พื้นที่แห่งโอกาสและการเรียนรู้ ATT19 กับ “มุก-พรทิพย์” ผู้ก่อตั้งที่มุ่งหวังทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
LSA Thailand
อัพเดต 28 ก.ค. 2567 เวลา 16.04 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2567 เวลา 04.00 น. • Lifestyle Asia Thailandพบกับ 50 ICON ของ Lifestyle Asia บุคคลผู้ทรงอิทธิพลต่อความคิด การทำงาน และไลฟ์สไตล์จากมุมมองของคนรุ่นใหม่ สู่ความสำเร็จอันน่าทึ่งในอาชีพการงานของพวกเขา และนี่คือเรื่องราวของ “มุก-พรทิพย์ อรรถการวงศ์ ผู้ก่อตั้ง ATT19 กับความมุ่งหวังที่จะทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด
ATT19 เป็นพื้นที่แห่งโอกาสและประสบการณ์ศิลปะรูปแบบใหม่ที่เปิดตัวมาแล้วกว่า 5 ปี ภายใต้การนำของ “มุก-พรทิพย์ อรรถการวงศ์” ครั้งนี้เราพาค้นพบถึงตัวตนของเธอ ผู้เก็บแต้มประสบการณ์ในแวดวงศิลปะตั้งแต่เยาว์วัย จวบจนการเปิด ATT19 เป็นของตัวเอง การทำงานตั้งแต่เดย์วันที่คนไม่เข้าใจพื้นที่ จนตอนนี้กลายเป็นที่พึ่งให้คนรุ่นใหม่ และความเชื่อมั่นในหัวใจลึกๆ ที่เธอเล่าว่า “เเค่ขอทำพาร์ทของตัวเองให้ดีที่สุดก็แล้วกัน”
อัพเดตหน่อยว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง
“หลายอย่างอยู่ค่ะ (ยิ้ม) ตอนนี้ที่แกลเลอรี่ ATT19 ก็ยังคงรันไปเรื่อยๆ ตามตารางเเต่ที่น่าตื่นเต้นอาจจะเป็นนิทรรศการปลายปี ที่เรากําลังจะทํากับ I Wanna Bangkok ค่ะ จริงๆ เราได้ทำงานกับ I Wanna Bangkok มาร่วม 5 ปี เเล้วซึ่งครั้งสุดท้ายที่เราทำ Youth Expo คือปี 2019 เราเป็นธุรกิจที่เปิดขึ้นพร้อมๆ กัน และมี shared value ในการที่เราอยากสนับสนุนความสร้างสรรค์ของเด็กรุ่นใหม่ ทำให้มันเป็นการทํางานร่วมกันที่สนุกมากค่ะ นอกเหนือจากนั้นมุกก็ช่วยบริหารธุรกิจ Boutique Hotel ของครอบครัวชื่อ COCOON BKK มุกเองดูเรื่องของครีเอทีฟไดเร็คชั่น เป็นอาร์ตไดเรก แล้วก็บริหารในเชิงประสบการณ์ของเเขก ซึ่งก็มีคุณพ่อคุณแม่ช่วยดูอยู่ด้วย”
“อีกอย่างที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ มุกได้เปิดบริษัทใหม่กับแฟน (ดีไซเนอร์ พีท- ธีรพจน์ ธีโรภาส) ชื่อ -ade (เอ ดี อี) จริงๆก็คือเป็นสิ่งที่เราทําที่แกลเลอรี่นั่นแหละเเต่หันมาทำให้เเบรนด์และบริษัทที่อยากนําเสนอโปรดักส์ ผ่าน Experience Activation มุกกับแฟนเราช่วยกันคิวเรตงานที่ ATT19 อยู่เเล้วเเละในเวลาเดียวกันเราก็อยากทําอะไรที่รู้สึกว่ามันสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศเราด้วย มุกมองว่าตัวเองเป็นคนที่มีหลายมุมมองจากคนที่เป็นเจ้าของแกลเลอรี่ เป็น Micro Influencer และคนที่เรียนจบแฟชั่นมา ผ่านประสบการณ์ทำงาน ส่วนตัวเรารู้สึกว่า อีเว้นต์ไม่ได้ตอบโจทย์ในการสร้าง meaningful relationship กับลูกค้าได้เเล้ว นิทรรศการสามารถที่จะจับใจคนได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นงานอาร์ตหรืองานดีไซน์ เพราะคนมีโอกาสได้เห็นไปถึงเบื้องหลังการทำงาน เราก็เลยอยากเอาสิ่งนี้หยิบยื่นมาให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ผ่านการเล่าเรื่องเเบบงานศิลปะ เเละการ curate experience จึงเปิดบริษัทนี้กับแฟนขึ้นมา”
ทำไมถึงตัดสินใจเลือกทำงานด้านศิลปะ
“เราโตมากับครอบครัวที่ทํางานศิลปะอยู่เเล้ว คืออาจจะไม่ใช่ศิลปะแบบที่เห็นใน ATT19 แต่ว่าเป็นเชิงของงานแอนทีค คุณพ่อคุณแม่ (Lek Gallery) อยู่ในวงการมาตั้งแต่ปี 1975 เเละทําธุรกิจอยู่ในเจริญกรุงตั้งแต่แรกๆ ก่อนที่จะมาเป็น Creative District ในทุกๆ วันนี้ (ยิ้ม) คุณพ่อคุณเเม่จะสอนเราตลอดว่าสิ่งที่ป๊ากับแม่ทํามันพิเศษมาก เพราะเรามี privilege ที่สามารถที่จะ work and play ได้ เวลาคุณพ่อคุณเเม่ไปทริป เขาจะไม่ได้ไปเที่ยวอย่างเดียวแต่เขาไป sourcing ไปพบปะศิลปิน และหาอะไรใหม่ๆ กลับมาที่เเกลเลอรี่ตลอด ความสร้างสรรค์ของคุณพ่อคุณเเม่ เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เราอยากไปเรียนแฟชั่นด้วย แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่มีความหมายจริงๆ สำหรับเราคือการที่เราได้กลับมาทําอะไรกับที่บ้าน เเละได้บริหารในเเบบที่เราชอบในที่ที่เรารัก”
“ช่วงปีแรกๆ ที่ทำเเกลเลอรี่ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็น Imposter Syndrome นะ* เพราะเราไม่ได้เรียนอาร์ตมาหรือการ curate มา แล้วพอเรามี ATT19 ต้องบริหาร และด้วยความที่เรารู้ว่า เราอยากพลักดัน หรือพูดเรื่องอะไร เราเลยกลายเป็นคิวเรเตอร์แบบจำเป็น เพราะต้องการที่จะนําทิศทางนิทรรศการในรูปเเบบของตนเอง คือจริงๆ เราก็พอรู้แหละว่าในนิทรรศการต้องมีอะไรบ้าง ผ่านประสบการณ์ การได้เสพ ได้เห็น ได้เรียนรู้ เเต่มันก็ไม่ง่ายเลย เเละทุกๆ วันนี้ก็ยังมีอะไรที่ท้าทายเราเเละต้องเรียนรู้อีกเยอะ”
*ความคิดว่าตนเองด้อยความสามารถ (Imposter Syndrome) หมายถึง ภาวะที่ทำให้บุคคลคิดว่าตนเองนั้นด้อยประสิทธิภาพหรือด้อยความสามารถ ไม่คู่ควรกับความสำเร็จที่ได้รับมา เนื่องจากคิดว่าความสำเร็จนั้นเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่จากความสามารถของตนเอง เช่น โชค หรือความผิดพลาดอื่นๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงกลัวว่าจะถูกผู้อื่นค้นพบว่าตนเองเป็นคนหลอกลวง ถึงแม้ว่าตนเองจะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีประสิทธิภาพหรือมีความสามารถอย่างแท้จริงก็ตาม – Psy.chula.ac.th
การทำงานของ ATT19
“ต้องบอกก่อนว่าเรามองตัวเองเป็น Secondary Market Gallery เราตั้งใจเสิร์ฟคนทั่วไปที่อยากรู้จัก เรียนรู้ และ อยากที่จะ incorporate ศิลปะเข้าไปในชีวิต ชั้นแรกของแกลเลอรี่เป็น lifestyle and home decor ผสมงานศิลปะ เป็นเหมือนเทสเตอร์ ว่าเราจะใช้ศิลปะในอิริยะบทไหนได้บ้าง ส่วนชั้นสองเป็นพื้นที่นิทรรศการที่เราจัดทุกๆ 2 เดือน ภายใต้ธีมต่างๆ โดยที่เรานำเสนอศิลปินไทยและศิลปินหน้าใหม่เป็นหลัก ในรอบปีหนึ่งก็จะมีโชว์ที่ไฮไลท์งานแอนทีคของคุณพ่อคุณแม่ด้วย เพื่อเป็นการ honor heritage ของที่บ้าน”
“หลายๆ ครั้งคนเข้าใจผิดว่าเราเป็นพิพิธภัณฑ์ เเต่เราเพียงมองว่าหากมีพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเชิงไหน เราก็มีหน้าที่ในเเบบของเราสําหรับการให้ความรู้ หรือการพัฒนาความสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันเราก็ยังเป็น Commercial Gallery และต้องทำให้งานของเราล่อเลี้ยงเป็นธุรกิจให้ได้”
ประเทศไทยเราพร้อมหรือยังสำหรับงานศิลปะ
“เอาจริงๆ เรื่องว่าเราพร้อมหรือไม่พร้อม มุกเเอบรู้สึกว่ามันเป็นคําถามที่เราต้องหยุดถาม สำหรับมุกจากมุมมองคนที่มีโอกาสได้เรียนที่ต่างประเทศตั้งเเต่ยังเล็ก มุกไม่ได้มองว่าการเรียนต่างประเทศดีกว่าการอยู่เมืองไทย เรามองว่ามันเป็นเพียงประสบการณ์ที่เเตกต่างเท่านั้นเอง เเละการที่อยู่เมืองนอกนั้นก็ไม่ได้แปลว่าดีกว่าอยู่เมืองไทย มุกเชื่อว่าถ้าเราเปลี่ยนมุมมองนี้ ประเทศไทยจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้มาก คนจากเมืองนอกเขาอิจฉาและอยากได้ทํางานกับ resources ที่เรามีด้วยซํ้า เพราะเราเป็นเมืองที่ยังมีงานคราฟต์แมนชิป งานหัตถกรรม และช่างฝีมือมากมาย เรื่องของการเสพศิลป์มุกไม่ได้มองว่าต้องเป็นใคร หรืออยู่ระดับไหนถึงจะเสพได้ ถามว่าศิลปะคืออะไร ศิลปะมันคือเรื่องของการใช้ชีวิต การเป็นอยู่”
ATT19 ขึ้นมาช่วงพีคที่สุดตรงไหน
“จริงๆ มันเร็วมากจนไม่แน่ใจเลย เเต่มุกมองความสําเร็จของเราในรูปแบบ small milestones มากกว่า ช่วงแรกที่เปิดเป็นช่วงดีไซน์วีค ที่เราสปอนเซอร์พื้นที่ให้กับดีไซเนอร์ 15 คน ด้วยความที่เราเป็นพื้นที่ใหม่ คนก็มาเยอะมาก เพราะเขาสงสัยว่ามันคืออะไร ปีที่ 2-3 เป็นช่วงเวลาที่เราได้สร้างคอมมูนิตี้ของเราจริงๆ เราพยายามโฟกัสในสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการคอนเนคกับคนของเรา มุกว่ามันไม่ใช่อะไรที่เกิดขึ้นข้ามคืนแบบนั้น เเละถือเป็นความสำเร็จที่มุกภูมิใจที่สุด สำหรับมุกคนดูสำคัญกว่าลูกค้าอีก เพราะพวกเขาคือกระบอกเสียงที่สนับสนุนเรา จริงๆ ต้องให้เครดิตคอมมูนิตี้ที่เห็นเราในสิ่งที่เราเป็นจริงๆ และเห็นความตั้งใจของเรา”
จะวางรากฐานให้ ATT19 เติบโตไปในทางไหน
“เรายังมองว่าธุรกิจเราเป็นธุรกิจเล็กๆ อยู่ มันมีแค่เรา คุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว กับเเฟนเอง (ยิ้ม) สเกลเราเล็กมากแต่คนภายนอกอาจจะมองว่าเราทำอะไรเยอะ สำหรับธุรกิจเราไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมาก เราแค่หวังว่าสิ่งเล็กๆ ที่เราทํามันจะสร้างแรงกระเพื่อมได้ ใน 10 ปีเราก็ยังหวังว่าเรายังจะมีแรงทําได้เหมือนเดิมนะ”
“อีกอย่างที่สำคัญมากๆ สำหรับมุกคือเราอยากจะเป็น Spokesperson ให้กับใครหลายคนที่ไม่มีโอกาส หรือไม่มีแพลตฟอร์ม มุกว่า ATT19 ทําหน้าที่เป็นคนผลักดันและ highlight talents เราอาจจะไม่ได้ส่งคุณไปถึง The Biennale ได้ เเต่เราก็ภูมิใจที่เห็นศิลปินที่โชว์งานที่เราได้เติบต่อในวงการอย่างสวยงาม แล้วเราก็แพลนในทุกๆ ปีว่าเราอยากทำเรื่อง Cultural Exchange มากขึ้น เราหวังว่าจะมีโอกาสหาคนเก่งๆ มาให้คนไทยได้เห็นได้รู้จัก เราอยากให้คนเห็นคุณค่าของงานจริงๆ”
การส่งต่อโอกาส อีกหนึ่งเป้าหมายที่มุกอยากทำ
“มุกมองว่ามันคือ Bare Minimum ที่เราทำได้นะ ถ้ามันมีคนคนหนึ่งที่สามารถช่วยคนหนึ่งได้ เราก็อยากจะเป็นคนนั้น เพราะเราก็เคยโดนช่วยมาก่อน สมัยเป็นนักเรียนที่นิวยอร์ก มุกเคยได้ที่จัดงานเเสดงหนังสั้นของมุกเเบบฟรีๆ มุกกับเจ้าของพื้นที่คุยกันทางโทรศัพท์ เขาบอกกับมุกว่า เราทำให้เขานึกถึงตัวเขาในตอนเด็ก เขาไม่รู้หรอกว่าเราเป็นใคร แต่เขาเชื่อในตัวเรา ตอนนั้นมันเป็นความรู้สึกที่เราไม่เคยลืม เลยอยากส่งต่อความรู้สึกนั้น มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อมาก ถ้าเราเป็นใครได้ เราก็อยากจะเป็นเขาคนนั้น (ยิ้ม) เเละมันไม่ใช่ว่าใครจะหยิบยื่นโอกาสให้เราตลอดนะ เราเองก็ต้องไดรฟ์ตัวเองเเละเชื่อในตัวเองด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทําให้เรามาสอนเด็กที่นี่ได้ว่า ต้องทําอย่างไรถ้าอยากได้โอกาส แล้วตัวเราในฐานะคนให้โอกาสต้องทําอย่างไรด้วยเหมือนกัน”
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
The information in this article is accurate as of the date of publication.