โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (51)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 ก.พ. 2568 เวลา 02.47 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. 2568 เวลา 02.47 น.

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

ปรีดี แปลก อดุล

: คุณธรรมน้ำมิตร (51)

“คณะกู้ชาติ”

น.อ.อานนท์ ปุณฑริกาภา ผู้บังคับหมู่รบที่กองทัพเรือจัดตั้งเป็นพิเศษหลังกบฏวังหลวง มี น.ต.มนัส จารุภา เป็นผู้ช่วย ซึ่งมีความตื่นตัวทางการเมือง มีความใกล้ชิดกันเป็นอย่างยิ่ง และได้ปรึกษาหารือกันอยู่เสมอตามประสาทหารหนุ่มถึงความเหลวแหลกของคณะรัฐประหาร และการคุมเชิงกันระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือ จนเกิดความเห็นตรงกันว่าน่าจะต้องปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แตกหักลงไป

นอกจากนั้น ทั้งสองยังได้คลุกคลีใกล้ชิดกับนายทหารเรือหนุ่มๆ หลายคนที่ต้องมาอยู่เวรรักษาการณ์ในกองรบร่วมกันทำให้มีโอกาสพบปะพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์พฤติการณ์อันเหลวแหลกของคณะรัฐประหารอยู่เสมอ ประกอบกับความเบื่อหน่ายต่อการเตรียมพร้อมคาราคาซัง จึงอยากให้แตกหักลงไปอย่างเด็ดขาดเช่นกัน ซึ่งทหารเรือหนุ่มเหล่านี้เชื่อว่าไม่เกินกำลังของกองทัพเรือ เพราะยังคงเชื่อมั่นในความสามัคคีรักหมู่คณะและความสามารถในฝีมือรบซึ่งได้แสดงให้เห็นมาแล้วระหว่างกบฏวังหลวง แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้เพราะยังไม่มีการรวมตัวกันอย่างชัดเจน

ที่ผ่านมาก็เป็นเพียงการ “จับกลุ่ม” วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเท่านั้น จนในที่สุดก็นำไปสู่ความคิดตรงกันว่าจะต้องผนึกกำลังกันอย่างจริงจังเพื่อโค่นล้มรัฐบาล

หลังจากนั้นก็นำเรื่องไปหารือกับ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ อดีตผู้นำทหารเรือครั้งกบฏวังหลวงซึ่งอยู่ระหว่างหลบซ่อนตัวลี้ภัยการเมือง ก็ได้รับความเห็นชอบและตกลงจะรับหน้าที่เป็นหัวหน้าโดยตกลงเรียกชื่อคณะผู้ก่อการครั้งนี้ว่า “คณะกู้ชาติ”

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้ง น.อ.อานนท์ ปุณฑริกาภา และ น.ต.มนัส จารุภา มิได้นำความไปปรึกษากับผู้นำสูงสุด-ผู้บัญชาการทหารเรือ หลวงสินธุสงครามชัย แต่อย่างใด

ยังเติร์กทหารเรือ

นิยม สุขรองแพ่ง อดีตทหารเรือร่วมสมัยเหตุการณ์นี้ สรุปทัศนะของผู้นำคณะกู้ชาติที่มีต่อผู้บัญชาการทหารเรือไว้ใน “ทหารเรือกบฏแมนฮัตตัน” ว่า นายทหารหนุ่มเหล่านี้เห็นว่าหลวงสินธุสงครามชัย ผู้บัญชาการทหารเรือนั้นผูกขาดอำนาจสิทธิ์ขาดไว้แต่เพียงผู้เดียว ไม่ยอมกระจายอำนาจบริหารสู่ผู้บังคับบัญชาระดับรองลงมาเพราะไม่เชื่อว่าจะมีความสามารถพอ

การสั่งงานและการบังคับบัญชาจึงรวมศูนย์อยู่ที่ผู้บัญชาการทหารเรือแต่เพียงผู้เดียว ทำให้การงานต่างๆ ล่าช้า ไม่เป็นที่พอใจของทหารเรือทั่วไป

ขณะที่นายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนหัวเก่า ขาดความคิดริเริ่ม

สมาชิกคณะกู้ชาติเห็นว่า การที่กองทัพเรือไม่เจริญเท่าที่ควรก็เพราะว่ามีพวกหัวเก่าบริหารงานอยู่เป็นจำนวนมาก เคยทำอย่างไรก็ทำอยู่อย่างนั้น ไม่มองดูโลกภายนอกว่าก้าวหน้าเคลื่อนไหวไปอย่างไร อยู่แต่ในขอบเขตของราชนาวีเท่านั้น

เข้าทำนองที่ว่า “คางคกในกะลา” เชี่ยวชาญแต่งานธุรการจนทำงานนโยบายไม่เป็นและไม่กล้าตัดสินใจหรือริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เพราะกลัวพลาด เกรงจะมีความผิดถูกงดบำเหน็จ

คณะกู้ชาติจึงมีความคิดที่จะปรับปรุงกองทัพเรือให้ทันสมัย สอดคล้องกับข้อเขียนในเวลาต่อมาของ น.ต.มนัส จารุภา จากหนังสือ “เมื่อข้าพเจ้าจี้จอมพล” ที่ว่า

“พวกเราซึ่งเป็นคนหนุ่มไม่ได้มีความมักใหญ่ใฝ่สูงอยากเป็นใหญ่เป็นโตดังที่ชอบกล่าวหากัน เราจะขอเพียงให้ได้มีส่วนร่วมในการจัดการปรับปรุงในด้านการงานของแต่ละฝ่ายเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการเท่านั้น และพร้อมอยู่เสมอเพื่อสนับสนุนรัฐบาลที่บริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

คณะกู้ชาติประสงค์จะทำการปรับปรุงกองทัพเรือทั้งด้านตัวบุคคลและอุปกรณ์ เฉพาะตัวบุคคลจะพยายามสรรหาผู้ที่มีความสามารถจริงๆ เข้ามาปฏิบัติงานโดยไม่เห็นแก่พวกพ้อง

เรือรบที่เก่าและชำรุดทรุดโทรมก็จะปรับปรุงให้ดีขึ้น จะจัดซื้อเรือรบใหม่และได้ตั้งเป้าหมายในการปรับปรุงไว้ว่า อยากให้กองทัพเรือซึ่งถึงแม้จะเป็นกองทัพเรือที่เล็กก็จริง แต่จะจัดให้มีสมรรถภาพเข้มแข็งเหมาะสมกับสภาพที่เราจะต้องป้องกันชายฝั่งของประเทศ

ส่วนทางด้านการบริหารภายในกองทัพเรือก็จะได้จัดให้มีการกระจายอำนาจให้มากขึ้น และจะนำเอาระบบและวิธีการทำงานที่ทันสมัยมาใช้และเผยแพร่ เนื่องจากกองทัพเรือในสมัยนั้นไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือรวบอำนาจไว้เพียงผู้เดียว”

ทั้งนิยม สุขรองแพ่ง และ น.ต.มนัส จารุภา ไม่ได้กล่าวถึงจุดยืนทางการเมืองของหลวงสินธุสงครามชัยที่ไม่ต้องการให้กองทัพเรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่คณะกู้ชาติจะไปขอการสนับสนุนหรือความเห็นชอบ โดยเฉพาะหากได้รับคำปฏิเสธแล้วขืนกระทำไปย่อมเข้าข่าย “ขัดคำสั่ง”

พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ

ในที่สุด นายทหารเรือผู้นำที่มียศสูงสุดของคณะกู้ชาติครั้งนี้จึงเป็น พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ-นายทหารนอกราชการ ส่วนนายทหารประจำการที่สำคัญรองลงมาประกอบด้วย น.อ.อานนท์ ปุณฑริกาภา ผู้บังคับการกองสำรองเรือรบ น.ต.มนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือหลวงรัตนโกสินทร์ น.ต.ประกาย พุทธารี และ น.ต.สุภัทร ตันตยาภรณ์ ประจำกรมนาวิกโยธิน นอกนั้นเป็นเพียงนายทหารชั้นผู้น้อย

เมื่อใกล้วันลงมือ คณะกู้ชาติได้กำลังเสริมจากอดีตนักเรียนสารวัตรทหารเสรีไทยซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานว่านายปรีดี พนมยงค์ ที่ยังคงลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเกี่ยวข้องด้วย ได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด มีการประชุมปรึกษาหารือกัน และได้ตกลงแบ่งหน้าที่กันโดยคัดเลือกอดีตเสรีไทยที่ผ่านการฝึกการรบแบบกองโจรสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้วให้ทำหน้าที่เข้าจู่โจมยึดสถานที่สำคัญบางแห่งไว้เป็นการชั่วคราวก่อนที่ทหารเรือหรือทหารบกจะมารับมอบต่อ โดยมีการฝึกการใช้อาวุธ เช่น ปืนกลเม็ดเสน ปืนพก 11 ม.ม. และลูกระเบิดมือซึ่งเป็นอาวุธของทหารเรือที่เพิ่งได้รับมาใหม่ อดีตเสรีไทยยังไม่รู้จักและคุ้นเคย

ผู้ทำหน้าที่ผู้ฝึกและประสานงานได้แก่ น.ต.มนัส จารุภา น.ต.ประกาย พุทธวารี และ น.ต.สุพัฒน์ ตันตยาภรณ์ โดยหมุนเวียนการฝึกไปตามบ้านอดีตเสรีไทย

จอมพล ป.ถูกควบคุมตัว แต่…

แผนของคณะกู้ชาติที่วางไว้คือ เมื่อนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพรวมทั้งอธิบดีกรมตำรวจมีการรวมตัวกันพร้อมหน้าก็จะเข้าควบคุมตัวไว้แล้วประกาศยึดอำนาจ แต่ก็มีอุปสรรคทำให้ต้องยกเลิกการลงมือถึง 5 ครั้ง ทำให้ผู้ก่อการเกิดความกังวลเรื่องการรักษาความลับ

จนในที่สุดก็ตัดสินใจกระทำการในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2494 ซึ่งทางราชการจะประกอบพิธีมอบเรือขุด “แมนฮัตตัน” ตามโครงการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาที่ท่าราชวรดิษฐ์ โดยจะมีนายกรัฐมนตรี ผู้นำเหล่าทัพทั้ง 3 และอธิบดีกรมตำรวจ มาร่วมพร้อมเพรียงกันตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของคณะกู้ชาติที่จะเรียกกันต่อมาว่า “กบฏแมนฮัตตัน” ต้องประสบความพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วในวันที่ 30 มิถุนายน ทั้งๆ ที่สามารถควบคุมตัวจอมพล ป.พิบูลสงคราม ไว้ได้ โดยฝ่ายรัฐบาลสามารถระดมกำลังอย่างเป็นเอกภาพทั้งจากกองทัพบก กองทัพอากาศและกรมตำรวจเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงเฉียบขาด

อีกทั้งยังมีปัจจัยสำคัญจากการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของผู้บัญชาการทหารเรือไม่นำกำลังกองทัพเรือเข้าร่วมกับคณะกู้ชาติ

และเช่นเดียวกับครั้งเหตุการณ์กบฏวังหลวง กองทัพเรือก็มิได้ใช้กำลังเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลในการปราบปรามแต่อย่างใด

นับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวทหารเรือทั้งระดับสัญญาบัตรและประทวนไว้จำนวนประมาณ 700-1,000 นาย จนต้องใช้สถานที่ควบคุมที่สนามศุภชลาศัย

ส่วนนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ที่แม้ไม่มีส่วนร่วมกับคณะกู้ชาติและให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการคลี่คลายสถานการณ์จนกลับสู่ความสงบอย่างรวดเร็ว แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้ ได้แก่ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน พล.ร.ท.ผัน นาวาวิจิต พล.ร.ท.หลวงเจริญราชนาวา พล.ร.ต.ชลี สินธุโสภณ และ พล.ร.ต.แชน ปัจจุสานนท์ เป็นต้น

ต่อมา กรมตำรวจได้มีประกาศจับและให้สินบนนำจับผู้ร่วมก่อการคนสำคัญได้แก่ น.อ.อานนท์ ปุณฑริกาภา น.ต.มนัส จารุภา น.ต.ประกาย พุทธารี และ พ.ต.วีระศักดิ์ มัณฑจิตร

ทั้ง 4 นายนี้ได้หลบหนีไปประเทศพม่าด้วยกัน

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (51)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...