สุจิตต์ วงษ์เทศ : โอท็อป และลายบ้านเชียง พลังสร้างสรรค์ขายทั่วโลก
โอท็อป – ลวดลายฝีมือช่างดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ในไทยมีไม่น้อย เหมาะสำหรับใช้เป็นแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานร่วมสมัย แต่มักถูกด้อยค่าจากพวกลายกระหนก เลยทำให้สังคมไทยไม่คุ้นเคยของดีมีอยู่ จึงไม่เอาไปสร้างสรรค์เป็นสินค้า ดังกรณีลายบ้านเชียง จ.อุดรธานี เมื่อทักษิณ ชินวัตร เล่าเรื่องโอท็อปบนเวทีปราศรัยที่อุดรธานี
นายทักษิณ ชินวัตร กล่าวตอนหนึ่งว่าเมื่อก่อนตอนที่ผมอยู่โอท็อปเลื่องลือมาก แต่ตอนนี้หายไปเยอะ หากโอท็อปได้รับการปรับปรุงเหมือนสมัยที่ตนอยู่ คงจะขายได้เยอะ และจะทำให้พี่น้องมีรายได้เพิ่มขึ้น
นายทักษิณกล่าวอีกว่าตนใช้เงินส่วนตัว 300 ล้านบาท จ้างชาวฝรั่งปรับปรุงโอท็อปครั้งใหญ่ ฝรั่งคนนี้เป็นคนทำภาพลักษณ์ให้ซัมซุง เป็นคนที่รู้เรื่องหนังเกาหลีอย่างดี ท่านเคยเห็นผ้าพันคอแอร์เมสไหม ผืนละ 5 หมื่นบาท ทั้งๆ ที่ต้นทุน 1 หมื่นบาทเท่านั้น เพราะออกแบบลายม้า ไปใส่อานม้า ไปใส่หลายอย่าง วันนี้เขาเอาลายบ้านเชียงไปใช้ เอาไปออกแบบเป็นช้อนส้อม โต๊ะถ้วยชามออกมา ตนคิดว่าเข้าท่า และนี่แหละเป็นแนวปรับปรุงโอท็อปให้ขายทั่วโลกได้ ล่าสุดได้เตรียมตัวแล้ว จะมาเสนอนายกฯ โดยที่ไม่ต้องออกตังค์ เพราะตนจ่ายไปแล้ว
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยนายศราวุธ เพชรพนมพร ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุดรธานี ในนามพรรคเพื่อไทย (พท.) หาเสียง โดยมีประชาชนมารอฟังการปราศรัยกว่า 5,000 คน ที่ตลาดศรีธัญวา อ. บ้านดุง จ. อุดรธานี วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.30 น.
(ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_4897901)
เรื่องแรก โอท็อปเป็นสิ่งดีวิเศษสุดที่ผลักดันสินค้าบ้านๆ ที่มีคุณภาพขึ้นห้างอย่างไม่เคยมีมาก่อน และยังขายได้มากในตลาดทั่วไป ดังนั้นควรเอาชื่อโอท็อปคืนมา แล้วลงทุนกระตุ้นเพิ่ม
เรื่องหลัง เกี่ยวกับลายบ้านเชียงที่คุณทักษิณบอกเล่า ผมฟังไม่เข้าใจว่าใครทำ? ทำที่ไหน? ของใคร? แต่เป็นเรื่องสำคัญสุดยอดมากในประเด็นหลักคือเลือกสรรลายบ้านเชียงไปทำให้สมัยใหม่เป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน
ความคิดอย่างนี้แหละที่ได้เขียนบอกรัฐบาลมาหลายครั้ง แต่ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวจากกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)
ลายบ้านเชียงมีความหมายมาก ถ้าใส่ความหมายเข้าไปด้วยจะยิ่งมีค่ามหาศาลจะหาหลักฐานมาบอกดังนี้
ขวัญของคนบนลายบ้านเชียง
ลายบ้านเชียงเป็นลายขวัญของคนและอื่นๆ อีกมาก มีรูปร่างคล้ายวงก้นหอยหรือลายนิ้วมือ มีหลายแบบ และมีรูปร่างต่างๆ กัน วาดบนผิวด้านนอกของหม้อบ้านเชียง แต่ต้องการสื่อว่าสู่ขวัญของคนที่นอนราบแล้วถูกฝังอยู่นั้น
ดังนั้น ลายบ้านเชียงอยู่ตรงไหน? หมายถึงสิ่งนั้นมีชีวิตตามความเชื่อของคนสมัยโน้น
หม้อบ้านเชียง อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในหลุมฝังศพบ้านเชียง (อ. หนองหาน จ. อุดรธานี) ลุ่มน้ำสงคราม ภาคอีสานตอนบน และพบทั่วไปบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขงแถบนั้น
ขวัญคือพลังสร้างชีวิต
ขวัญเป็นพลังสร้างความมีชีวิตให้สิ่งต่างๆ ถ้าไม่มีขวัญ สิ่งนั้นก็ไม่มีชีวิต ดังนั้นคนตายคือคนที่ไม่มีขวัญ แต่ขวัญไม่ตาย และยังทรงพลังไม่ขาดหาย (ในความเข้าใจสมัยนั้น)
ขวัญ หมายถึงส่วนที่ไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น แต่เคลื่อนไหวได้ ลักษณะเป็นหน่วย มีหลายหน่วย แต่ละหน่วยสิงสู่อยู่กระจายตามส่วนต่างๆ ของคน, สัตว์, พืช, สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้, อาคารสถานที่ เป็นต้น
ขวัญสัตว์ เช่น ขวัญวัว, ขวัญควาย ฯลฯ
ขวัญพืช ได้แก่ ขวัญข้าว ฯลฯ
ขวัญสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น ขวัญเกวียน, ขวัญล้อเลื่อน ฯลฯ
ขวัญอาคารสถานที่ ได้แก่ ขวัญลาน (นวดข้าว), ขวัญยุ้ง, ขวัญเรือน, ขวัญบ้าน, ขวัญเมือง เป็นต้น
[ขวัญ เป็นคำร่วมสุวรรณภูมิ ได้จากคำจีนว่า “กวั๋น” มีใช้ในหลายเผ่าพันธุ์แต่ออกเสียงต่างกัน นานเข้าก็เรียกต่างกันไปโดยหมายถึงอย่างเดียวกัน]
ขวัญ คือส่วนที่ไม่เป็นตัวตน จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น ลักษณะเป็นหน่วยๆ เคลื่อนไหวได้ มีหลายหน่วย แต่ละหน่วยสิงสู่อยู่กระจายตามส่วนต่างๆ ของสิ่งนั้น โดยมีความสำคัญมากเท่ากับส่วนที่เป็นตัวตน
ขวัญแต่ละคนมีจำนวนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อของกลุ่มชนนั้นๆ เช่น ไทดำในเวียดนามเชื่อว่า “มีราว 80 ขวัญ อยู่ข้างหน้า 30 อยู่ข้างหลัง 50 ขวัญ” และ “ขวัญเป็นองค์ประกอบสำคัญอันจะขาดไม่ได้ของชีวิต มีขวัญจึงมีชีวิต”
[ชาติพันธุ์นิพนธ์การตาย โดย ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร ในหนังสือ ทฤษฎีบ้าน เมืองฯ สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553 หน้า 150]
ขวัญบนหัวตรงกลางกระหม่อม เรียก จอมขวัญ (หรือขวัญกก) นอกนั้นเรียกตามชื่ออวัยวะ เช่น ขวัญหู, ขวัญตา, ขวัญใจ, ขวัญมือ, ขวัญแขน, ขวัญขา, ฯลฯ
จอมขวัญ อยู่บนหัว
ขวัญสำคัญของทุกคนเรียกจอมขวัญ ล้วนสิงในกะโหลกบนหัวกบาลตรงกลางกระหม่อม บริเวณที่โคนเส้นผมขึ้นชนกันเป็นวงเหมือนก้นหอย
เชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความมีชีวิตของคน ต้องดูแลรักษาไม่ให้ถูกกระทำรุนแรง เพราะถ้ากระทบกระเทือนจนขวัญเสียขวัญหาย ย่อมเป็นอันตรายถึงชีวิต เจ้าของขวัญล้มตายได้
ดังนั้น คนทั้งหลายจึง “ถือหัว” หมายถึง ยกย่องหวงแหนหัว เสมือนอวัยวะศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เป็นตัวแทนของความมีชีวิต จึงไม่ให้คนอื่นล่วงล้ำหัว เช่น เล่นหัว, ลูบหัว, ตบหัว, เขกหัว, ข้ามหัว ฯลฯ เมื่อเพ็ดทูลพระเจ้าแผ่นดินเพื่อขอความเป็นมงคลของชีวิตต้องอ้างถึงขวัญเพื่อขอความมั่นคงด้วยถ้อยคำว่า “ปกเกล้าปกกระหม่อม”
ขวัญเดียว, สองขวัญ บนหัวของคนตรงกลางกระหม่อมมักมีขวัญเป็นวงเหมือนก้นหอย คนส่วนมากมีกลุ่มเดียวเรียก ขวัญเดียว บางคนมีสองกลุ่มคู่กันเรียก สองขวัญ
คนแต่ก่อนสร้างคำคล้องจองล้อเลียนคนมีขวัญอย่างนี้ว่า
ขวัญเดียว เขียวหมาวัด, สองขวัญ ขยันหาผัว (หาเมีย)
[ถ้าคนมีสองขวัญเป็นหญิง ล้อว่าขยันหาผัว ถ้าเป็นชายว่าขยันหาเมีย]
สู่ขวัญ วธ.
กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ควรทำงานหลักเป็นสำคัญ คืองานทางวัฒนธรรมเพื่อพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่งานการตลาดขายของที่ขาดประสบการณ์อย่างที่ถูกสั่ง ให้ทำผ่านๆ มา
งานหลักทางวัฒนธรรมคือกระตุ้นสังคมให้รับรู้ความหมายแท้จริงของมรดกทางวัฒนธรรมอันมีคุณค่า และมีพลังสร้างสรรค์เพิ่มมูลค่าด้วยการแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนาน ผ่านสื่อสาธารณะและอีเวนต์เชิงวิชาการ ดังกรณีขวัญบนลายหม้อบ้านเชียงที่คุณทักษิณ ชินวัตร แนะนำ
วธ.ขวัญหาย ดังนั้นต้องร่วมกันเรียกขวัญสู่ขวัญคืนสู่ความเป็น วธ. สากล
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : โอท็อป และลายบ้านเชียง พลังสร้างสรรค์ขายทั่วโลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th