ซีคอนฯ ทุ่ม 5 พันล้าน 5 ปี 5 โปรเจ็ค รีโนเวตโลตัส-โรบินสันเดิมเจาะลูกค้าNew Gen
กางแผน ซีคอนฯ ทุ่ม 5 พันล้านปั้น5 โปรเจ็คใน 5 ปี ดึงทราฟฟิกกลุ่มกำลังซื้อสูงกรุงเทพตะวันออก ปรับพื้นที่ Lotus’s เดิมอัดโซนการศึกษา กีฬาและเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ สร้างที่จอดรถใหม่ 10 ชั้น 2,000 คัน เปลี่ยนโรบินสันเดิมเป็น Specialty Zone เจาะลูกค้ากระเป๋าหนักล็อคเป้าGen Z
นายตะติยะ ซอโสตถิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ศูนย์การค้าเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงหลังโควิดที่ทุกศูนย์การค้ามีอัตราการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกกรมของคนไทยที่ชอบเดินห้าง ตากแอร์ และศูนย์การค้าในไทยมีสินค้าและบริการหลากหลายสดวกและครบ
ประกอบกับในระยะ 5 ปีมานี้โปรไฟล์ของลูกค้าคนไทยมีไลฟ์สไตล์ที่มีเทสต์มากขึ้น เช่นมีความเป็น foody มีความเป็นFashionista ทำให้ศูนย์การค้าเป็น Deestination หลักที่ลูกค้ามองหาสิ่งเหล่านี้ และส่งผลต่อเนื่องให้ภาพรวมธุรกิจศูนย์การค้าทั้งหมดค่อนข้างดี
ทั้งนี้ ซีคอนฯ เองมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทิศทางเดียวกับตลาด ขณะเดียวกันมองหาโอกาสเติบโตจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปโดยเน้นไปที่การสร้าง Speciality ที่ลูกค้าชอบ และความuniqueที่หาที่อื่นไม่ได้เช่น DON DON DONKI , Space & Time Cube+ และMunMun Srinakarin ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก
"โจทย์ของ ซีคอนฯ คือการดึงลูกค้าในรัศมี 5 กิโลเมตรของศูนย์การค้าเข้ามาเป็นลูกค้าที่เหนียวแน่นกว่าเดิม ถี่กว่าเดิมและดึงคนเจ็นใหม่ๆเข้ามา"
โดยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆที่พิเศษให้ลูกค้า โดยออกแบบโปรเจกต์ต่างๆภายใต้ 3 หลักการคือ
1. Core concept ที่ชัดเจน มีเอกลักษณ์ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและอยากมาซ้ำๆ
2. Unique Core content ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะต้องมีความแตกต่าง โดยเพิ่มร้านค้าดีๆเข้ามาเป็นจุดขาย รวมทั้งแอคทิวิตี้และอีเวนท์ที่มีเอกลักษณ์
3. การตกแต่งภายในเพื่อสร้างบรรยากาศให้เกิดประสบการณ์ และจัดพื้นที่สำหรับกิจกรรมลูกค้า
“เรากำลังปรับปรุงซีคอนฯ ให้กลายเป็นศูนย์การค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากศูนย์การค้าอื่น ๆ ด้วยการรวม Specialty Zones และ Attractions หลากหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน”
ทั้งนี้ ซีคอนฯ จะใช้คอนเซ็ปต์ Multi speciality And attraction ในการพัฒนาศูนย์การค้าต่อไปในอนาคต โดยกำหนดแผนพัฒนาครอบคลุมระยะ 5 ปี ภายใต้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ในการสร้าง 5 โปรเจ๊กต์ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการไปแล้วบางส่วน
โปรเจกต์ 1 ลงทุน 700-800 ล้านบาทในการสร้างที่จอดรถ 10 ชั้น จำนวน 2,000 คันคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2026
โปรเจกต์ 2 ลงทุน 17 ล้านบาทสร้างสะพานลอยและลงทุน 40 ล้านบาทเชื่อมสะพานลอยระหว่างศูนย์การค้าและรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ทำให้ลูกค้าสามารถเดินทางได้สดวกปัจจุบันเปิดใช้งานแล้ว
โปรเจกต์ 3 ดีเวลลอปพื้นที่ประมาณ 27,000 ตารางเมตร สร้าง MunMun Srinakarin (มันมัน ศรีนครินทร์) หรือห้างสรรพสินคราฟ community ที่ประกอบด้วยงานArt Photo Food Coffee ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นมากๆคืองานคราฟ
“เราจึงมีความตั้งใจที่จะทำให้ MunMun Srinakarinเป็นหนึ่งใน ART Destination และเป็นแลนมาร์กของกทม. ซึ่งตอนนี้ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่อย่างมาก”
โปรเจกต์ 4 ปรับพื้นที่ 40,000 ตารางเมตรฝั่ง Lotus’s เดิมทั้ง 4 ชั้นพัฒนาเป็นไลฟ์ไตล์โซนครบวงจร ที่มีทั้ง hypermarket, Lifestyle, Entertainment and Sport, Food Court และยังมีแผนที่จะปรับปรุงYoYo Landสวนสนุกในร่มแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างสม่ำเสมอบนพื้นที่ 10,000 ตารางเมตรเป็น creative Space รองรับกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่
ส่วน โปรเจกต์สุดท้าย เตรียมใช้งบลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาทดีเวลลอปพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร ของโรบินสันเดิมสร้าง “MyScape” ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ที่รองรับเทรนด์แห่งอนาคต โดยแบ่งเป็น 4 ชั้นแต่ละชั้น จะมี Concept ที่แตกต่างกันคือ
- ชั้น 1 MyPulse เน้นความตื่นเต้น ทันสมัยและเป็นเทรนด์ใหม่ๆของกลุ่มลูกค้า Young-Gen
- ชั้น 2 MySelf เน้นสไตล์ของแต่ละบุคคลมากขึ้น ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า Gen-Z โดยนำแฟชั่นอินเทรนด์ Gadget ที่มีไลฟ์สไตล์เข้ามาเพิ่มมากขึ้น
- ชั้น 3 MyChill-Out เป็นพื้นที่ Slow-Living ซึ่งเป็น Relax Space ที่รวบรวมร้านกาแฟ คาเฟ่ เบเกอรี่และspecialityต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน และมี Green Concept เข้ามาเกี่ยวข้อง
- ชั้น 4 MyDineScape รวบรวมร้านอาหารพรีเมี่ยมมาไว้ด้วยกัน ภายใต้Indoor- Outdoor Concept ซึ่งเป็นไฮไลท์ที่ทำให้คนที่มาใช้บริการสามารถเอ็นจอยได้ทุกวัน
“เรามองเห็นศักยภาพของเมืองที่ขยายไปทางฝั่งตะวันออกไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ โรงเรียนนานาชาติมากกว่า 20 โรงเรียน เรามองว่าพื้นที่ตรงนี้มีศักยภาพมากพอที่จะสามารถดึงลูกค้าที่มีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเข้ามาที่ศูนย์การค้าได้ ดังนั้นเราจึงดีเวลลอป Project “MyScape” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า speciality customer ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Where Specialty Brands Meet Specialty Minds”
ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการเสนอแบรนด์ทั้ง Food และ non-food โดยเน้นไปที่speciality brand เพื่อให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าโดยมีแพลนเปิดบริการ 2026 นี้”
Marketing Event ไม้ตายซีคอน บางแค เพิ่มทราฟฟิกลูกค้าใหม่
ขณะเดียวกัน “ซีคอน บางแค” มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ในดีไซน์ใหม่เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า ทั้งการตกแต่งพื้นที่เพื่อเรียกกลุ่มคนใหม่ๆเข้ามาโดยเฉพาะGen-Z รวมถึงกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นในย่านฝั่งธนฯ ทั้งการพัฒนาโซนร้านอาหาร แฟชั่น ไอที การศึกษา Entertainment และ Food Court ซึ่งเป็นไฮไลท์ของซีคอนสแควร์ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี
“ส่วนที่ไฮไลท์เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาจนกลายเป็นไวรัลบนติ๊กต๊อกมากกว่าหลายสิบล้านวิวคือ 3D museum Immersive Arts ที่ชื่อว่า Space & Time Cube+ ที่แรกในประเทศไทยใหญ่ที่สุดในโลก และเร็วๆนี้จะมีHarudot by Nana Coffee Roasters ดีไซน์ใหม่เข้ามาเติมพื้นที่
ความสำคัญของ “ซีคอน บางแค” มาจาก Marketing Event ที่เป็นไม้ตายของซีคอนฯ โดยจะมีกิจกรรมที่เปลี่ยนไปทุก 2-3 สัปดาห์เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าเข้ามาที่ศูนย์การค้าบ่อยและไม่เบื่อ สิ่งสำคัญคือการสร้างจุดที่แตกต่างและสิ่งที่ลูกค้าต้องการ”
จากการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่แต่เป็นการสร้างพื้นที่แห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้ ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ มีผลการเติบโตทางด้านรายได้อย่างต่อเนื่องโดย
- ปี 2023 มีรายได้ 2,986ล้าน เติบโต 21%
- ปี 2024 มีรายได้ 3,345 ล้าน เติบโต 12%
- ปี 2025 คาดการณ์เติบโต 8-10%
- ปี 2026 คาดการณ์เติบโต 20% จากปี 2025
“ปัจจุบันพื้นที่ทั้งหมดของ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ อยู่ที่ 500,000 ตารางเมตร มีร้านค้า 500 ร้านค้า คาดว่าหลังจากที่เปิดMyScapeจะมีร้านเพิ่มขึ้นอีก 150 ร้านค้า ที่จอดรถปัจจุบัน 8,500คันและจะเพิ่มอีก 2,000 คันในปี 2026 เพื่อรองรับลูกค้าที่มากขึ้น ขณะที่ปี 2024 ที่ผ่านมามีจำนวนทราฟฟิก 32 ล้านคนเพิ่มขึ้น 6.25%และทราฟฟิกรถยนต์ 6.8 ล้านคันเพิ่มขึ้น 5%
ส่วนซีคอน บางแค มีพื้นที่ทั้งหมด 300,000 ตารางเมตร มีร้านค้า 250 ร้านค้า ที่จอดรถ 4,000 คัน ลูกค้า 22 ล้านคนเพิ่มขึ้น 10% และรถยนตร์ 3.8 ล้านคันเพิ่มขึ้น 10%”