โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

SMART SME

อัพเดต 14 พ.ย. 2566 เวลา 06.31 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2566 เวลา 01.00 น. • Smart SME

"ชุดนักเรียน" หรือ เครื่องแบบนักเรียน ยังจำเป็นอยู่ไหม ? สำหรับสังคมไทยปัจจุบัน

ตั้งคำถามทิ้งไว้.. ซึ่งแอดฯ ขอชวนเพื่อน ๆ คิดตาม เพราะช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ ถ้ายังจำกันได้ กทม.ได้ออกหนังสือถึงโรงเรียนในสังกัดจำนวนกว่า 400 แห่ง เพื่ออนุญาตให้โรงเรียนกำหนดการใส่ "ชุดนักเรียน" และ ไว้ทรงผม ของนักเรียนได้อย่างอิสระ ด้วยการแต่งกายมาเรียนด้วยชุดอะไรก็ได้ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

หลังการประกาศนี้ออกมา มีเสียงแตกหลายส่วนเป็นไปในทิศทาง ทั้งที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และก็อยากให้ลองปรับนำร่องดูก่อน.. ทั้งตัวของเด็กเอง พ่อแม่ผู้ปกครอง คุณครูและทางโรงเรียนต้นสังกัด ตลอดจนผู้คนในสังคมที่แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ นานา

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกฝ่ายตระหนักถึงเรื่องนี้ และได้ตั้งคำถามและชวนขบคิดเพื่อหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดและทุกฝ่ายพอใจ หากจะทำการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่านเรื่องอะไรสักอย่าง ภายใต้บ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตย

แต่อีกมุมที่ Smart SME อยากจะหยิบยกและชวนเพื่อน ๆ คิด คือ แล้วร้านหรือแบรนด์ที่เคยจำหน่ายเครื่องแบบนักเรียนที่มีประวัติเปิดกิจการมาอย่างยาวนาน เช่น "น้อมจิตต์" , "ตราสมอ" , "สมใจนึก" ในเรื่องของยอดขายจะเป็นอย่างไร ? เมื่อมีประกาศจาก กทม.ดังกล่าว ซึ่งแต่ละแบรนด์จะได้รับผลกระทบเรื่องยอดขายลดลงมากน้อยแค่ไหนหรือไม่ ?

รวมถึง..ร้านขายเครื่องแบบนักเรียน ปัจจุบันมีการปรับตัวอย่างไร เมื่อนักเรียนมีทางเลือก สามารถสวมใส่ชุดไปรเวท (Private Dress) ไปโรงเรียนได้แล้ว

ไหน ๆ ก็ Back to school เทอม 2 เปิดแล้ว ! และบ้านใครที่มีน้อง ๆ หนู ๆ บุตรหลานวัยเข้าโรงเรียน คิดเห็นเรื่องนี้กันอย่างไรบ้าง ขอชวนทุกคนไปติดตามเรื่องนี้กันดูสักหน่อยละกัน

สำหรับ 'ตลาดชุดนักเรียน' และ 'เครื่องแบบนักเรียน' เคยเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจเติบโต เครื่องแบบนักเรียนสามารถทำมูลค่าได้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

ซึ่งหากแยกเป็นมูลค่าของตลาดชุดนักเรียนอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท/ปี , ส่วนตลาดรองเท้านักเรียนอยู่ที่ 5,000 บาทล้านบาท/ปี

แต่หลังจากโลกเผชิญกับ COVID-19 ได้ทำให้กำลังซื้อของผู้ปกครองให้น้อยลง ประกอบกับหลายสถานศึกษายังเปลี่ยนรูปแบบมา Learn from Home ทำให้เกิดเป็นความคุ้นเคยกับการเรียนออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต และการเรียนทางไกลผ่านช่องทางอื่น ๆ มากมาย

ด้วยเหตุนี้ จึงเริ่มมีประชาชนที่มองว่า ชุดนักเรียน จำเป็น..ยังต้องใส่ไปเรียนไหม ? ในเมื่อเด็กเรียนหนังสือได้ โดยไม่เกี่ยวกับเครื่องแบบหรือเปล่า ?

และยังกลายเป็นวัฒนธรรมและแนวคิดในปัจจุบันที่ว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ที่บ้าน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสถาบันศึกษาเท่านั้น นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการตั้งคำถามถึงการบังคับใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียนอย่างที่กล่าวไป

จึงเป็นสาเหตุ ที่ทำให้ตลาดชุดนักเรียนในไทยชะลอตัวอย่างมาก นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 และทำให้บางรายต้องประสบกับผลขาดทุนจนต้องปิดกิจการลงไปก็มีจำนวนไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม "ชุดนักเรียน" ถือเป็นเครื่องแบบในตำนาน ! ที่กำหนดให้นักเรียนในระบบรัฐบาลแต่ง ซึ่งหากนับจาก พ.ร.บ.เครื่องแบบนักเรียนครั้งแรก พ.ศ.2482 ชุดนักเรียนไทยจะมีประวัติ 84 ปี แต่หากนับจากการแต่งกายไปโรงเรียนครั้งแรกของเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นบุตรหลานข้าราชการ หรือประชาชน มีอายุกว่า 130 ปีทีเดียว

ข้อดี ข้อเสีย ของการแต่งเครื่องแบบนักเรียน

ข้อดี

- สร้างเอกลักษณ์ สร้าง Profile ให้กับต้นสังกัดคือโรงเรียน
- ฝึกให้เยาวชนรู้จักการมีกฎเกณฑ์ในสังคมขนาดเล็ก (กฎเท่าเทียมกัน ไม่มีใครมีสิทธิพิเศษไปกว่ากัน)
- ไม่มีการแข่งขัน หรือตัดเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านการแต่งกายแฟชั่น (บ้านใครรวยจนไม่รู้ เพราะทุกคนแต่งชุดนักเรียนเหมือนกัน)
- ชุดนักเรียนทำให้ระบุตัวตนได้ เมื่อเกิดเหตุด่วนเหตุร้าย สามารถตรวจสอบได้
- เป็นสิ่งให้ย้ำเตือนหน้าที่ของนักเรียน ว่า คือการไปร่ำเรียน ไปศึกษาหาความรู้

ข้อเสีย

- มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง
- จำกัดการแสดงออกในบางเรื่อง เพราะติดอยู่กับกาลเทศะที่ใส่เครื่องแบบนักเรียน
- ตัวเด็กในบางคนอาจจะรู้สึกขาดทางเลือกในการแต่งกาย
- อาจมีการเปรียบเทียบ หรือบ่งบอกถึงระดับฐานะทางบ้าน ความเหลื่อมล้ำเกี่ยวกับชื่อเสียงของ รร.ที่ตัวเด็กได้เข้าศึกษาได้เช่นกัน

มาลองส่องประเทศอื่น ๆ กันดูบ้าง โดยมีหลาย ๆ ประเทศที่ยังให้ใส่ชุดนักเรียนและหลาย ๆ ประเทศที่ไม่ได้มีการบังคับให้แต่งเครื่องแบบ สำหรับประเทศที่ยังใส่เครื่องแบบนักเรียน เหมือนกับประเทศไทยเรา ได้แก่

• ญี่ปุ่น เมื่อนานมาแล้วเคยใช้ “ชุดกิโมโน” เป็นเครื่องแบบนักเรียน แต่ปัจจุบัน ที่คุ้นตาเราก็จะเป็นชุดคล้ายกับ ทหารเรือสไตล์ยุโรป เริ่มใช้ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งปัจจุบัน ที่ญี่ปุ่นก็ยังคงมีการบังคับใช้ “เครื่องแบบนักเรียน” ทั้งโรงเรียนของรัฐและเอกชน แต่ในช่วงปี พ.ศ.2561 ก็เริ่มมีโรงเรียนบางแห่ง อนุญาตให้นักเรียนเลือกเครื่องแบบของตน โดยไม่คำนึงถึงเพศได้ เช่น ผู้หญิงจะใส่กางเกงก็สามารถทำได้

• เกาหลีใต้ ก็ยังคงมีเครื่องแบบนักเรียนอยู่ เห็นได้ตามซีรี่ย์ต่าง ๆ โดยเป็นข้อบังคับคล้าย ๆ กับของประเทศไทย ที่ต้องสวมชุดนักเรียนไปโรงเรียนทุกวัน การแต่งกายก็จะบ่งบอกระดับชั้นเช่น ประถม ม.ต้น และ ม.ปลาย

• สิงคโปร์ เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เคร่งครัด เรื่องของเครื่องแบบชุดนักเรียน ที่ต้องถูกต้องตามกฎแบบเป๊ะ ที่จะต้องเป็นทรงตามที่โรงเรียนกำหนด ดัดแปลงไม่ได้ มีการผูกไทด์แต่งกายแบบเต็มยศตามวันที่กำหนด แม้แต่จะสวมเสื้อกันหนาวก็มีกฎ เช่นต้องเป็นสีน้ำเงิน ดำ เทา หรือขาว เป็นต้น

ถึงแม้ว่าช่วงหลังจะมีเรื่องการพูดถึงเครื่องแบบในสิงคโปร์ แต่เขาถกกันในประเด็นที่ไม่ได้จะยกเลิกเครื่องแบบ แต่จะปรับอย่างไร ให้เครื่องแบบเข้ากับสภาพอากาศ หรือการใช้ชีวิตของเด็ก

คราวนี้ มาลองอัปเดตร้านจำหน่ายเครื่องแบบนักเรียน ซึ่งเป็น 'ตำนาน' ของไทย ที่เปิดกิจการมาตั้งแต่ยุค 80-90' โดยมีแบรนด์เก๋า ๆ ที่ยังดำเนินกิจการตอนนี้ มีแบรนด์อะไรบ้าง และมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ช่องทางจำหน่ายหรือไม่อย่างไร เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ ท่ามกลางกระแสสังคมที่แปรเปลี่ยนผันผวนตลอดเวลา

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

ชุดนักเรียน "ตราสมอ"

บริษัท สมอทองการ์เมนท์ จำกัด
วันที่จดทะเบียนจัดตั้ง : 25 ก.พ. 2526
ทุนจดทะเบียน : 130 ล้านบาท

ผลประกอบการ

ปี 2563
รายได้ : 519.6 ล้านบาท
กำไร : 20 ล้านบาท

ปี 2564
รายได้ : 380.3 ล้านบาท
กำไร : 11.2 ล้านบาท

ปี 2565
รายได้ : 437.2 ล้านบาท
กำไร : 12.5 ล้านบาท

ปรับกลยุทธ์ “ใส่สมอ เท่เสมอ”

- ชูจุดเด่นในเรื่องของการใช้วัตถุดิบในการผลิตที่มีคุณภาพทนทาน รวมไปถึงยังมีบริการปักเสื้อ ซึ่งบอกได้เลยว่า ปัจจุบันการหาร้านปักเสื้อกลายเป็นเรื่องยาก

- บริการปักเสื้อจึงกลายเป็นเซอร์วิสที่ผู้บริโภคหลายคนยอมรับ และเป็นหนึ่งในเหตุผลการตัดสินใจเลือกซื้อ "ตราสมอ" ไม่เพียงเท่านี้ ยังสามารถปรับแก้ไซส์ต่าง ๆ เพื่อให้เข้ารูปและใส่สบายสำหรับเด็ก ๆ ที่มีหลากหลายขนาดตัว

- วิธีการเข้าถึงลูกค้า และกระจายไปยังตัวแทนจำหน่ายหลายพื้นที่และการเป็นพันธมิตรกับโรงเรียนต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่การจำหน่ายเสื้อผ้านักเรียนภายในโรงเรียน รวมไปถึงการรับปักตามข้อกำหนดและระเบียบของแต่ละโรงเรียนได้ ชนิดที่ไม่ต้องกังวลว่า จะปักเสื้อผิดระเบียบหรือใช้ชุดนักเรียนผิดระเบียบ โดยเฉพาะชุดลูกเสือเนตรนารีที่มีรายละเอียดในการติดเครื่องหมายมากมาย

- ขยายไลน์การผลิตเสื้อผ้าไปสู่ 'ชุดพละ' และ 'กางเกงวอร์ม' ที่บางโรงเรียนถือเป็นให้เป็นหนึ่งในชุดนักเรียนที่ต้องมีการปักเครื่องหมายมากมาย

- นอกจากนี้ “ตราสมอ” ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มขยายไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ 'ถุงเท้า' ที่ต้องใช้เข้ากับชุกนักเรียน แต่มี Life Cycle ที่สั้นกว่า กลยุทธ์ต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยให้ “ตราสมอ” ยังสามารถครองแบรนด์เสื้อผ้านักเรียนที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

ชุดนักเรียน "น้อมจิตต์"

บริษัท น้อมจิตต์ แมนนูแฟกเจอร์ริ่ง จำกัด
วันที่จดทะเบียนจัดตั้ง : 24 ส.ค.2532
ทุนจดทะเบียน : 25 ล้านบาท

ผลประกอบการ

ปี 2563
รายได้ : 101.7 ล้านบาท
กำไร : 2.6 ล้านบาท

ปี 2564
รายได้ : 79.9 ล้านบาท
กำไร : 1.7 ล้านบาท

ปี 2565
รายได้ : 83.1 ล้านบาท
กำไร : 2.2 ล้านบาท

- กลยุทธ์ของ "น้อมจิตต์" คือ การปรับตัวในทุก ๆ สถานการณ์ โดยยังคงคำว่า "ชุดนักเรียนต้องดีมีคุณภาพ มีมาตรฐาน ราคาไม่แพง"

- อย่าคิดไปว่าเสื้อผ้านักเรียนจะเหมือนเดิมตลอดไป เพราะมันสามารถปรับเปลี่ยนได้ และปรับเปลี่ยนได้ดีกว่าเดิม แม้จะต้องลงทุนเพิ่ม เช่น ผู้ผลิตหรือเจ้าของแบรนด์อาจจะต้องลงทุนเครื่องจักร แต่ระยะยาวจะคงมาตรฐานของสินค้าไว้ได้

- เน้นขายเสื้อผ้าให้กับเด็ก ๆ ราคาไม่แพง เช่น เสื้อนักเรียนชาย เริ่มต้น 200 บาท, กระโปรงนักเรียน 6 จีบ เริ่มต้น 250 บาท ฯลฯ ซึ่งเป็นการบาลานซ์ระหว่างการทำธุรกิจและช่วยเหลือเด็ก ๆ ให้ได้ใส่ชุดนักเรียนที่มีคุณภาพ ราคาไม่แพง ใส่สบาย ๆ

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

ต้อนรับเปิดเทอม ! พาดูรายได้ธุรกิจจำหน่ายชุดนักเรียนแบรนด์ดั้งเดิม เป็นอย่างไรบ้าง ?

ชุดนักเรียน "สมใจนึกเทเวศร์"

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. สมใจนึกเทเวศร์
วันที่จดทะเบียนจัดตั้ง : 13 มิ.ย.2516
ทุนจดทะเบียน : 300,000 บาท

ผลประกอบการ

ปี 2563
รายได้ : 4.7 ล้านบาท
กำไร : 358,760 บาท

ปี 2564
รายได้ : 3.7 ล้านบาท
กำไร : 369,000 บาท

ปี 2565
รายได้ : 4.9 ล้านบาท
กำไร : 372,978 บาท

“สมใจนึกเทเวศร์” ร้านค้าเรียบง่ายที่มีชื่อเสียงด้านเครื่องแบบนักเรียนชาย-หญิง เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 ก่อตั้งเป็น ‘สมใจนึก บางลำภู’ ในปี พ.ศ.2515 ‘สมใจนึก เทเวศร์’ ได้ก่อตั้งขึ้นและแยกออกมาจาก สมใจนึก บางลำภู อย่างเป็นทางการ

ซึ่งหากนับรวมอายุ 'สมใจนึก' ตั้งแต่แรกก็นับเป็นแบรนด์ที่เก่าแก่มากที่สุดรายหนึ่ง เพราะมีอายุกว่า 67 ปีแล้ว โดยปัจจุบัน "สมใจนึกเทเวศร์" มีอยู่สาขาเดียวเท่านั้น (ตั้งอยู่บน ถ.สามเสน แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ )

- สั่งชุดนักเรียนออนไลน์ได้ สะดวกรวดเร็ว ผ่านเว็บไซต์ https://www.somchainuk.co.th/

- เครื่องแบบนักเรียนที่ครอบคลุมทุกสถานศึกษาเช่น เครื่องแบบประถมมาแตร์เดอี , เครื่องแบบเซนต์โยเซฟ , กรุงเทพคริสเตียน , เซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ , เตรียมอุดมศึกษา , ชุดนักเรียนอนุบาล , ชุดลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ฯลฯ ในราคาไม่แพง

เรื่องของ “เครื่องแบบนักเรียน” อย่างที่บอก ถูกยกมาพูดกันจนถึงทุกวันนี้ว่า จะเปลี่ยนแปลง หรือยังคงเดิม หรือจำเป็นไหม ? ซึ่งก็มีแนวคิดที่หลากหลายความคิดที่เสนอกันมา แล้วคุณล่ะ คิดว่าไง ? แต่ในมุมมองส่วนตัวของแอดฯ ความคิดเห็นโดยส่วนตัวมองเรื่องนี้ว่า..

1. ชุดนักเรียน เป็นชุดแห่งความ "เท่าเทียม" จะยากดีมีจนก็ต้องใส่ชุดเหมือนกัน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าต้องใส่ชุดไปรเวทมาเรียน ?

ปัญหาที่จะเกิดตามมาเช่น ใส่ชุดซ้ำอายเพื่อน ใส่ชุดไม่สวยก็อายเพื่อน จริงไหม ? ก็นำมาซึ่งปัญหาว่าต้องไปหาชุดแพง ๆ ที่แพงยิ่งกว่าชุดนักเรียนมาใส่เพื่อดำรงตนในสังคม ถามว่า อะไรจะนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายกว่ากัน ?

แต่กลับกันหากเป็นชุดนักเรียน ใส่ซ้ำเนียน ๆได้ แล้วก็ไม่ค่อยเห็นข่าวจะมีเพื่อนมาบูลลี่ทักว่า ชุดเก่าว่ะ เลยสักคน (ถ้าไม่ได้เก่ายับเยินหนัก ๆ อ่ะนะ)

2. ชุดนักเรียนเป็นเรื่องของ Mind set กับการมาเรียนหนังสือ ส่วนตัวแอดฯ เชื่อว่า หากแต่งชุดไปรเวทแล้วจะเกิดเรื่องทำนองว่า ต้องมาคิดว่าวันนี้จะใส่ชุดอะไร ใส่ชุดนี้จะดีไหม จะอายเพื่อนไหม จะสวยกว่าเพื่อนไหม ทั้งที่ถ้าเป็นชุดนักเรียน เช้ามาคือ คว้าใส่ไม่ต้องสนลูกใคร ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย จุดโฟกัสของเด็กก็จะอยู่ที่การเรียนจริง ๆ

3. เรื่องทรงผมยังพอเข้าใจ แต่ส่วนตัวแอดฯ มองว่าชุดนักเรียน เป็นสิ่งบ่งบอก "ความเป็นนักเรียน" จะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกเราแต่งไปรเวทไปโรงเรียน เราก็ไม่รู้จริงไหม ? ว่าไปเรียนจริงหรือโดดเรียน แต่ถ้าใส่ชุดนักเรียน แล้วโดดเรียน ถ้าโดดก็จะโดนสารวัตรนักเรียนจับนั่นล่ะ เพราะใส่ชุดนักเรียน

4. ชุดนักเรียน มันคือ "ซอฟต์พาวเวอร์" ในวัยเด็กนะ ! มันคือ heritage และ history ส่วนตัว ที่ครั้งหนึ่งเราเคยได้ใส่แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ 10 กว่าปีเท่านั้นเองนะ (นับตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ที่ใส่ชุดนักเรียนจริงจัง)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...