวมสิทธิ์ไทยไปขายอเมริกา แบบนี้ไม่ได้ ต้องทำให้ถูกกฎหมาย ถ้าบริษัทจีนมาผลิตในไทยอย่างถูกต้อง ได้ตรา Made in Thailand แล้วโดนหาว่าทำผิด เราก็ต้องออกมาปกป้องเขา แต่ไม่ใช่ไปเข้าข้างจีนหรืออเมริกา แบบนั้นไม่ฉลาด หรือบางทีเรื่องแอปเปิลไทยก็เก็บภาษีเวอร์เกินอย่าง 50% อะไรแบบนี้ ทั้งที่ฝรั่งเก็บผลไม้เราแค่ 2–3% ถ้ามันเกินไปก็ลดลงบ้าง ของบางอย่างลดแล้วไม่ได้กระทบใครเลย

ผมกล้าพูดเลยนะว่า ผมเห็นใจคนอเมริกันที่ลำบาก เพราะปรัชญาเศรษฐกิจของอเมริกันแข็งเกินไป มันไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนอเมริกันเลย แล้วสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ คนผิวขาวจำนวนมากตกงาน ชีวิตลำบากมาก มันไม่ใช่แค่ปัญหาของอเมริกา แต่มันกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นอันตรายกับทั้งโลก เพราะงั้นผมจะคิดทุกทางที่ทำให้คนอเมริกันเหล่านี้ได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐให้ได้มากที่สุด เราอยากเห็นสหรัฐเป็นมหาอำนาจที่มีสติ มีอนาคต เพราะมันเป็นประโยชน์กับประเทศไทยด้วย

ส่วนเรื่องสงครามนิวเคลียร์กับจีน ผมไม่เชื่อนะว่าอเมริกาอยากรบกับจีน เพราะมันเสียทั้งเงิน เสียทั้งชีวิต มีคนทำวิจัยจากเพนตากอนออกมาบอกเลยว่าถ้ายิงกันจริง ๆ อเมริกาตาย 200 ล้าน จีนตาย 400 ล้าน แต่จีนยังเหลืออีกเป็นพันล้านคน แล้วแบบนี้จะรบไปทำไม ประเด็นคือ ตอนนี้ในสหรัฐเองก็มีสองความคิด หนึ่งคือ ทำยังไงให้จีนโตช้าลง สองคือ ทำยังไงให้จีนโตไปในระบบที่สหรัฐควบคุมได้ แล้วสำหรับผมนะ ผมว่าในที่สุดคนที่ชอบคิดอะไรมาก ๆ เนี่ย พอเหนื่อย ไม่สำเร็จ ก็จะต้องเริ่มคิดอะไรในเชิงบวกบ้างแล้ว

จีนก็ต้องคิดเหมือนกันว่าจะผลิตอะไรที่มัน sexy, unique จนคนอื่นอยากได้ สหรัฐก็ต้องคิดว่าจะผลิตอะไรจากภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของตัวเองให้มันมีเสน่ห์ แล้วเอามาแลกกัน ไม่ใช่ผลิตของแบบเดียวกันเป๊ะ ๆ อเมริกาทำ Tesla จีนก็ทำ BYD เทคโนโลยีเดียวกันหมด แบบนี้มันไม่มีใครอยากแลกกันหรอก สุดท้ายคุณก็ต้องอยู่ด้วยกันให้ได้ เพราะคุณฆ่ากันไม่ได้แล้วไง แล้วจะอยู่ร่วมกันยังไงล่ะ ผมไม่ได้ห้ามแข่งขันนะ จะเกลียดกันก็ได้ แต่ให้ความเกลียดมันกลายเป็นพลังสร้างสรรค์

เราต้องเป็นประเทศที่ส่งเสริมสันติภาพอย่างแข็งขัน และมั่งมีร่วมกัน ไม่ต้องเข้าข้างใคร ผมไม่รู้จะเข้าข้างทำไม อย่างจีนเนี่ยยังตรวจทุเรียนไทยอยู่เหมือนเดิม อินเดีย เคยนึกไหมว่าสินค้า SME ไทยที่เคยส่งเสริมไว้เมื่อ 30 ปีก่อน ตอนนี้ไปขายน้ำหอม เครื่องใช้ในห้องน้ำให้อินเดียได้มหาศาล ผมยังตกใจเลย มันไม่มีอะไรแน่นอนตลอดไปอย่างที่นายกอังกฤษพูดไว้ แล้วรัฐบาลไทยเองก็พยายามจะเจรจากับทั้งสหรัฐฯ และจีนเหมือนกัน

สุดท้ายผมไม่ได้อยากให้ไทยเข้าข้างใครทั้งนั้น เราต้องยืนอยู่ในจุดที่เราสร้างประโยชน์ร่วมกันได้ คุยกับเขาอย่างสร้างสรรค์ อย่าเอาอารมณ์มาเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญที่สุดอย่าคิดว่าเราตัวเล็กจนไม่มีความหมาย

อ้างอิง : https://youtu.be/SvEFypUMVSc?si=BeT4v4v_INGn-3pm

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...