โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องราวของหญิงคนแรกที่แข่งวิ่งบอสตันมาราธอน แล้วผู้จัดพยายามลากออก 50 ปีต่อมาเธอมาวิ่งด้วยเบอร์เดิม

CatDumb

อัพเดต 08 ธ.ค. 2566 เวลา 15.30 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2566 เวลา 08.30 น. • CatDumb - แคทดั๊มบ์ | เล่าเรื่องน่าสนใจ ในแบบที่แมวก็เข้าใจง่ายๆ

Boston Marathon คือหนึ่งในงานมาราธอนที่ดีที่สุดในโลก โดยงานนี้ได้เริ่มจัดมาตั้งแต่ปี 1897 หรือ 126 ปีที่แล้ว ทำให้ปัจจุบันเป็นงานที่คนชอบวิ่งมาราธอนทุกคนต่างก็ใฝ่ฝันที่จะได้ไปเข้าร่วม

แต่เพื่อนๆ รู้กันไหมว่าสมัยก่อนผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมงานวิ่งมาราธอนจากสมาคมกรีฑา เพราะเชื่อว่าการวิ่งระยะยาวจะทำให้ระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงเสียหาย แถมมองว่าผู้หญิงคงมาทำสิ่งที่ต้องใช้ร่างกายและความอดทนสูงแบบนี้ไม่ได้

จนกระทั่งในปี 1967 ได้มีผู้หญิงคนแรกเข้าร่วมแข่งใน Boston Marathon เธอชื่อว่า ‘แคทเธอรีน สวิตเชอร์’ ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาพระดับตำนานขึ้น

เรื่องของเรื่องคือ แคทเธอรีน เป็นคนที่ชอบวิ่งและเล่นกีฬามาตั้งแต่อายุ 12 ปี กระทั่งพอโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่นเธอได้คบกับแฟนหนุ่มที่เป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ทั้งคู่เลยชวนกันฝึกซ้อมวิ่งมาราธอน แล้วแคทเธอรีนก็ทำเวลาได้ดีด้วย

พอแคทเธอรีนอายุ 20 ปี ใปนี 1967 เธอตัดสินใจลงสมัคร Boston Marathon พร้อมกับ ‘โธมัส มิลเลอร์’ แฟนหนุ่มและโค้ชของเธอ ซึ่งก็ผ่านขั้นตอนสมัครมาได้ เพราะเธอสมัครในชื่อ K.V.Switzer ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงจากชื่อ แถมงานก็คิดว่ายังไงก็มีแต่ผู้ชายมาสมัครอยู่แล้ว

พอวันจริงมาถึง แคทเธอรีน ก็วิ่งอยู่ท่ามกลางผู้ชายมากมาย ซึ่งก็ทำให้คนดูและช่างกล้องฮือฮาเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงมาแข่งได้ นักข่าวถึงขั้นจับภาพเธอไปรายงานข่าวว่าปีนี้มีผู้หญิงมาแข่งด้วยเป็นครั้งแรก แล้วเวลาวิ่งผ่านกล้องช่างกล้องก็ขอให้เธอวิ่งช้าลงจะได้ถ่ายรูปเก็บไว้

แคทเธอรีน วิ่งไปกับแฟนหนุ่มและโค้ชโดยไม่สนใจอะไร จนกระทั่งได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นขึ้น

เมื่อ ‘จ๊อค แซมเปิล’ หนึ่งในผู้อำนวยการการแข่ง ได้วิ่งเข้าหาแคทเธอรีนตั้งใจจะดึงหมายเลขแข่งและลากเธอออกจากการแข่ง ระหว่างนั้นโค้ชและแฟนหนุ่มก็พยายามช่วยแคทเธอรีน

แล้วโธมัสก็แก้ปัญหาที่เจออยู่ด้วยการใช้ร่างกายนักกีฬาของเขาวิ่งชาร์จและบอดี้บล็อคใส่ จ๊อค มันซะเลย แคทเธอรีนจึงวิ่งต่อไป แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครมาพยายามห้ามเธออีก

แล้วเหตุการณ์ทั้งหมดที่ว่าไปก็ดันมาเกิดหน้าช่างกล้องด้วย ภาพจึงถูกถ่ายเก็บเอาไว้ก่อนกลายมาเป็นภาพระดับตำนานในเวลาต่อมา

สุดท้าย แคทเธอรีน วิ่งจบมาราธอนระยะทาง 42.195 กม. ด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่เลวเลย

แต่หลังจากแข่งจบ ชื่อของสวิตเซอร์ก็ถูกเอาไปลงในหนังสือพิมพ์กลายเป็นดราม่าอยู่พอสมควรถึงการแหกกฎครั้งนี้

แคทเธอรีนบอกว่าหลังวิ่งจบเธอรู้เลยว่าชีวิตจะต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล แล้วมันก็กลายเป็นเรื่องจริง เพราะเธอได้เป็นตัวแทนของผู้หญิงบอกว่าผู้หญิงก็สามารถวิ่งมาราธอนได้

กระทั่ง 5 ปีต่อมา ในปี 1972 Boston Marathon ก็เปลี่ยนกฎให้ผู้หญิงสมัครได้เป็นครั้งแรก แคทเธอรีน จึงได้มาเป็นนักวิ่งมาราธอนอย่างจริงจัง

ผลงานของเธอก็ไม่ธรรมดา ในปี 1974 เธอคว้าอันดับ 1 ประเภทหญิงในการแข่ง New York City Marathon มาได้ ด้วยเวลา 3:07:29 ซึ่งนับเป็นลำดับ 59 จากทั้งหมดหากรวมผู้ชายด้วย (หมายความว่ามีผู้ชายอีกเป็นพันคนที่ช้ากว่าเธอ!)

และปี 1975 เธอก็ทำเวลาดีที่สุดของตัวเองใน Boston Marathon ด้วยเวลา 2:51:37 เป็นอันดับ 2 ประเภทหญิง

พออายุเริ่มเยอะขึ้น แคทเธอรีน ก็มีบทบาทเป็นทั้งพิธีกร นักเขียนและนักเคลื่อนไหวทางสังคม โดยเธอได้เอาเรื่องของตัวเองมาใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทั่วโลกผ่านหนังสือและงานอีเวนต์ต่างๆ

เมื่อปี 2017 แคทเธอรีน ได้กลับมาลงแข่ง Boston Marathon อีกครั้งในวัย 70 ปี โดยใช้หมายเลขแข่งเดิมซึ่งก็คือ 261 แล้วก็ทำเวลาไปได้ 4 ชั่วโมง 44 นาที

หลังแข่งจบเธอกล่าวว่า ถ้าวันนั้นเธอหยุดวิ่งไป คงไม่มีใครเชื่อว่าผู้หญิงสามารถวิ่งมาราธอนได้ และไม่คู่ควรกับ Boston Marathon การกระทำของเธอในวันนั้นจึงทำให้ทั้งชีวิตของเธอและผู้หญิงอีกหลายคนได้เปลี่ยนไปตลอดกาลเลย

ที่มา

– https://youtu.be/fOGXvBAmTsY?si=5LlggT18Fi63u3P6

– https://kathrineswitzer.com/1967-boston-marathon-the-real-story/

– https://www.womenshealthmag.com/fitness/a19972882/kathrine-switzer-boston-marathon/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...