โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธุรกิจใหญ่เบรกลงทุนใหม่ สินเชื่อติดลบปัจจัยเสี่ยงรุม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 พ.ย. 2566 เวลา 15.34 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2566 เวลา 23.47 น.

จับตาภาคธุรกิจเอกชนเบรกลงทุนโปรเจ็กต์ใหม่เข้าโหมด Wait & See เผยสัญญาณปัจจัยเสี่ยงมากกว่าปัจจัยบวกทั้งภายใน-ภายนอก แบงก์กรุงศรีฯยอมรับเศรษฐกิจชะลอตัว-ต้นทุนการเงินพุ่ง กระทบสินเชื่อรายใหญ่ทรงตัวดีลซื้อกิจการชะงัก “กสิกรไทย” ระบุสัญญาณสินเชื่อระยะยาวโตจำกัด ธุรกิจชะลอลงทุน รอดูทิศทางเศรษฐกิจปี’67 ยกเว้นอุตฯท่องเที่ยว-ยานยนต์ไฟฟ้าเห็นการลงทุนต่อเนื่อง เผยภาพรวมสินเชื่อธุรกิจหดตัวต่อเนื่อง 4 ไตรมาส KKP เผยปัญหาเศรษฐกิจไทย “ขาดการลงทุนใหม่”

ธุรกิจชะลอลงทุนใหม่

นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมธุรกิจขนาดใหญ่ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้มองว่า ความต้องการสินเชื่อและการขยายลงทุนใหม่ รวมถึงการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ของภาคธุรกิจค่อนข้างนิ่ง ทำให้สินเชื่อของธนาคารอาจจะไม่ได้ขยายตัวหวือหวามากนัก

โดยส่วนหนึ่งมาจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงิน (cost of fund) ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในโปรเจ็กต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่หรือดีลใหญ่ชะลอตัวออกไป เนื่องจากต้องใช้จำนวนเม็ดเงินและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ในส่วนของดีลขนาดเล็ก ๆ อาจจะมีให้เห็นบ้าง

นอกจากนี้จะเห็นว่าปัจจัยเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด และมีประเด็นความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาส เข้ามาเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันเพิ่มเติม ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศยังฟื้นตัวค่อนข้างช้า กำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แม้ว่าการท่องเที่ยวจะปรับดีขึ้น แต่ยังไม่กระจายทั่วถึง รวมถึงภาคธุรกิจยังรอความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐก่อน ทำให้ธุรกิจรายใหญ่อยู่ในช่วงรอดู หรือ wait & see ก่อนจะพิจารณาลงทุนใหม่

“ภาพธุรกิจรายใหญ่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายทรงตัว หรือชะลอลงหน่อย เพราะปัจจัยเสี่ยงมากกว่าปัจจัยบวก และดีลหลายดีลชะงักไป เพราะต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย”

รอดูทิศทางเศรษฐกิจ

นายทิพากร สายพัฒนา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการขอวงเงินสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ในปีนี้จะเห็นว่า ส่วนใหญ่ยังคงเป็นสินเชื่อหมุนเวียน (working capital) เพื่อรองรับสภาพคล่องและใช้หมุนเวียนในกิจการระยะสั้น ๆ ขณะที่สินเชื่อระยะยาวอัตราการเติบโตค่อนข้างจำกัด เนื่องจากลูกค้าอาจจะมีการชะลอการลงทุน เพื่อรอดูแนวโน้มและทิศทางเศรษฐกิจในปี 2567 ซึ่งธนาคารคาดว่าความต้องการใช้วงเงินสินเชื่อของลูกค้าในปี 2567 จะมีเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่น่าจะขยายตัวดีขึ้น

“การเติบโตของสินเชื่อในไตรมาสที่ 4 น่าจะใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แต่คาดว่าปีหน้าน่าจะดีขึ้นตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศ ทำให้เอกชนจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจยังคงต้องติดตามปัจจัยทางเศรษฐกิจและสถานการณ์โลกใกล้ชิด และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส ที่อาจกดดันราคาสินค้าและพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของลูกค้าเพิ่มสูงขึ้นด้วย”

“ท่องเที่ยว-อีวี” ยังไปต่อ

นายทิพากรกล่าวว่า กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะเริ่มกลับมา หรือขยายตัวได้ดีในปี 2567 จะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร อาจจะมีการขยายลงทุนเพิ่มขึ้น หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากขึ้น รวมถึงกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลดคาร์บอนตามโรดแมปของประเทศสู่ Net Zero Carbon ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ทั้งการลดภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต และการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการเพื่อให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าลดลงใกล้เคียงกับราคารถยนต์สันดาป

โดยกลุ่มธุรกิจที่อาจจะชะลอตัวในปีหน้า คาดว่าจะเป็นกลุ่มการเกษตร, อุตสาหกรรมผลิตอาหาร เนื่องจากต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น การแข่งขันสูงจากประเทศเพื่อนบ้าน และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (climate change) ที่ส่งผลต่อการผลิต การขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก และความกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อาจเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ธุรกิจไม่ขยายตัวเท่าที่ควร

BBL ธุรกิจลงทุน ESG

ขณะที่นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มธุรกิจในไตรมาสที่ 4/2566 จะเป็นช่วงที่มีการเบิกใช้วงเงิน หรือความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 ไตรมาสแรก เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น คริสต์มาส ปีใหม่ และต่อเนื่องไปถึงสงกรานต์ ทำให้มีความต้องการใช้วงเงินหมุนเวียนในการสต๊อกสินค้า และซื้อวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิต รวมถึงความต้องการเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการและลงทุนใหม่ทั้งในและต่างประเทศ

“มองว่าความต้องการสินเชื่อในไตรมาสที่ 4/66 จะเป็นช่วงที่เติบโตสูงสุดของปี เพราะเป็นช่วงฤดูกาล ทำให้มีความต้องการทั้งสินเชื่อหมุนเวียน และการลงทุน แม้ว่าในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น แต่เชื่อว่าไม่ได้มีผลต่อการลงทุนลูกค้า เพราะลูกค้าได้มีการวางแผนไว้ก่อนหน้า และมีการใส่ปัจจัยต้นทุนทางการเงินไว้อยู่แล้ว เนื่องจากต้นทุนการเงินทางดอกเบี้ยมีการปรับขึ้นลงตลอดเวลา เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำมานาน ซึ่งหากดูแล้วว่าลงทุนแล้วไม่คุ้มก็คงชะลอไปก่อน แต่ตอนนี้เรายังเห็นดีลลงทุนหรือขยายกิจการอยู่” นายไชยฤทธิ์กล่าวและว่า

นอกจากนี้ ธนาคารเริ่มเห็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีการลงทุนในเซ็กเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน (ESG) สินเชื่อพลังงานทดแทน ส่งผลให้พอร์ตทางด้าน green finance มีทิศทางเพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่ได้เป็นพอร์ตหลักของธนาคาร

อย่างไรก็ดี แหล่งเงินทุนของลูกค้าจะมีทั้งการใช้วงเงินสินเชื่อ และการออกหุ้นกู้ เนื่องจากการใช้วงเงินสินเชื่อลูกค้าสามารถบริหารจัดการและจัดสรรวงเงินได้ แต่ในกรณีที่เป็นหุ้นกู้ ได้รับเงินเป็นก้อนใหญ่ ทำให้การจัดสรรเงินค่อนข้างยากและเป็นต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

สินเชื่อ “ติดลบ” ต่อเนื่อง

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมสินเชื่อรายใหญ่ (ไม่รวมกิจกรรมการเงินและประกันภัย) ของระบบธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย จะเห็นว่าสินเชื่อติดลบต่อเนื่องมาหลายไตรมาส เนื่องจากมีแรงกดดันจากการ “ชำระคืนสินเชื่อ” ประกอบกับสินเชื่อปล่อยใหม่ไม่โต นอกจากลูกค้าชะลอการลงทุนแล้ว อีกด้านธนาคารพาณิชย์มีการพิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิตมากขึ้นด้วย ทำให้ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่น้อยลงด้วย ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างทยอยลดลงนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2565 จนถึงไตรมาสที่ 2/2566 รวมหดตัวติดลบ 4 ไตรมาส

โดยยอดสินเชื่อรายใหญ่คงค้าง ณ ไตรมาสที่ 3/2566 อยู่ที่ 4.75 ล้านล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 4.86 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเติบโต -2.2% อย่างไรก็ดี ภาพของการติดลบของสินเชื่อจะทยอยลดลงและอาจกลับมาเป็นบวกเล็กน้อย เนื่องจากเทียบฐานที่ต่ำปีก่อน และเป็นช่วงฤดูกาลเบิกใช้ของภาคธุรกิจ และแรงกดดันของการชำระคืนสินเชื่อลดลง โดยศูนย์วิจัยคาดการณ์ว่า ยอดสินเชื่อรายใหญ่จะกลับมาขยายตัวได้ระดับ 2% ในสิ้นปี 2566 ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างขยับมาอยู่ที่ 4.80 ล้านล้านบาท จากเมื่อสิ้นปี 2565 สินเชื่อรายใหญ่มีอัตราการเติบโต -2.6% (สินเชื่อคงค้าง 4.71 ล้านล้านบาท)

ไอซีที-ค้าปลีกค้าส่งชะลอลงทุน

นางสาวกาญจนากล่าวว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับแรงกดดันและมียอดสินเชื่อคงค้างต่ำกว่าสิ้นปีก่อน ได้แก่ กลุ่มไอซีที ขนส่ง และค้าส่งค้าปลีก ทั้งนี้ แม้ว่ากลุ่มดังกล่าวจะมีแรงกดดัน แต่อาจจะไม่ได้หมายความว่าไม่ดี แต่สามารถหาแหล่งเงินทุนอื่นได้ ส่วนอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวโดยมีสินเชื่อคงค้างสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ได้แก่ ภาคการผลิต ที่พัก-โรงแรม ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และเกี่ยวข้องกับภาครัฐ

ดังนั้น หากดูในฝั่งของการออกหุ้นกู้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 จะพบว่าภาคเอกชนมีการออกหุ้นเพิ่มขึ้น 3.6% โดยมีหุ้นกู้ออกใหม่ราว 1.65 ล้านล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 1.59 ล้านล้านบาท สอดคล้องกับภาพของการชำระคืนสินเชื่อ โดยเซ็กเตอร์ที่มีการออกใหม่ค่อนข้างเยอะ ได้แก่ ภาคการเงิน ลีสซิ่ง ประกัน รวมถึงภาคเกษตร ก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

“ภาพรวมสินเชื่อรายใหญ่ยังถูกแรงกดดันจากการชำระคืนหนี้มาหลายไตรมาส แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณเป็นบวกดีขึ้นในไตรมาสที่ 3/66 เริ่มมีการเบิกใช้วงเงิน แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฤดูกาล ซึ่งหากมีการประคองตัวไปได้ เชื่อว่าสินเชื่อน่าจะกลับมาเป็นบวกได้ แต่เป็นการโตที่จำกัด เรามองกรอบที่ราว 2% และภาพยังมีการออกหุ้นกู้ และนำมาชำระคืน เพราะต้นทุนถูกกว่าในภาวะที่ดอกเบี้ยแบงก์ขาขึ้น”

ประเทศไทย “ขาดการลงทุน”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดโอกาสการลงทุนใหม่ เพราะอาการที่เห็นขณะนี้คือขาดการลงทุนใหม่ สินเชื่อธุรกิจไม่มีการเติบโต เศรษฐกิจโตต่ำเป็นลักษณะของการกินบุญเก่า สูญเสียความสามารถการแข่งขันตกลงเรื่อย ๆ ขณะที่ตลาดหรือกำลังซื้อในประเทศโตลดลงจากโครงสร้างประชากรสูงวัย รัฐบาลต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุน

“ปัจจุบันก็จะเห็นภาพของสินเชื่อธุรกิจโตติดลบ สิ่งที่น่ากังวลคือเศรษฐไทยจะเข้าสู่โหมดโตช้าไปเรื่อย ๆ และขับเคลื่อนด้วยหนี้ครัวเรือน” ดร.พิพัฒน์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...