แพทย์ เตือน “สิงห์พ่นควัน” เสี่ยงเจอโรค ‘EVALI’ ปอดอักเสบรุนแรง ย้ำ บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ทางออก
แพทย์ เตือน “สิงห์พ่นควัน” เสี่ยงเจอโรค ‘EVALI’ ปอดอักเสบรุนแรง ย้ำ บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ทางออก แถมทำให้อัตราเลิกลดลงถึง 27%
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช กล่าวถึงการสูบบุหรี่เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2567 ว่า อย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดี การสูบบุหรี่เกิดจากความอยากลอง พฤติกรรมเลียนแบบ ความต้องการเข้าสังคม หรือบางคนหวังผลในแง่ลดความเครียด อีกทั้งกระแสสื่อโฆษณา รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดหรือทำให้เข้าใจผิด เช่น บุหรี่ไฟฟ้า GEN 5 หรือทอยพอด (TOY POD) ที่มาในรูปแบบตุ๊กตา พกพาง่าย และเหมือนของเล่นจนแยกไม่ออกว่าเป็นสิ่งของอันตราย ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เริ่มต้นการสูบ เมื่อทดลองสูบบุหรี่ หรือบุหรี่ไฟฟ้า ร่างกายจะได้รับสารนิโคติน โดยสารนิโคตินจะถูกดูดซึมทางผิวหนังและเยื่อเมือกที่บุผิว เช่น ปาก จมูก หรือการสูดดมทางปอด
“เมื่อสูดนิโคตินเข้าร่างกาย สารนิโคตินจะเข้าสู่สมองภายในเวลา 8-10 วินาที ออกฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดแดงหดรัดตัว ความดันโลหิตสูงขึ้น หายใจเร็วขึ้น และกระตุ้นสมองส่วนกลาง ทำให้ผู้สูบรู้สึกคลายความเครียด ในคนที่ติดนิโคตินมาก เมื่อหยุดสูบประมาณ 30 นาที จะแสดงอาการอยากนิโคติน ทำให้กระวนกระวาย กังวล ขาดสมาธิ หงุดหงิด มึนศีรษะ เศร้าหมอง นอนไม่หลับ หากกลับไปสูบ อาการดังกล่าวก็จะหายไป” พญ.พวงรัตน์กล่าว
พญ.พวงรัตน์กล่าวว่า สำหรับบุหรี่ไฟฟ้าใช้ระบบการส่งนิโคตินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ไอที่เกิดขึ้นจากบุหรี่ไฟฟ้า มีความร้อนสูง ทำให้เผาทำลายเซลล์เยื่อบุการหายใจ ปริมาณของนิโคตินที่มีความเข้มข้น และอีกทั้งส่วนผสมอื่นๆ ซึ่งแตกต่างกันของแต่ละบริษัท ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงแตกต่างกัน บุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดโรคที่ต่างจากการสูบบุหรี่ธรรมดา ที่รู้จักกันในชื่อ “EVALI” ซึ่งมาจาก E-cigarette or Vaping product use-Associated Lung Injury ซึ่งมีความหมายว่า “อาการปอดบาดเจ็บที่สัมพันธ์กับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการสูบไอ” อาการแสดงได้แก่ ไอแห้ง เหนื่อยเวลาออกแรง อาจมีร่วมกับ อาการไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยตัว อาการเกิดขึ้นเร็ว ในหลักวัน สัปดาห์ หรือเพียงไม่กี่เดือน หลังสูบบุหรี่ไฟฟ้า ภาพทางรังสีปอดพบปอดอักเสบรุนแรง โดยตรวจไม่พบสาเหตุจากการติดเชื้อ เกิดภาวะพร่องออกซิเจนได้รุนแรง จนหลายรายเกิดภาวะหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้
“บางคนอยากเลิกบุหรี่ แต่เลิกไม่ได้ จึงหาทางเลือกใหม่ด้วยการหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพราะเชื่อว่ามีความปลอดภัยกว่า อันตรายน้อยกว่า และช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ จากข้อมูลพบว่า ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีอัตราการเลิกบุหรี่เพียงร้อยละ 5-9 และมีข้อมูลว่า หากคนที่สูบบุหรี่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวช่วยเลิกบุหรี่เทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทน ทำให้โอกาสเลิกบุหรี่ลดลง 27 เปอร์เซ็นต์” พญ.พวงรัตน์กล่าว
พญ.พวงรัตน์กล่าวต่อว่า เมื่อมีการสูบบุหรี่ ทั้ง 2 รูปแบบ ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เวียนหัว วิงเวียน การนอนหลับผิดปกติ ปวดศีรษะ หลอดเลือดสมองหดตัวเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลต่อพัฒนาการของสมองทั้งต่อทารกในครรภ์ เด็ก และวัยรุ่น, ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ภาวะหลอดเลือดแข็ง ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว และหัวใจเต้นผิดจังหวะ, ระบบหายใจ ส่งผลให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หลอดลมหดเกร็ง และโรคมะเร็ง และระบบทางเดินอาหาร ผู้สูบจะเกิดแผลในกระเพาะอาหาร อาการคลื่นไส้ ปากแห้ง กรดไหลย้อน หรือมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ส่วนการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบสูงขึ้นร้อยละ 71, โรคหัวใจวายเฉียบพลันสูงขึ้นร้อยละ 59 และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดสูงขึ้นร้อยละ 40
พญ.พวงรัตน์กล่าวว่า สำหรับการเลิกบุหรี่นั้น จะส่งผลดีกับผู้ที่เลิกบุหรี่ทันที โดยภายใน 24 ชั่วโมงหลังหยุดสูบบุหรี่ ระดับนิโคตินจะไม่หลงเหลืออยู่ในร่างกาย ภายใน 48-72 ชั่วโมง ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในเลือดจะกลับสู่ปกติ หลังเลิกบุหรี่ 1-12 เดือน อาการไอ อาการเหนื่อยลดลง การทำงานของระบบการหายใจจะดีขึ้น หลังเลิกบุหรี่ 1-2 ปี ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันลดลง หลังเลิกบุหรี่ 3-6 ปี อัตราเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดลดลงครึ่งหนึ่ง หลังเลิกบุหรี่ 5-10 ปี อัตราเสี่ยงโรคมะเร็งช่องปากและกล่องเสียง ลดลงครึ่งหนึ่ง ลดปัจจัยเสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบ หลังเลิกบุหรี่ 10 ปี อัตราเสี่ยงโรคมะเร็งปอดลดลงครึ่งหนึ่ง ลดอัตราเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ไต
“หลังเลิกบุหรี่ 15 ปี อัตราเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด จะเทียบเท่าคนไม่สูบบุหรี่ และหลังเลิกบุหรี่ 20 ปี อัตราเสี่ยงโรคมะเร็งช่องปาก กล่องเสียง ตับอ่อน จะเทียบเท่าคนไม่สูบบุหรี่ อัตราเสี่ยงโรคมะเร็งปากมดลูกลดลงครึ่งหนึ่ง” พญ.พวงรัตน์กล่าว
พญ.พวงรัตน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปอดที่เหมาะสมเป็นอีกหนึ่งวิธีที่นำไปสู่การเฝ้าระวัง การติดตาม และการรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ (Dual Energy Low Dose Chest CT Scan For Lung Cancer Screening) เมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยง ประกอบด้วย 1.ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป สูบบุหรี่จัด มีบุคคลในครอบครัวสูบบุหรี่ หรือรับควันบุหรี่ (ควันบุหรี่มือสอง) 2.สูบบุหรี่ตั้งแต่ 20 มวนต่อวัน ติดต่อกัน 20 ปีขึ้นไป หรือเทียบเท่า 3.ยังสูบบุหรี่อยู่ หรือหยุดสูบน้อยกว่า 15 ปี 4.ผู้ที่มีความเสี่ยงทำงานใกล้ชิดสารเคมี สารกัมมันตรังสี สัมผัสฝุ่นควัน หรือมลพิษทางอากาศเป็นระยะเวลานาน และ 5.มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งปอด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แพทย์ เตือน “สิงห์พ่นควัน” เสี่ยงเจอโรค ‘EVALI’ ปอดอักเสบรุนแรง ย้ำ บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ทางออก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th