โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภัยทางศีลธรรมในโลกการเงิน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 28 มี.ค. 2567 เวลา 09.39 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2567 เวลา 09.39 น.

ภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) หรือ อันตรายบนศีลธรรม คือ สภาวะที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งแสวงหากำไรของตน โดยการเพิ่มความเสี่ยงอย่างไม่เกรงกลัวผลกระทบที่จะตามมา เนื่องจากรู้อยู่แก่ใจดีว่าท้ายที่สุดแล้วจะมีคนอื่นรับผิดชอบแทน

จากนิยามข้างต้น ฟังแล้วอาจจะเข้าใจยาก หากเปรียบเปรยคงเหมือน เด็กเล็กเล่นตีลังกาโดยไม่กลัวเจ็บเนื่องจากมีฟูกนุ่มๆ รองรับอยู่ตลอดเวลา

ขอยกตัวอย่างสุดคลาสสิคอันหนึ่งที่มักถูกหยิบยกมากล่าวอ้างว่าเป็นภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) คือ การเบิกค่ารักษาพยาบาลจากประกันสุขภาพ

มีการกล่าวอ้างโดยทั่วไปว่า เมื่อทำประกันสุขภาพแล้ว ผู้ทำประกันมักละเลยไม่ดูแลรักษาสุขภาพตามเดิม เพราะรู้ว่าตนเองทำประกันสุขภาพไว้แล้ว หากเจ็บป่วยบริษัทประกันย่อมเป็นผู้รับผิดชอบแทน หรือผู้ทำประกันสุขภาพมีแนวโน้มจะใช้สิทธิ์ตามกรมธรรม์ประกันสุขภาพแม้เจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็ตาม

สภาวะดังกล่าวส่งผลให้บริษัทประกันต้องปรับปรุงโมเดลการรับประกันสุขภาพ ส่งผลให้เบี้ยประกันสุขภาพโดยรวมสูงขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) ผู้ทำประกันที่เป็นคนดีไม่เบิกประกันพร่ำเพรื่อ ต้องร่วมรับผิดชอบเบี้ยประกันสุขภาพที่สูงขึ้นไปด้วย

เมื่อมีผู้ได้ประโยชน์-ผู้เสียผลประโยชน์ สภาวะภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) จึงเป็นเกม (Game) ประเภท เกมผลรวมเป็นศูนย์ (Zero-sum Game) กล่าวคือ เมื่อมีคนได้ผลประโยชน์ต้องมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเสียผลประโยชน์ ซึ่ง Zero-sum game นั้นเป็นผลกระทบในระยะสั้น (Short-run Effect)

ซึ่งหากประชาชนรายย่อยเสียผลประโยชน์ บริษัทยักษ์ใหญ่จะได้รับผลประโยชน์เต็มที่

แต่หากบริษัทยักษ์เสียผลประโยชน์อาจปิดตัวลงและเบี้ยวไม่จ่ายเงินตามสัญญา ประชาชนรายย่อยเสียผลประโยชน์เช่นกัน

ก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาว (Long-run Effect) ภาพรวมอาจติดลบได้ จากการสร้างผลกระทบวงกว้างต่อธุรกิจอุตสาหกรรมนั้นๆ

แนวทางการป้องกันภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) ตามทฤษฎี มี 3 แนวทาง คือ 1.ใช้ระบบจูงใจ 2.ออกนโยบายป้องกันพฤติกรรมการประพฤติผิดทางศีลธรรม 3.การสอดส่องกำกับดูแล

ปัญหาภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเรื่องอำนาจการต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกัน ประชาชนรายย่อยแต่ละคนไม่มีเวลาและพละกำลังมากพอที่จะตรวจสอบการดำเนินกิจการของบริษัทยักษ์ใหญ่ ดังนั้นภาครัฐจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยกำกับดูแลบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้มิให้ประพฤติผิดทางศีลธรรม

ประเทศไทยเคยเผชิญปัญหาอันเกิดจากภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) ในโลกการเงินมาแล้วหลายครั้งหลายคราว ขอหยิบยกตัวอย่างมาเล่าเพียง 4 ตัวอย่างครับ

ตัวอย่างแรก ในสมัยท่านสมหมาย ฮุนตระกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะนั้นราคาสุรามีการกำหนดเพดานราคาไว้ บริษัทผลิตสุรารายใหญ่แห่งหนึ่ง ขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ 4 ราย เพื่อประกอบธุรกิจโดยนำสุราที่ผลิตได้เป็นหลักประกันสินเชื่อ ผู้บริหารเห็นโอกาสทำกำไรเพิ่มขึ้น จึงผลิตสุราเก็บไว้ในโกดัง ไม่นำออกจำหน่าย หนี้ของบริษัทสุราขณะนั้นเพียงประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งในสมัยนั้น 4 แบงก์ใหญ่จะล้มละลายจากสินเชื่อนี้ (ในขณะนี้เงินจำนวนดังกล่าวไม่ส่งผลกับธนาคารมากนัก)

4 แบงก์ใหญ่จึงจูงมือกันมาหา รมว.คลัง ให้ช่วย เนื่องจากหลักประกันสินเชื่อ คือ เหล้า ธนาคารจะยึดออกขายทอดตลาดก็คงไม่ได้ราคา จะจำหน่ายเองก็ไม่มีประสบการณ์ จะยึดธุรกิจออกขายทอดตลาด เจ้าสัวคนเดิมก็สามารถประมูลกลับไปได้ในราคาที่ถูกลงกว่าหนี้ที่มี

ท้ายที่สุด รมว.คลัง จึงต้องขยับเพดานราคาสุราให้ 4 ธนาคารจึงรอดจากการล้มละลาย

ตัวอย่างที่ 2 ในสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง ก่อนปี 2540 ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งนิยมกู้ยืมเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศ แล้วปล่อยสินเชื่อในประเทศ

ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ล้วนมีความสุขกับกำไรส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น โดยไม่รู้เลยว่าหายนะรอคอยอยู่ข้างหน้า

ขณะนั้นระบบแลกเปลี่ยนเงินตราของไทยเป็นระบบตะกร้าเงิน (Basket of currencies) คือเกือบจะคงที่ มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หากอัตราแลกเปลี่ยนคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่เมื่อค่าเงินบาทอ่อนตัวลงจากนโยบายลอยตัวค่าเงินบาท ธนาคารพาณิชย์มีหนี้สินเพิ่มขึ้นทันที จนไม่สามารถชำระหนี้เงินตราต่างประเทศคืนให้แก่เจ้าหนี้ได้ ต้องปิดกิจการ และเรียกคืนหนี้จากสินเชื่อทั้งหมด ประชาชน ธุรกิจห้างร้าน เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ทั้งไม่ได้เงินฝากคืน และไม่ได้เงินสินเชื่อตามงวดที่เคยตกลงกันไว้

ภาคเอกชนขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ราคาสินทรัพย์ทั้งบ้าน ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร รถยนต์ ราคาตกอย่างรวดเร็ว เพราะต้องรีบขายเพื่อเสริมสภาพคล่อง มีข่าวผู้คนทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหวฆ่าตัวตายกันรายวัน

ปัญหาเริ่มต้นด้วย ธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 18 แห่ง ปิดกิจการ ลุกลามกลายเป็นไฟลามทุ่ง จนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องตั้งกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินเพื่อโอนสินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารพาณิชย์จำนวน 6 แห่ง และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จำนวน 58 แห่ง เข้ามาบริหารจัดการเพื่อให้ปัญหาคลี่คลาย ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่รอดตายก็ต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนอย่างเร่งด่วน

แต่กว่าปัญหาจะคลี่คลาย วิกฤตต้มยำกุ้งก็ลุกลามไปกลายเป็นปัญหาของทั้งภูมิภาคเสียแล้ว

ปัญหาเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ คือ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน หิวกระหายในกำไรที่มากขึ้นโดยไม่สนใจความเสี่ยงที่ตามมา

อีกมุมหนึ่งของวิกฤตต้มยำกุ้ง ธปท.เอง ได้นำทุนสำรองระหว่างประเทศ ไปต่อสู้ค่าเงินบาทอย่างบ้าคลั่งราวกับการเล่นพนันในบ่อน ทั้งที่ตนเองกำกับดูแลปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ย่อมรู้ปริมาณเงินที่กองทุน Quantum Fund ของจอร์จ โซลอส ถือครองอยู่ แต่กลับปล่อยให้เกิดการโจมตีค่าเงิน

ผู้บริหาร ธปท. ณ ขณะนั้น ใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ อันเป็นสมบัติสาธารณะของประชาชน มิใช่เงินส่วนตัวของผู้บริหาร ไปเดิมพัน

ภายหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ธปท.ไม่รับผิดชอบชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน กลับโยนภาระให้รัฐบาลตั้งงบประมาณแผ่นดินประจำปีมาชำระดอกเบี้ยหนี้กองทุนฟื้นฟู ปีละ 60,000-70,000 ล้านบาท จนกระทั้งปี 2555 รัฐบาลจึงโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูออกจากรัฐบาล ให้ ธปท.ผู้สร้างหนี้รับผิดชอบ

ท้ายที่สุด ธปท.โยนภาระให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) หาเงินชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยแทน ทาง สคฝ.จึงต้องรีดไถจากผู้ฝากเงินบัญชีธนาคารทุกคนทั่วประเทศอีกต่อหนึ่ง

สรุปสั้นๆ คือ หนี้กองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน ธปท.เป็นผู้สร้างหนี้แต่ไม่เคยรับผิดชอบ โยนภาระให้ประชาชนรับผลกรรมที่ไม่ได้ก่อ ผ่านทางภาษีอากร และภาษีเงินฝาก เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard)

ตัวอย่างที่ 3 โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค มีการกล่าวถึงว่า โครงการนี้ทำให้คนที่มิได้เจ็บป่วยหนักถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลเกินความจำเป็น

ในการใช้สิทธิ 30 บาทนั้น ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล 30 บาท ค่าเดินทาง ค่าขาดรายได้จากการหยุดงาน รวมๆ แล้วหลักหลายร้อยบาท คงไม่มีใครไปต่อคิวเล่น ซึ่งตรงกับงานศึกษาวิจัยในต่างประเทศที่ใช้ระบบร่วมจ่าย (Co-pay) คือผู้รับบริการจ่ายเงินบางส่วน รัฐจ่ายเงินบางส่วน ไม่ฟรีทั้งหมด

ระบบร่วมจ่ายนี้ บริษัทประกันสุขภาพเริ่มนำมาปรับใช้เพื่อป้องกันปัญหาภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard)

ต่อมามีการยกเลิกการเก็บเงิน 30 บาท เปลี่ยนเป็นใช้บริการฟรี จึงมีข่าวคนไข้ขอรับยาฟรีไปจำหน่ายต่อเป็นระยะๆ

ตัวอย่างที่ 4 ประกันโรคโควิด-19 เจอปุ๊ปจ่ายปั๊ป ในปี 2563 แผนประกันโรคโควิด-19 ทำกำไรให้บริษัทประกันเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่มีการแพร่ระบาดมากนักในไทย ปี 2564 บริษัทประกันจึงขายกรมธรรม์โรคโควิด-19 กันเต็มอัตราศึก หน่วยงานกำกับดูแลก็มิได้ป้องปราม

เมื่อเกิดการแพร่ระบาดในไทยอย่างหนัก บริษัทประกันจึงเลิกกิจการปิดตัวลง ทิ้งภาระหนี้ตามกรมธรรม์หลายหมื่นล้านบาทให้กองทุนประกันวินาศภัยชดใช้หนี้สินแทน ซึ่งกองทุนก็มีเงินไม่เพียงพอ ต้องไปรีดจากประชาชนผู้ทำประกันในอนาคตอีกต่อหนึ่ง

ถึงวันนี้ ณ ขณะนี้ ประชาชนที่ซื้อกรมธรรม์โรคโควิด-19 ยังไม่ได้รับเงินตามกรมธรรม์

ในอนาคตอันใกล้นี้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น ITD เริ่มออกอาการ “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม” หรือ “too big to fail” อาจก่อปัญหาเป็นวงกว้างในวงการก่อสร้างและตลาดการเงิน

ช่วงนี้มีสัญญาณจากรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย มีความเห็นตรงกันว่าปัจจุบันมีธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในไทย 14 ราย และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 6 ราย รวมทั้งสิ้น 20 ธนาคาร ยังไม่รวม บสย. นั้นไม่เพียงพอสำหรับประเทศไทย ต้องการเปิดใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เพิ่มเติมโดยไม่จำกัดจำนวนใบอนุญาต

ฟังแล้วได้แต่ถอนหายใจ แล้วบอกตนเองว่า ธปท.ทุกวันนี้ คงไม่เหมือน ธปท.ในอดีต

หวังว่า ธปท.จะมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมมากพอ เมื่อธนาคารพาณิชย์ปิดกิจการ จะไม่ทิ้งภาระให้ประชาชนอีก

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภัยทางศีลธรรมในโลกการเงิน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...