ตลาด mai บันไดก้าวแรกสู่การเติบโต
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในทศวรรษที่ 6สร้างตลาดทุนเพื่อทุกคน เน้นบังคับใช้กฎหมายดีขึ้น เพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนและจำนวนนักลงทุน มุ่งสร้างสมดุลและความเท่าเทียมให้เกิดกับทุกภาคส่วน พร้อมให้ความสำคัญเรื่องเทคโนโลยี AI ย้ำประสิทธิภาพการสื่อสาร ต้องเปิดเผยข้อมูลบริษัทจดทะเบียนอย่างครอบคลุมและเข้าถึงได้รวดเร็ว
ในโอกาสที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังจะก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ Stake holder ของตลาดทุนไทย พร้อมด้วยผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนอีก 2 แห่งที่สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทย และการก้าวไปสู่ตลาดหุ้นไทยยุคใหม่ในทศวรรษที่ 6 โดยมีเป้าหมายในการสร้างตลาดทุนเพื่อทุกคน ด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่ดีขึ้น การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่และเพิ่มจำนวนนักลงทุน รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเงินการลงทุนมาใช้ประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างความสมดุลและเท่าเทียมให้เกิดกับทุกภาคส่วน
วิรัฐ สุขชัย นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (maiA) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา และเริ่มเข้าทศวรรษที่ 6 เชื่อว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่อง มีการปรับกฎเกณฑ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยในทศวรรษที่ 6 ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดหวังว่าจะให้มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
“เชื่อว่าเราจะมีการลงทุนใหม่ๆ มากขึ้น กิจการในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ปัจจุบันมีถึง 8 หน่วยธุรกิจ และมีแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาระดมทุนมากขึ้น ในปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ mai มีสมาชิก หรือจำนวนบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 220 บริษัท และเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มากกว่า 3 แสนล้านบาท”
ปัจจุบัน มีหลักทรัพย์ใน mai ย้ายไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แล้วกว่า 50 บริษัท โดยเฉลี่ยแต่ละปีจะมีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ประมาณ 20 บริษัท และทุกปีจะมีบริษัทที่ย้ายจากตลาด mai ไป SET ประมาณ 5-6 บริษัท สิ่งต่างๆ เหล่านี้สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ว่า ตลาด mai เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนของกิจการช่วยให้ธุรกิจเติบโต และเป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุน
นอกจากนี้ ตลาด mai เป็นแบบอย่างให้ธุรกิจเอสเอ็มอี มาใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุน เป็นแหล่งพัฒนาธุรกิจและสร้างกิจการให้ใหญ่ขึ้น ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่เติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่และย้ายไประดมทุนใน SET ส่งผลให้มูลค่ากิจการสามารถเติบโตขึ้นถึงระดับแสนล้านบาท
ในปี 2568 นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปยังทศวรรษใหม่ วิรัฐกล่าวว่า โจทย์สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ การเกิดขึ้นของนักลงทุนใหม่ๆ เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันตลาดหุ้นไทย มีบัญชีนักลงทุนหน้าใหม่หลักแสนบัญชีซึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ การสร้างนักลงทุนหน้าใหม่ๆ เข้ามาในตลาดทุนมากขึ้น รวมถึงการมีกองทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในบริษัทขนาดกลาง ขนาดเล็กเพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดตลาดทุน
“นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ สนใจที่จะลงทุนในบริษัทขนาดกลาง และขนาดเล็กมากขึ้น เพราะมองว่าการลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่มีโอกาสเติบโตน้อย ขณะที่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสเติบโตเร็วและสามารถสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็วระดับ 100-200% สิ่งที่เราอยากเห็นคือ จำนวนนักลงทุนที่มากขึ้น”
วาดภาพทศวรรษที่ 6ตลาดหุ้นไทย
มาร์เก็ตแคป mai แตะ 1ล้านล้านบาท
วิรัฐย้อนภาพไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 1,800 จุด ขณะที่มาร์เก็ตแคปตลาด mai มีมูลค่าสูงสุดที่ 5 แสนล้านบาท ดังนั้น ในอนาคตจึงอยากเห็นตลาดหุ้นไทยเติบโตต่อไปได้ถึง 2,000-2500 จุด คาดหวังมาร์เก็ตแคปตลาด mai เพิ่มขึ้นไปถึง 1 ล้านล้านบาท ถ้าทำได้ประเทศก็จะเติบโตตามไปด้วย
สิ่งสำคัญคือ การพัฒนาเรื่องคนลงลึกตั้งแต่คุณภาพการศึกษา เพราะการทำธุรกิจยากกว่าเดิมจากแข่งขันกันในประเทศเป็นหลัก ปัจจุบันแข่งขันระดับภูมิภาคและในอนาคตการแข่งขันจะกว้างขึ้นกว่าเดิมในระดับโลก ใครที่มีความสามารถสูงก็จะสามารถแข่งขันและเติบโตได้เร็ว ซึ่ง AI ก็เป็นประเด็นสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาศักยภาพคนได้เร็วขึ้น ช่วยตอบโจทย์ทักษะในอนาคตทั้ง ภาษา การหาข้อมูล ทักษะการทำงานที่เร็วขึ้น ใครใช้ AI ได้เก่งก็จะสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้เร็ว
อ่าน Cover Story : SET ก้าวสู่ทศวรรษที่ 6 ตลาดหุ้นไทยยุคใหม่ ฉบับเต็ม
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤศจิกายน 2567 ฉบับที่ 510 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/