โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

4 เทคนิคจัดพอร์ตลงทุนสำหรับมือใหม่ พอร์ตที่ดีควรเป็นอย่างไร แบบไหนตรงเป้า?

The Bangkok Insight

อัพเดต 21 ก.ค. 2566 เวลา 02.35 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2566 เวลา 02.35 น. • The Bangkok Insight

4 เทคนิคจัดพอร์ตลงทุนสำหรับมือใหม่ พอร์ตที่ดีควรเป็นอย่างไร แบบไหนตรงเป้า เช็กที่นี่!!

"พอร์ตการลงทุนที่ดี" ต้องเป็นอย่างไร? พอร์ตการลงทุนที่ดี ต้องมีการกำหนดรูปแบบการลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ว่าเราควรจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง ในสัดส่วนอย่างละเท่าไหร่ หรือที่ภาษาทางการเงินเขาเรียกว่า "Asset Allocation" ที่จะช่วยเราสร้างโอกาสการลงทุน พร้อมกับการกระจายความเสี่ยงไปในตัวด้วย

จัดพอร์ตลงทุน

ลักษณะของพอร์ตการลงทุนที่ดี

  • มีสภาพคล่องสูง : ไม่ควรทุ่มเงินลงทุนเพื่อการลงทุน
  • มีความยืดหยุ่น : สามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป
  • ไม่หลากหลายหรือกระจัดกระจายมากเกินไป : เพราะจะทำให้ยากในการติดตามราคาและข่าวสารเกี่ยว
  • มีสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ : มีความสมดุลกันระหว่างการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย ให้ผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอน

4 ขั้นตอน สร้างพอร์ตลงทุนให้ประสบความสำเร็จ

1. กำหนดเป้าหมายของพอร์ตการลงทุน

เราควรแยกพอร์ตการลงทุนออกเป็นตามแต่ละเป้าหมาย เพราะมีเงื่อนไข ความสำคัญ และระยะเวลาที่ต้องบรรลุเป้าหมายแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกประเภทของสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดหวังของแต่ละพอร์ต

ตัวอย่าง : เป้าหมายเก็บเงินดาวน์เพื่อซื้อบ้าน 300,000 บาท ในอีก 3 ปี เป็นเป้าหมายระยะสั้นที่สำคัญ ถ้าไม่อยากให้พลาด ก็ไม่ควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะมีโอกาสขาดทุนสูง หรือเป้าหมายเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ 3,000,000 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า ก็เป็นเป้าหมายที่สำคัญเช่นกัน แต่มีระยะเวลาในการลงทุนนาน จึงสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ เพราะหากพิจารณาผลตอบแทนย้อนหลังแล้ว จะพบว่า… ระยะเวลาจะช่วยถัวเฉลี่ยความเสี่ยง และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า

จัดพอร์ตลงทุน

2. สำรวจตนเอง

พิจารณาระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ทั้งในแง่ของทัศนคติที่มีต่อการลงทุน อายุ ฐานะ การเงิน และความอดทนต่อการขาดทุน เช่น วัยเริ่มทำงาน อายุน้อย ไม่มีภาระ มีระยะเวลาในการลงทุนยาว ก็สามารถรับความเสี่ยงได้สูง แต่หากเป็นวัยกลางคน มีภาระเยอะ เหลือเวลาลงทุนไม่นาน ก็จะรับความเสี่ยงได้ต่ำกว่า

3. จัดพอร์ตการลงทุน

นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการบริหารพอร์ตการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ โดยการแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลาย ๆ ประเภทที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนและความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้

ตัวอย่าง : เป้าหมายเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ มีระยะเวลาลงทุนยาวนาน สามารถจัดพอร์ตลงทุนตามช่วงวัยได้ดังนี้

วัยเริ่มทำงาน : รับความเสี่ยงได้สูง มีระยะเวลาลงทุนนานอาจ จัดพอร์ตเชิงรุก (Aggressive) แบ่งเป็นเงินฝากหรือกองทุนรวมตลาดเงิน 10% ตราสารหนี้ 20% และตราสารทุน 70%

วัยกลางคน : รับความเสี่ยงได้ปานกลาง เพราะมีภาระครอบครัวมากขึ้น อาจ จัดพอร์ตเสี่ยงปานกลาง (Moderate) แบ่งเป็นเงินฝากหรือกองทุนรวมตลาดเงิน 20% ตราสารหนี้ 30% และตราสารทุน 50%

วัยใกล้เกษียณ : รับความเสี่ยงได้น้อย เพราะมีระยะเวลาการลงทุนไม่มาก และจำเป็นต้องรักษาเงินต้นไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ อาจ จัดพอร์ตแบบระมัดระวัง (Conservative) แบ่งเป็นเงินฝากหรือกองทุนรวมตลาดเงิน 30% ตราสารหนี้ 30% และตราสารทุน 40%

จัดพอร์ตลงทุน

ตัวอย่าง : นี้เป็นเพียงตัวอย่างการจัดพอร์ตลงทุนแบบเบื้องต้นของคนในแต่ละช่วงวัยที่มีเป้าหมายการลงทุนเพื่อการเกษียณเหมือนกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการจัดพอร์ตการลงทุนไม่มีอะไรที่ตายตัว เพียงแค่ต้องเป็นการจัดสรรเงินลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเราเท่านั้นเอง

หลังจากหาแนวทางการจัดพอร์ตในแบบที่ "ชอบ" และ "ใช่" ได้แล้ว เราก็ต้องเลือกหลักทรัพย์รายตัว มาเข้าพอร์ตตามสัดส่วนของสินทรัพย์แต่ละประเภทที่กำหนดไว้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์สถานการณ์โดยรวมของตลาด และข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ลงทุนนั้นๆ เพื่อพิจารณาว่าจะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ตัวใด

จัดพอร์ตลงทุน

4. การติดตามผลและปรับปรุงพอร์ตการลงทุน

เมื่อลงทุนไปสักระยะหนึ่ง สถานการณ์ ภาวะตลาดการลงทุนและราคาสินทรัพย์ต่างๆ ย่อมเปลี่ยนแปลง อาจทำให้น้ำหนักของสินทรัพย์บางตัวมากเกินไป หรือน้อยเกินไป เช่น ถ้าปีนี้หุ้นสามัญสร้างผลตอบแทนได้ดี สัดส่วนของหุ้นในพอร์ตของเราก็จะเพิ่มขึ้นโดยปริยาย และหากในปีถัดไปตลาดหุ้นตกอย่างหนัก แน่นอนว่าพอร์ตการลงทุนที่มีหุ้นเป็นสัดส่วนที่มากก็มีโอกาสที่จะขาดทุนมากนั่นเอง

ตัวอย่าง : เมื่อลงทุนผ่านไป 1 ปี หุ้นสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น ทำให้สัดส่วนเงินลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นด้วย จึงควรปรับพอร์ตการลงทุนโดยแบ่งขายหุ้นออกส่วนหนึ่ง จากนั้นนำเงินต้นและกำไรที่ได้ทั้งหมดไปซื้อตราสารหนี้และฝากเงินในธนาคารเพิ่มขึ้น เพื่อให้สัดส่วนพอร์ตการลงทุนโดยรวมกลับไปเท่ากับสัดส่วนตอนตั้งต้น ซึ่งจะสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เรารับได้

จัดพอร์ตลงทุน

เราจึงควรหมั่นทบทวนพอร์ตการลงทุน อาจจะทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี ว่าเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้ตอนต้นหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะได้ "ปรับพอร์ตการลงทุน" ของตัวเองได้ทันท่วงที แต่ระวัง!!! อย่าปรับพอร์ตบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้พอร์ตนั้นไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างที่ควรจะเป็น

ข้อมูลจาก : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...