โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ยุทธการคีมหนีบ” ยุทธศาสตร์ทัพพม่าก่อนเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 คืออะไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ธ.ค. 2567 เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2567 เวลา 07.39 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - (ซ้าย) ภาพจิตรกรรมแสดงเหตุการณ์กองทัพพม่าโจมตีกรุงศรีอยุธยา สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 จากอนุสรณ์สถานแห่งชาติ (ขวา) แม่ทัพพม่า (ภาพจาก Wikimedia Commons)

ในสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2307-2310 พระเจ้ามังระทรงต้องการจัดการอยุธยาทันทีหลังขึ้นครองราชสมบัติ ซึ่งยุทธศาสตร์ที่พม่าใช้บุกอยุธยาครั้งนั้นคือ “ยุทธการคีมหนีบ” เพื่อตัดกำลังฝ่ายอยุธยาในฐานะผู้ตั้งรับ

สำหรับ “แต้มต่อ” ที่อยุธยามีเหนือพม่าทุกครั้งเมื่อเป็นฝ่ายตั้งรับในพระนครนั้น ประการแรก อยุธยาเป็นเกาะ มีแม่น้ำล้อมรอบ ทั้งมีกำแพงพระนครที่มั่นคง ประการที่สอง บริเวณรอบพระนครจะมีน้ำหลากท่วมทุกปีช่วงฤดูฝน ทัพศัตรูจะแข็งแกร่งและมากมายขนาดไหนก็มีระยะเวลาปิดล้อมที่จำกัด คือช่วงฤดูแล้ง

ประการสุดท้าย อยุธยามีกำลังหนุนจากหัวเมืองในอาณัติ ที่สามารถยกมาช่วยตีกระหนาบทัพใด ๆ ก็ตามที่ปิดล้อมพระนครอยู่ได้

อังวะจึงใช้ยุทธการคีมหนีบ เพื่อ “จัดการ” กลยุทธ์ของฝ่ายอยุธยาในประการสุดท้าย

“ยุทธการคีมหนีบ” ยุทธศาสตร์พระเจ้ามังระ

ยุทธศาสตร์สงครามของพระเจ้ามังระเริ่มจากการขยายอำนาจสู่ล้านนา มณีปุระ ฉาน เชียงตุง เชียงรุ่ง สิบสองปันนา กระทั่งถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2370 พระองค์ก็ทรงส่งทัพ 2 สายเข้าตีอยุธยา ประกอบด้วย

สายที่ 1นำโดย เนเมียวสีหบดีหรือ“เนมะโยสีหะปะเต๊ะ” ประกอบด้วย 28 กองทัพ เคลื่อนออกจากอังวะมุ่งมาทางทิศเหนือของอาณาจักรอยุธยา เพื่อสยบเชียงใหม่และหัวเมืองล้านนาทั้งหมด ต่อด้วยยึดหลวงพระบาง (ล้านช้าง)

สายที่ 2นำโดย มังมหานรธาหรือ “มหานรทา”ประกอบด้วย 20 กองทัพ มุ่งลงใต้เพื่อเกณฑ์กำลังจากหงสาวดี เมาะตะมะ มาสบทบ แล้วตีหัวเมืองมอญ ทวาย มะริด ตะนาวศรี

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือ “ยุทธการคีมหนีบ” (Pincer strategy) คือบุกจากด้านทิศเหนือและใต้แล้วมุ่งสู่กรุงศรีอยุธยาที่อยู่ตรงกลาง เป้าหมายเพื่อตัดกำลังหัวเมืองที่รายล้อมราชธานี มิให้เป็นกำลังตัวช่วยยามวิกฤตขณะกองทัพอังวะปิดล้อมพระนคร

ใช่ว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาจะนิ่งดูดายต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าวของฝ่ายอังวะ พงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบองบันทึกว่า “ก่อนทัพทวายและเชียงใหม่จะยกมาถึง พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้รวบรวมประชาชนและยุทธสัมภาระในเขตชานพระนครมาไว้ในกำแพงเมือง ให้เตรียมการป้องกันพระนครอย่างรัดกุม ขุดคู ก่อมูลดิน เอาปืนใหญ่และเครื่องยิ่งพลุขึ้นประจำเชิงเทินจนดูแล้วไม่ต่างจากปราการเหล็ก”

อย่างไรก็ตาม กองทัพฝ่ายเหนือของเนเมียวสีหบดีสามารถปราบหัวเมืองล้านนาได้อย่างหมดจด จากนั้นจัด 71 ทัพ ประกอบด้วยไพร่พลทั้งพม่า มอญ ไทใหญ่ และสยาม มุ่งลงสู่อยุธยา

ด้านกองทัพฝ่ายใต้ของมังมหานรธา หลังประสบความสำเร็จในภูมิภาคตะนาวศรี ได้เข้าตีเมืองเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ไปถึงกาญจนบุรี ยึดหัวเมืองตะวันตกของอยุธยาทั้งหมด จัด 57 ทัพ ที่ประกอบด้วยไพร่พลพม่า มอญ สยาม กะเหรี่ยง มุ่งเข้าล้อมกรุงฯ ประสานกับทัพของเนเมียวสีหบดี

แม่ทัพทั้ง 2 ยึดหลักการเดียวกันคือจะไม่เคลื่อนพลเข้าปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาจนกว่าจะยึดครองหัวเมืองรอบนอกทั้งหมดได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นไปตามยุทธศาสตร์การตัดขาดกำลังสนับนุนจากหัวเมืองที่จะเข้าไปช่วยอยุธยา ทำให้ราชธานีถูกบีบให้จนตรอก เหลือเพียงปราการธรรมชาติ ความแข็งแกร่งภายในพระนคร และฤดูน้ำหลากเป็นที่พึ่งสุดท้าย

แต่ค่ายพม่าทั้ง 27 ค่ายที่ปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถเอาชนะทุกข้อได้เปรียบที่อยุธยาหวังใช้ประโยชน์ได้ ท้ายที่สุด วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 อยุธยาก็พ่ายแพ้ “เสียกรุง” แก่กองทัพอังวะอย่างสมบูรณ์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุเจน กรรพฤทธิ์. นับถอยหลัง อวสานกรุงศรีฯ ๒๔๘ ปี “วันกรุงแตก”. สารคดี ฉบับเมษายน 2558.

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ บทนำเสนอ ; นายต่อ แปล. (2545). มหาราชวงษ์ พงษาดารพม่า. กรุงเทพฯ : มติชน.

นิยะดา เหล่าสุนทร. อยุธยาพิโรธใต้ เพลิงกัลป์ : บันทึกของผู้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2.ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2557

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 ธันวาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ยุทธการคีมหนีบ” ยุทธศาสตร์ทัพพม่าก่อนเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 คืออะไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...