โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ท่านแม่ทัพได้โปรดหย่ากับข้าเถิด

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 ธ.ค. 2566 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2566 เวลา 13.34 น. • เทียนสื่อ
เพราะไม่อยากเป็นตัวตลกให้ต้องถูกเหยียดหยาม โอกาสในการย้อนกลับมาร่างเดิมหนนี้ นางจึงทำทุกวิถีทางเพื่อหย่ากับสามีที่ไม่เคยปันใจแก่ตนให้จงได้!

ข้อมูลเบื้องต้น

Link Meb >> ท่านแม่ทัพได้โปรดหย่ากับข้าเถิด

“ข้าไม่อยากแต่งงานกับท่านแล้ว หลังจากนี้ท่านเป็นอิสระ เชิญกลับไปหาคนรักของท่านได้ตามใจ”
เว่ยจวินอี้หัวเราะหึออกมาหนหนึ่ง เขาควานฝ่ามือปลดเข็มขัดบริเวณเอวตนออก
เฉิงซินตะลึงลานเบิกตากว้าง
“ท่านกำลังทำสิ่งใด!?”
ใบหน้าคมสันคล้ายยิ้มแต่มิยิ้ม มองดูแล้วถึงกับทำให้จิตใจชาวาบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ
“สตรีตลบตะแลงเช่นเจ้า ข้าไม่เชื่อหรอก คงลอบวางแผนคิดกระทำสิ่งไม่ดีอีกน่ะสิ”

Trigger Warning

cutting ใช้ของมีคม

Phobia : ความหวาดกลัว

Consent : การยินยอมพร้อมใจ

Blood : คำบรรยายเกี่ยวกับเลือด

Panic : อาการตระหนก ตกใจ หวาดกลัว

นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรต์เท่านั้น ไม่มีการอ้างอิงถึงบุคคลจริง หรือสถานการณ์จริงแต่อย่างใดค่ะ รบกวนใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558 ห้ามคัดลอกเนื้อหา ภาพประกอบ หรือเผยแพร่ดัดแปลงเนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางนักเขียน หากพบการกระทำที่ละเมิดดังกล่าว ขออนุญาตดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฏหมายต่อไป

บทที่ 1 โอกาสใหม่ของข้า

ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีกาล มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกยุ่งเหยิงหนักหน่วงดังเป็นระยะมาจากเตียงไม้ขัดเนื้อดี

เฮือก!

“ข้าตายหรือยัง!”

เฉิงซินดีดกายผึง หายใจหอบเหนื่อยเสียจนหน้าอกกระเพื่อมไหว สีหน้าซีดขาวผุดพราวด้วยหยาดเหงื่อเย็น ภายใต้ผ้าแพรสีชาดที่คลี่คลุมและบดบังใบหน้านัยน์ตามองลอดไม่รู้ทิศทาง

“หืม…ผ้าผืนนี้คือสิ่งใดกัน” คิ้วสวยเคลื่อนเข้าหากันเชื่องช้า จิตใจของนางเต้นระทึกทว่ายังคงครองสติเอาไว้มั่น เฉิงซินเอื้อมมือขึ้นแล้วจึงเลิกผ้าคลุมซึ่งกำลังซ่อนเร้นกรอบหน้าและการมองเห็นของตนออกด้วยความสั่นเทา

พรึบ!

ดวงตากลมโตกะพริบถี่หญิงสาวตะลึงลานถึงขีดสุด

“ไม่ใช่ว่าข้าอยู่งานแต่งอนุช่ายจี้ถงหรอกหรือ”

ปัง!

เสียงฝีเท้าเดินโซซัดโซเซไม่เป็นจังหวะ กลิ่นสุราคละคลุ้งจนแทบเวียนศีรษะ หญิงสาวเบิกตากว้างเมื่อพบว่าผู้ที่ยืนใบหน้าแดงก่ำหน้าธรณีทางเข้า ซ้ำยังเมามายคล้ายเสียสติไปแล้วคือผู้ใด

“ท่านแม่ทัพ!”

ภาพเบื้องหน้ายิ่งเพิ่มความตระหนกให้เฉิงซินยกใหญ่ มิใช่ว่าวันนี้คืองานแต่งฮูหยินรองของแม่ทัพเว่ยจวินอี้หรอกหรือ เหตุใดผู้ที่สวมชุดวิวาห์จึงเป็นนางเล่า เหตุใดจึงกลายเป็นว่านางมานั่งอยู่ในห้องหอเสียเอง

เฉิงซินครุ่นคิด สีหน้ามึนงงถึงขีดสุด

มีบางอย่างไม่ถูกต้อง

เฉิงซินจึงกวาดสายตามองไปโดยรอบ การประดับประดาห้องภายในเต็มไปด้วยของมงคลสีแดงฉานซ้ำยังอยู่เคียงกันเป็นคู่ สิ่งเหล่านี้ช่างคุ้นเคยแทบไม่มีอะไรแปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย

นี่มันงานวิวาห์ของนางเองเมื่อสามปีก่อน!

เฉิงซินนั่งแข็งทื่อราวถูกอสนีบาตฟาดกลางกระหม่อม

ข้ายังไม่ตายทว่าย้อนกลับมาเมื่อสามปีก่อนหรอกหรือ!

“ท่านแม่ทัพหรือ นี่เจ้าไม่เรียกข้าว่าท่านพี่แล้วรึ!” คนเมากล่าวหน้าขรึม

เฉิงซินพยายามสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด กล่าวอ้อมแอ้ม “ยกเลิกงานแต่งเถอะ!”

“หืม…”

ผู้มาเยือนยืนแทบไม่ตรง ราวกับหายเมาไปชั่วขณะ ก่อนสีหน้าจะเขียวคล้ำ รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นเสียจนผู้มองอยู่เสียวสันหลังวาบ ศีรษะชาดิกขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

“เจ้าจะเอาอย่างไร คนที่อยากแต่งก็คือเจ้า! มาตอนนี้พิธีมันเสร็จสิ้นแล้ว จะยกเลิกก็คิดตื้นเขินเช่นนี้เลยหรือ ไม่ใช่ว่าเป็นกลลวงใดของเจ้าอีกหรอกนะ” เว่ยจวินอี้กล่าวเสียงขรึม ชี้หน้าอีกฝ่ายส่ง ๆ ด้วยอารมณ์คุกรุ่น

มือหยาบกร้านคว้าหมับเอาข้อมือของเฉิงซิน นางพยายามหมุนแขนเพื่อคลายพันธนาการ แต่ดูเหมือนว่ากลับถูกอีกฝ่ายเพิ่มแรงบีบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

“ท่านปล่อยข้า ข้าเจ็บ!” ใบหน้าเฉิงซินเหยเก นางยังคงพยายามดิ้นรนเพื่อคลายข้อมือของตนออกให้พ้นคนเสียสติเบื้องหน้า

“ปล่อยหรือ แล้วทีข้าบอกให้เจ้าปล่อยข้าไปในวันนั้น เจ้าฟังข้าหรือไม่ เหอะ!” เว่ยจวินอี้ยิ้มเยาะราวพบเรื่องขบขัน ทว่าน้ำเสียงและสีหน้ากลับแสดงถึงความหยามหยันเต็มประดา

เฉิงซินจะไม่ทนอีกต่อไป เหตุใดนางจึงหน้ามืดตามัวหลงรักบุรุษป่าเถื่อนผู้นี้ไปได้กันนะ เว่ยจวินอี้ปฏิบัติต่อนางอย่างแล้งน้ำใจเช่นไร เฉิงซินย่อมรู้ดีทั้งหมด โอกาสกลับมาหนนี้นางจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของแม่ทัพบ้าเลือดผู้นี้อีกอย่างแน่นอน

“ข้าไม่อยากแต่งงานกับท่านแล้ว หลังจากนี้ท่านเป็นอิสระ เชิญกลับไปหาคนรักของท่านได้ตามใจ”

เว่ยจวินอี้หัวเราะหึ เขาควานฝ่ามือปลดเข็มขัดบริเวณเอวตนออก

เฉิงซินตะลึงลานเบิกตากว้าง

“ท่านกำลังทำสิ่งใด!?”

ใบหน้าคมสันคล้ายยิ้มแต่มิยิ้ม มองดูแล้วถึงกับทำให้จิตใจชาวาบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ

“สตรีตลบตะแลงเช่นเจ้า ข้าไม่เชื่อหรอก คงลอบวางแผนคิดกระทำสิ่งไม่ดีอีกน่ะสิ”

เว่ยจวินอี้จึงรวบมือทั้งสองของเฉิงซินผูกด้วยเข็มขัดหนังเนื้อดีของตนเอาไว้อย่างหนาแน่น เฉิงซินดิ้นรนพลางด่าทอด้วยวาจากระด้างซึ่งรู้จักเพียงกะพร่องกะแพร่ง

“ปล่อยข้านะ คนใจดำ อำมหิต หยาบช้า”

เฉิงซินคนเดิมอาจหลงใหลแม่ทัพเว่ยผู้นี้จนหัวปักหัวปำ ทว่าเฉิงซินที่ได้หวนกลับมาในครานี้จะไม่ยอมให้อดีตครอบงำและหวนมาทำร้ายตนได้อีก

เว่ยจวินอี้ลดดวงตามอง โทสะของเขากำลังผุดขึ้นมาเป็นริ้ว ๆ เว่ยจวินอี้กัดฟันกรอด เอ่ยลอดไรฟัน “อยู่ตรงนี้ไปจนเช้าเถอะ สตรีร้อยมารยาเช่นเจ้า ไม่ต้องดีดดิ้นให้มากความ ข้าหรือจะยอมแตะต้อง!”

กล่าวจบเว่ยจวินอี้จึงสะบัดกายเดินโผเผเนื่องจากยังไม่คลายจากฤทธิ์สุราออกนอกห้อง พลางเตะโน่นทำลายนี่เสียจนเฉิงซินที่มองดูต้องตกใจสะดุ้งตัวโยนเป็นระยะ

“นี่!! แม่ทัพบ้า หากอยากไปก็มาปล่อยข้าก่อน มัดไว้เช่นนี้เลือดลมข้าไม่เดิน เช้ามาต้องตัดแขน ท่านรับผิดชอบไหวหรือไม่!”

“…”

“นี่!”

“…”

เฉิงซินลดน้ำเสียงที่ร้องเรียกอีกฝ่ายลง เมื่อนางได้รับเพียงความเงียบสงัดตอบกลับมา ถึงกู่ตะโกนออกไปก็ไร้ประโยชน์ แม่ทัพเว่ยผู้นี้เป็นคนเช่นไร ต่อว่าด่าทอซ้ำไม่สนใจไยดีนาง ทว่าเมื่อเฉิงซินเป็นฝ่ายร้องขอยกเลิกงานแต่งกลับไม่ยินยอมเสียอย่างนั้น คนใจแคบ

เฉิงซินกล่าวอ้อมแอ้มเบาหวิว “ข้าไปรักคนเช่นท่านได้อย่างไรกัน โอกาสที่ได้รับหนนี้ ข้าจะมาหย่ากับท่าน! แม่ทัพงี่เง่า ปล่อยข้า!” ก่อนที่นางจะม่อยหลับไปเพราะความอ่อนล้าทั้งที่ตนถูกมัดตรึงอยู่เช่นนั้น

เพราะเฉิงซินปักใจรักบุรุษผู้นี้มาเนิ่นนาน รักเสียจนหน้ามืดตามัว นางจึงยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งแย่งชิงคนรักของผู้อื่น ก่อนงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบยี่สิบปีของเฉิงซินบุตรสาวเสนาบดีสำนักตรวจราชการ นางพยายามอ้อนวอนบิดาเพื่อขอเชิญชวนแม่ทัพเว่ยมาร่วมงานให้จงได้

และเมื่องานเลี้ยงมาถึงเฉิงซินจึงลอบมอมยาเว่ยจวินอี้ หลังจากนั้นนางจึงจัดฉากเล่นละครตบตาผู้คน ว่าตนได้ตกเป็นฉันสามีภรรยากับแม่ทัพเว่ยเข้าแล้ว เสนาบดีสำนักตรวจราชการโมโหจัดเสียจนแทบเกิดลมจับ เขาทราบดีว่าบุตรสาวของตนชื่นชอบแม่ทัพเว่ยผู้นี้เพียงใด เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าทั้งสองจะรีบเร่งทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุกรวดเร็วและน่าอับอายปานฉะนี้

เว่ยจวินอี้บังเกิดโทสะ กระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธภาพที่ปรากฏต่อสายตาสาธารณชนได้ งานหมั้นของคุณหนูช่ายจี้ถงและเขาจึงถูกยกเลิก ซ้ำยังต้องรับสมรสพระราชทานเพื่อวิวาห์กับเฉิงซิน ทั้งที่ตนกระทำสิ่งนั้นลงไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วยซ้ำ

เว่ยจวินอี้เกลียดชังเฉิงซินมาโดยตลอด นางทำให้เขาต้องพรากจากคนที่รัก ไม่ว่าเวลาผันผ่านมานานหลายปี เว่ยจวินอี้ล้วนไม่เคยแตะต้อง หรือร่วมเรียงเคียงหมอนกับนางแม้แต่ปลายเส้นผม

ผู้ใดก็ว่าฮูหยินจวนแม่ทัพนั้นไร้ยางอายยิ่งนัก นางถูกผู้เป็นสามีรังเกียจเดียดฉันท์ เพราะใช้มารยาร้อยเล่มเกวียนเพื่อให้ได้ตบแต่งเข้ามาแย่งชิงตำแหน่งฮูหยินจวนแม่ทัพเว่ย จากคุณหนูช่ายจี้ถงซึ่งชอบพอกันอยู่กับแม่ทัพมานานนมไปอย่างหน้าด้านหน้าทน

สามปีต่อมาแม่ทัพเว่ยชนะศึกใหญ่ จึงได้รับสมรสพระราชทานจากฝ่าบาทอีกหน คือคุณหนูช่ายจี้ถง เพื่อขึ้นเป็นฮูหยินรอง พิธีการดำเนินไปอย่างราบรื่น ขณะที่คำนับฟ้าดินในงานพิธี ฮูหยินใหญ่เกิดคลุ้มคลั่ง นางถือมีดสั้นเข้าไปหมายจะเอาชีวิตคุณหนูช่ายจี้ถง ด้วยสัญชาตญาณนักรบแม่ทัพเว่ยจึงเผลอปักมีดพกข้างกายตัดขั้วหัวใจฮูหยินใหญ่ของตนจนสิ้นชีพ

"อย่า!"

เฉิงซินสะดุ้งตื่น ทว่ากลับพบว่าตนยังถูกมัดติดกับเสา ด้านนอกเริ่มเกิดแสงสว่างแล้ว นัยน์ตาของนางหรี่เล็กลงเรื่อย ๆ

“ข้ากลับมาอีกครั้งจริง ๆ สินะ แล้วเหตุใดจึงไม่มาตอนยังไม่แต่งงานเล่า ย้อนคืนเพลานี้ข้าจะแก้ไขมันอย่างไร”

เฉิงซินถอนหายใจอย่างคิดไม่ตก

ปึง!

ประตูบานหนาล้มลงเสียจนฝุ่นตลบ

“สติฟั่นเฟือนหรือไร เหตุใดต้องทำลายข้าวของ” เฉิงซินแผดเสียงอย่างไม่สบอารมณ์

จุดจบคราก่อนเป็นเช่นไรนางย่อมรู้ดีแก่ใจ กลับมาครานี้นางไม่มีทางเดินบนเส้นทางสายเดิมอย่างแน่นอน

บทที่ 2 ตัวน่ารังเกียจ

"โจวหมิง ท่านเองหรือ" เฉิงซินขมวดคิ้ว ประตูที่พังครืนลงเมื่อสักครู่เป็นฝีมือองครักษ์ผู้นี้หรอกหรือ เหตุใดจึงมาเอะอะโวยวายแต่เช้าเยี่ยงนี้เล่า

"เอ่อ…ฮูหยิน ข้าน้อยขออภัย บังเอิญมือหนักไปนิดก็เพียงเท่านั้น วันนี้ท่านแม่ทัพติดพันงานหลวง จึงไม่สะดวกมาพบท่าน" โจวหมิงองครักษ์คนสนิทของเว่ยจวินอี้สาวเท้าเข้ามาภายในพร้อมถาดอาหารหอมกรุ่น เขายอบกายลงวางถาดไว้ยังโต๊ะฝั่งตรงข้าม เมื่อสักครู่เขาไม่ทันสังเกตอย่างแจ่มชัดนัก ทว่าเมื่อตนเหลียวมองคนบนเตียงกลับพบว่าเฉิงซินถูกมัดมือไว้บริเวณเสาไม้อย่างน่าเวทนา

"ฮะ…ฮูหยิน นี่ท่านแม่ทัพ…" โจวหมิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

"เหอะ! ข้าคงมัดตัวเองได้กระมัง มัวยืนบื้อทำไมเล่า หรือเจ้าอยากให้แขนของข้าเลือดลมไม่เดินจนต้องตัดมือทิ้งกันเล่า" เฉิงซินกล่าวหน้าคว่ำ

โจวหมิงกระวีกระวาดเข้ามาแล้วจึงปลดเข็มขัดที่ผูกรัดข้อมือออกให้เฉิงซิน แขนที่ห้อยต่องแต่งชาดิกจนไม่อาจขยับ ใบหน้าเฉิงซินเหยเก ความกรุ่นโกรธปะทะขึ้นหน้าเสียจนอยากระเบิดมันออกมาเดี๋ยวนั้น

"เว่ย จวิน อี้ ข้าจะฆ่าท่าน!"

โจวหมิงลอบกลืนน้ำลายลงคอดังอึก คาดไม่ถึงว่าวันวิวาห์ของแม่ทัพเว่ยกลับปล่อยให้ฮูหยินนอนเปล่าเปลี่ยวเอกาอยู่เพียงลำพัง ซ้ำยังผูกนางติดกับเสาราวนักโทษผู้หนึ่ง แม้โจวหมิงไม่ชอบใจนักที่นางกล้ามัดมือชกแม่ทัพของตนเช่นนี้ แต่ทว่าเฉิงซินก็เป็นสตรี หากบุ่มบ่ามใช้กำลังมากไปรังแต่จะถูกบ่าวไพร่ใต้หล้าครหานินทาว่ารังแกสตรีไม่มีทางสู้ ซ้ำนางยังเป็นถึงบุตรีเสนาบดีสำนักตรวจราชการ หากนางขี่ม้าสามศอกไปบอกบิดาตน เรื่องนี้ถึงพระกรรณฮ่องเต้ หาไม่แล้วนายของเขาคงไม่พ้นอาญาโทษเป็นแน่

"ฮูหยิน ท่านอย่าได้โกรธเคืองท่านแม่ทัพเลยนะขอรับ เมื่อคืนแม่ทัพของข้าคงดื่มหนักไปหน่อย" โจวหมิงพยายามหว่านล้อม เขาลอบมองใบหน้าบอกบุญไม่รับด้วยความหวาดหวั่น

เขาไม่ได้กลัวสตรีนางนี้ แต่ทว่าใครก็รู้ดีว่านางนั้นปากสว่างเพียงใด ถูกรังแกนิดหน่อยเป็นไม่ได้ ถือว่าบิดาตนเป็นคนใหญ่คนโตจึงกระทำทุกอย่างตามใจ ขนาดที่ว่าแม่ทัพยังตกหลุมพรางนางเข้าอย่างเต็มเปา

"ไม่โกรธหรือ เจ้าลองถูกกระทำเช่นข้าหรือไม่เล่า ข้าจะไปพบเขา เขาอยู่ที่ใด" เฉิงซินตวัดสายตามอง

"ท่านแม่ทัพอยู่หอตำราขอรับ เอ๊ย…ท่านแม่ทัพไม่อยู่จวน…"

"โกหก"

โจวหมิงยกฝ่ามือตีปากตนดังแปะ เขาหลงลืมไปเสียแล้วว่าแม่ทัพกำชับตนไว้ว่าอย่างไร ห้ามบอกฮูหยินว่าเขายังทำงานอยู่ที่จวน แท้จริงแล้วสมรสพระราชทานครั้งนี้ ฮ่องเต้ถึงกับเห็นดีเห็นงาม ให้แม่ทัพหยุดราชการได้ถึงสามวัน ทว่าเว่ยจวินอี้กลับยังดึงดันทำหน้าที่ต่อแม้จะไม่ถูกอนุญาตให้เข้าราชวังตลอดเวลาของการพักราชการก็ตาม เพียงเพราะเขาไม่อยากพบหน้าฮูหยินที่เพิ่งตบแต่งเข้ามาด้วยความจำใจ

เฉิงซินตั้งท่าลุกขึ้นทว่ากลับต้องเซถลาล้มพับลงนั่งพังพาบไม่เป็นท่าอยู่กับที่ นางถูกตรึงไว้นานจนเกินไป แขนขาเพลานี้ไร้กำลังจนแทบก้าวไม่ออก

"ฮูหยินท่านเป็นเช่นไรบ้าง"

โจวหมิงหน้าตื่น รุดเข้าประคองเฉิงซินเอาไว้ด้วยความตระหนก

"ข้าเวียนศีรษะยิ่งนัก" เฉิงซินนิ่วหน้า หอบหายใจเหนื่อย

"ท่านทานอาหาร และผลัดเสื้อผ้าพักผ่อนอีกสักหน่อยดีกว่า หากออกไปเช่นนี้ เป็นลมเป็นแล้งขึ้นมา ผู้อื่นจะได้ครหาว่าท่านแม่ทัพรังแกท่าน" โจวหมิงกล่าวโดยไร้การยั้งคิด

เฉิงซินช้อนดวงตาขึ้นมอง เอ่ยน้ำเสียงกระด้าง "แล้วไม่จริงหรือ"

"เอ่อ…" โจวหมิงทำหน้าหลุกหลิก เขาจึงคิดหาหนทางเพื่อปลีกกายออกจากความอึดอัดและแดดันตรงนี้เสีย "ขออภัยฮูหยิน ข้ามีงานอีกมากต้องไปสะสาง ประเดี๋ยวจะให้บ่าวในจวนเข้ามาดูแล"

โจวหมิงค้อมศีรษะ แล้วเร่งหมุนกายจากไป เขาได้ยินเสียงหัวเราะหึดังไล่หลัง พลอยให้เกิดอาการเย็นเยียบขึ้นมาจนถึงไขสันหลัง สตรีนางนี้ช่างน่ากลัวโดยแท้ หญิงสาวใต้หล้านี้จะมีผู้ใดหน้าหนาได้เท่านางกันอีกเล่า แม่ทัพของเขาช่างดวงกุดเสียนี่ปะไร

คล้อยหลังโจวหมิง เฉิงซินเหลียวหน้ามองถาดอาหารที่วางอยู่โต๊ะตรงข้ามตนไม่ไกลมากนัก นางผ่อนลมหายใจเบา แล้วจึงตัดสินใจสาวเท้าเดินไปเบื้องหน้าเชื่องช้าเพื่อปรับร่างกายให้คุ้นชิน เฉิงซินยอบกายลงนั่งพลางมองโจ๊กเปล่าถ้วยหนึ่ง และผักทอดน้ำมันไม่กี่หยิบมือ พลางยิ้มเยาะออกมาด้วยความขบขัน

"แม่ทัพงี่เง่า ท่านจะรังแกข้าเกินไปเสียแล้ว ชังน้ำหน้าข้าก็ไม่เป็นไร แม้แต่อาหารการกิน ท่านก็ยังดูถูกข้าเช่นนั้นหรือ" ถึงจะรู้สึกโมโหเสียจนอยากระเบิดอารมณ์เพียงใด ทว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง วันนี้นางต้องไปเจรจากับแม่ทัพเว่ยให้รู้เรื่อง ไหน ๆ เขาก็ไม่แยแสตนอยู่แล้ว การรั้งอยู่ที่นี่ก็รังแต่จะสร้างความรำคาญและหงุดหงิดใจระหว่างกันเสียเปล่า

ซ้ำเฉิงซินไม่อยากกลับไปตายอย่างอนาถซ้ำรอยเดิม บุรุษใจแคบ อำมหิตผิดมนุษย์ ฆ่าแกงได้แม้กระทั่งฮูหยินของตนเพื่ออนุผู้หนึ่ง ทว่าเมื่อหวนนึกถึงตรงนี้ เฉิงซินจึงพ่นลมหายใจอย่างเสียไม่ได้

ในเมื่อนางช่วงชิงคนรักของเขามา เช่นนั้นก็ควรคืนเจ้าของอย่างแท้จริงนั่นถูกต้องแล้ว ผลกรรมที่ผ่านมาคงเป็นการชดเชยบาปหนาที่ตนเคยกระทำแต่กาลก่อนกระมัง

เฉิงซินละเลียดชิมโจ๊กเปล่าด้วยความใจเย็น แววตาที่เคยแข็งกร้าวเลื่อนลอยไร้ทิศทาง เหตุใดเมื่อก่อนนางจึงเป็นสตรีผู้ละโมบต่อความรัก เสียจนไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้นะ สวรรค์ให้โอกาสนางได้ย้อนกลับมา ทว่าดันหวนคืนไม่ถูกช่วงเวลาเอาเสียเลย เหตุใดจึงไม่ย้อนเอาตอนที่นางยังไม่จับแม่ทัพผู้นี้มาเป็นสามีของตนกันเล่า

ขณะที่ยังติดอยู่ในภวังค์ และอาหารในมือแทบไม่พร่องลงเลย เฉิงซินได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาอย่างสับสน นางจึงผินหน้าไปมองฝั่งธรณีทางเข้า ที่แท้เป็นสาวใช้ของจวนนั่นเอง ดูเหมือนพวกนางจะเกรงกลัวเฉิงซินอยู่ไม่น้อย เฉิงซินเลิกคิ้วฉงน

ข้ายังไม่เคยตบตีพวกเจ้าเสียหน่อย เหตุใดต้องเกรงกลัวถึงเพียงนี้เล่า

เฉิงซินทำได้เพียงฉุกนึกในใจ ก็ได้แต่ละอายแล้ว เรื่องฉาวโฉ่ที่นางก่อไว้คงโจษจันกันไปทั่วแล้วสิท่า เอาเถอะ ถึงอย่างไรนางก็เป็นผู้ก่อเรื่องเอาไว้เองจริง ๆ เช่นนั้นก็ได้แต่ทำใจ และแก้ไขบางเรื่องที่สามารถทำได้เป็นพอ

"พวกเจ้าเข้ามาเถิด มัวอ้ำอึ้งอยู่ด้วยเหตุใด"

บ่าวรับใช้ทั้งสองจึงทำได้เพียงก้มหน้างุด และสาวเท้าเข้ามาอย่างสงบเสงี่ยม

"ฮูหยินทานอิ่มแล้วหรือไม่เจ้าคะ อีกเดี๋ยวพวกข้าจะได้เตรียมน้ำอุ่นไว้ให้ท่าน" สาวใช้นางหนึ่งกล่าวด้วยอาการประหม่า เพียงเสียงลมหายใจของเฉิงซินก็ทำเอานางแทบอยากล้มพับลงเดี๋ยวนั้น

เฉิงซินวางถ้วยอาหารและตะเกียบลงแล้ว พลางเหลียวมาทั้งกาย กวาดสายตามองสตรีทั้งสองเขม็ง หลังจากนั้นจึงผ่อนแววตาและน้ำเสียงลง "ในสายตาของพวกเจ้าข้าน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ"

สาวใช้ทั้งสองส่ายศีรษะทั้งยังก้มหน้างุดเป็นพัลวัน

"โกหก"

ทันทีที่ได้ยินเสียงเช่นนั้น ทั้งสองนางจึงทิ้งตัวลง และร่ำร้องราวกับว่าเฉิงซินกำลังจะฆ่าแกงพวกนางอย่างไรอย่างนั้น

"ฮูหยิน ได้โปรดอภัยข้าด้วยเจ้าค่ะ"

เฉิงซินทอดถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน "ลุกขึ้นเถิด"

"บ่าวมิกล้า"

"เช่นนั้นเจ้าก็เลือกเอา จะลุกขึ้นหรือว่า…"

"ละ…ลุกแล้วเจ้าค่ะ"

สาวรับใช้ทั้งสองนางดีดกายพรวดขึ้นจากพื้น ยืนตัวตรงแน่ว เฉิงซินหัวเราะขบขันให้กับท่าทีของทั้งสองราวกับว่าตนกำลังดูละครตลกฉากหนึ่ง

"เอาล่ะ ข้าไม่แกล้งพวกเจ้าแล้ว เจ้าชื่ออะไร"

"หลี่อ้ายซีเจ้าค่ะ" นางหนึ่งยอบกายลงตอบ

"ข้า เผิงหลินเจ้าค่ะ"

"อ้อ หลี่อ้ายซี และ เผิงหลิน ใครส่งเจ้ามาเล่า"

ทั้งสองส่ายศีรษะพร้อมเพรียง เฉิงซินประหลาดใจไม่น้อย เกรงว่าบ่าวในจวนแห่งนี้คงไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้นางกระมัง เฉิงซินเป็นบุตรสาวคนเดียวของจวนตระกูลเฉิงก็จริงอยู่ ทว่านางไม่เคยมีสาวใช้คนสนิทสักคน สาวใช้ที่อยู่ข้างกายนางซึ่งถูกรับเข้ามา ไม่ถูกไล่ตะเพิดกลับภูมิลำเนาก็ถูกส่งไปทำงานอื่นแทน เฉิงซินทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างเอือมระอาต่อนิสัยกาลก่อนของตน

"พวกเจ้าอาสามาเองเลยหรือ"

เผิงหลิน "จะ…เจ้าค่ะ ถึงอย่างไรท่านก็เป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพ หาก…"

"เอาล่ะ ไม่ต้องเอ่ยแล้ว ข้าคงอยู่ที่นี่อีกไม่นาน อีกเดี๋ยวเตรียมน้ำเรียบร้อยแล้วก็มาบอกข้า" เฉิงซินกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

บ่าวทั้งสองเห็นรอยยิ้มเช่นนั้นก็พลอยใจชื้นขึ้น ฮูหยินผู้นี้หาได้เหมือนกับที่พวกนางได้ยินข่าวโคมลอยเหล่านั้นแม้แต่น้อย กิริยาท่าทางก็หาได้ดุร้ายปานนั้น แม้ใบหน้างดงามอีกทั้งดูเคร่งขรึมอยู่หน่อยก็ตาม ทว่าเมื่ออีกฝ่ายฉีกยิ้มขึ้นมา โลกใบนี้กลับเสมือนว่าน่าอยู่เต็มประดา

สาวใช้ทั้งคู่จึงยิ้มตอบเบาบาง พลางหมุนกายจากไปเพื่อเตรียมอ่างน้ำให้พร้อมสำหรับการชำระกายแด่ฮูหยินคนใหม่แห่งจวนแม่ทัพ เฉิงซินมองตามแผ่นหลังของสตรีทั้งสอง นางลอบระบายลมหายใจอ่อน

"เฉิงซินนะเฉิงซิน เจ้ามันตัวน่ารังเกียจ และเป็นดั่งฝันร้ายของผู้อื่น ไฉนก่อนหน้าจึงยโสโอหัง ไม่รู้จักฟังคำใครเช่นนี้นะ"

บทที่ 3 ท่านหย่ากับข้าเถิด

ปึง!

เสียงกระแทกฝ่ามือพร้อมกระดาษหนึ่งแผ่นลงบนโต๊ะหนังสือดังสนั่น เว่ยจวินอี้เงยหน้าขึ้นจากกองรายงาน วางม้วนไม้ไผ่ลงด้วยความเชื่องช้า เขาขึงดวงตามองผู้มาเยือนอย่างไม่สบอารมณ์ เหตุใดนางจึงมารยาททรามยิ่งนัก

"ท่านหย่ากับข้าเถิด"

เฉิงซินจ้องหน้าแม่ทัพเขม็ง กล่าววาจาอย่างมุ่งมั่น เว่ยจวินอี้ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เขาเลิกคิ้วขึ้นหนึ่งฝั่ง พยายามกดข่มอารมณ์คุกรุ่นลงไป "นึกครึ้มใดขึ้นมาได้เล่า อยู่ ๆ จึงมาขอหย่าเช่นนี้"

"ได้! ข้าบอกความจริงท่านก็ได้"

"ความจริงหรือ" เว่ยจวินอี้แสร้งกลับไปสนใจกองรายงานของตนต่อ ราวกับว่าผู้มาเยือนเป็นดั่ง ลม ฟ้า อากาศสำหรับเขา

เฉิงซินหลับดวงตา ผ่อนลมหายใจเพื่อข่มความอัปยศในกาลก่อนเอาไว้ลึกสุดก้นบึ้ง "วันนั้นท่านและข้ายังไม่ได้เกินเลยกัน"

เว่ยจวินอี้ชะงักลงชั่วครู่ เฉิงซินได้ยินเสียงหัวเราะหึแผ่วเบา ราวกับว่าแม่ทัพผู้นี้ไม่ได้รู้สึกรู้สาใดเลย เขาหัวเราะเช่นนั้นหรือ หัวเราะด้วยน้ำเสียงเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน

"ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร" เฉิงซินขมวดคิ้วบาง นี่เป็นเรื่องดีกับเว่ยจวินอี้ด้วยซ้ำ เหตุใดเขาช่างดูใจเย็นและประวิงเวลาให้ยืดเยื้อเช่นนี้เล่า การที่นางยอมถอยให้กับแม่นางในดวงใจของเขาไม่ใช่เรื่องน่ายินดีหรอกหรือ

แม่ทัพแหงนใบหน้าขึ้น แววตานุ่มลึกคล้ายยิ้มแต่มิได้ยิ้ม "เจ้าคิดว่าจวนข้าเป็นสถานที่เช่นไร ที่วิ่งเล่นสำหรับเจ้าหรือ อีกอย่างสมรสพระราชทาน ใช่เจ้าคิดจะหย่าก็หย่า คิดจะแต่งก็แต่งได้โดยง่าย"

"อีกหน่อยท่านก็ต้องรับนางเป็นอนุ ข้าไม่อยากใช้สามีร่วมกับผู้ใด" เฉิงซินเหลียวหน้าไปทิศอื่น กล่าวมุบมิบด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ทว่าอีกฝ่ายกลับได้ยินสิ่งที่นางเอ่ยออกมาแม้จะฟังดูไม่ถนัดนัก แต่ก็พอจับใจความได้บ้าง

"เจ้ากำลังทำตัวเป็นประเภทตีตนไปก่อนไข้เช่นนั้นหรือ" เว่ยจวินอี้เลิกคิ้ว ริมฝีปากกดยิ้มหยามหยัน

เฉิงซินผินหน้ากลับ นางกอดอกแน่น "ในเมื่อท่านไม่เคยรักข้า อีกอย่างการวิวาห์ในครั้งนี้ล้วนเป็นข้าที่ก่อเรื่อง เช่นนั้นข้าก็จะรับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำ"

"เหอะ! รับผิดชอบหรือ รู้ตัวนี่ว่าเป็นผู้ก่อเรื่อง เจ้ามากล่าวเพลานี้มันสายเกินไปหรือไม่ หากข้าหย่ากับเจ้าหลังจากตบแต่งได้เพียงหนึ่งวัน ชาวเมืองจะได้ครหาว่าข้ารับผิดชอบเพื่อบังหน้าเท่านั้น ซ้ำยังมาหาว่าข้าข่มเหงสตรีไม่มีทางสู้ นี่คงเป็นจุดประสงค์ที่เจ้าอยากหย่ากับข้ากระมัง"

"แล้วไม่จริงหรือ เรื่องที่ว่าท่านรับผิดชอบข้าบังหน้า" เฉิงซินเลิกคิ้ว

"เจ้า!"

เว่ยจวินอี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาสิ้นความอดทนกับสตรีเช่นนี้จริง ๆ เขาไม่อาจหย่าในเพลาเช่นนี้ได้ แม้จะยินดีเพียงใดก็ตาม อยู่ ๆ ผู้ที่อยากวิวาห์กับเขาเสียจนเนื้อเต้นกลับมีท่าทีแปรผันไป นี่มันเรื่องประหลาดใดกัน

"ข้าไม่หย่า" เว่ยจวินอี้กล่าวเสียงขรึม

"ห้ะ! ไม่หย่า ท่าน… เหตุใดจึงเอาใจยากเช่นนี้เล่า ไม่ต้องการข้า ทว่าไม่ยอมหย่า" เฉิงซินยิ้มเยาะ

ราวสวรรค์กลั่นแกล้ง ขณะที่เขาอยากวิวาห์กับแม่ทัพผู้นี้ใจแทบขาด อีกฝ่ายกลับทำสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์และพยายามหลีกหนีนางราวกับเห็นตัวอัปมงคล มาหนนี้นางเป็นฝ่ายเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขากลับปฏิเสธมันออกมาอย่างหน้าตาเฉยเช่นนั้นหรือ เกรงว่าแม่ทัพเว่ยคงต้องการทดสอบความอดทน และรังแกตนเพื่อความขบขันกระมัง

"ก็ได้ ท่านต้องการเช่นนี้จริงหรือ ว่ามาท่านพร้อมเมื่อใด"

"พร้อม" เว่ยจวินอี้งุนงง

"พร้อมหย่าอย่างไรเล่า หากเพลานี้ยังไม่ได้ เช่นนั้นท่านก็บอกข้ามาว่าพร้อมเมื่อใด"

"วันนี้ข้ายังยุ่งนัก เจ้าออกไปเสีย ไว้ข้าจะบอกอีกที" เว่ยจวินอี้ละสายตาจากนางแล้ว เขากลับไปวุ่นวายกับงานที่ล้นมือของตนต่อ

เฉิงซินกัดฟันกรอด "หน็อย ทำเช่นข้าเป็นธาตุอากาศ ข้าไม่ยอมแพ้หรอก อ้อ…อีกอย่าง ท่านมัดข้าไว้ทั้งคืน คิดหรือไม่ว่าแขนของข้าเกือบใช้งานไม่ได้เสียแล้ว"

"…"

เฉิงซินยกแขนที่ยังเกิดรอยแดงขึ้น ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายไม่สนใจนางแม้แต่น้อย เฉิงซินจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ นางลดมือลงเดี๋ยวนั้น พลันหมุนกายเสียจนเกิดลมโกรก เว่ยจวินอี้ลอบมองไปยังข้อมือที่ยังเกิดรอยแดง หน้าของเขากระตุกวูบ

เฉิงซินกระฟัดกระเฟียดกลับไปแล้ว โจวหมิงจึงเข้ามาทันได้เห็นใบหน้าบูดบึ้งของสตรีที่สวนทางกับตนออกไปไว ๆ

"ท่านแม่ทัพ เกิดเหตุใดขึ้นเล่า ไฉนฮูหยิน" โจวหมิงเหลียวมองทางที่เฉิงซินจากไป และเบนหน้ากลับมายังนายของตน ขมวดคิ้วบางด้วยความฉงน

"นางมาขอหย่า"

"หา…ขอหย่าหรือ แล้วท่านตกลงเลยหรือไม่"

เว่ยจวินอี้ส่ายศีรษะ

"อ้าว เหตุใดท่านไม่หย่าเล่า ก็ในเมื่อท่านอยากแต่งกับคุณหนูช่ายจี้ถงมาโดยตลอดมิใช่หรือ"

เว่ยจวินอี้ละมือจากงานของตนอีกหน เขาหรี่นัยน์ตาลง ความรู้สึกของแม่ทัพเพลานี้คล้ายมีบางอย่างไม่ถูกต้อง คราที่นางต้องการตัวเขาเฝ้าตามติดระรานตนแจ ซ้ำยังวางกลอุบายเสียจนได้ตบแต่งเข้ามา ทว่าแต่งงานยังไม่พ้นวัน นางก็ขอหย่า เช่นนี้ไม่ให้ตนเกิดข้อกังขาได้อย่างไร หรือนางอาจเป็นกลลวงของใครบางคน

"เจ้าไม่คิดว่ามันน่าแปลกอย่างนั้นหรือ"

"น่าแปลกอย่างไรหรือขอรับ" โจวหมิงงุนงง เขายังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของผู้เป็นนายอยู่วันยังค่ำ สตรีที่เกลียดชังขอหย่า ทว่าแม่ทัพกลับปฏิเสธ ครั้นเมื่อนางจ้องจะแต่งเขาก็ปฏิเสธเช่นกัน แม่ทัพเว่ยผู้นี้ช่างเอาใจยากโดยแท้

"เมื่อก่อนนางอยากแต่งงานกับข้าใจแทบขาด ทว่าวันนี้นางกลับยืนกรานที่จะหย่า มีบางอย่างผิดแผกไปไม่น้อย"

"ท่านแม่ทัพ ท่านคิดมากไปหรือไม่ขอรับ หย่าให้นางทุกอย่างก็จบ"

"ไม่ได้ เจ้าไปจับตาดูนาง หากมีสิ่งใดผิดปกติ ให้มารายงานข้าอย่าได้บกพร่องเด็ดขาด"

"ขอรับ"

"เดี๋ยวก่อน!"

โจวหมิงงุนงง พลางมองตามฝ่ามือของเว่ยจวินอี้ซึ่งกำลังควานหาบางสิ่งใต้โต๊ะของตน

"เอาไปให้นาง"

โจวหมิงรับมา เขาหมุนซ้ายหมุนขวาแล้วเบิกตากว้าง "ท่านแม่ทัพนี่…"

"พูดมากความ จะไปได้หรือยัง" เว่ยจวินอี้กล่าวเสียงขรึม

"ขะ…ขอรับ"

โจวหมิงจึงค้อมศีรษะเร็วรี่พลางหมุนกายเดินจากไปโดยไม่รอช้า

เขาจับตาดูเฉิงซินอย่างไม่คลาดสายตาตามที่นายของตนประสงค์ วันเวลาผันผ่านรวดเร็วราวพลิกฝ่ามือ แม่ทัพและฮูหยินไม่เคยร่วมห้องกันสักครา ทว่าสิ่งหนึ่งที่โจวหมิงนั้นต้องประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

"ท่านแม่ทัพ ข้าว่าฮูหยินก็หาได้ทำการใดผิดแผกไป กลับเป็นที่รักใคร่ของบรรดาบ่าวรับใช้ด้วยซ้ำ ทว่ามีเรื่องหนึ่ง"

"หืม…เรื่องใด" เว่ยจวินอี้ขมวดคิ้ว เขาประหลาดใจอยู่ทีเดียวที่โจวหมิงเอ่ยว่าเฉิงซินเป็นที่รักใคร่ของบ่าวไพร่ ถึงจะเคยได้ยินเรื่องนี้แว่วผ่านหูมาบ้างก็ตาม น่าแปลกเสียจริง หลังแต่งงานอุปนิสัยของคนผู้หนึ่งสามารถแปรผันได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

"ข้ามักเห็นนางออกไปนอกจวนอยู่บ่อยครั้ง ฮูหยินนาง นาง…"

"มัวอ้ำอึ้งด้วยสิ่งใด"

"ข้าเห็นนางไปพบกับรองแม่ทัพเสวียนอยู่บ่อยครั้ง เอ่อ…"

"เจ้าว่าอย่างไรนะ ลอบพบกับรองแม่ทัพเสวียน" เว่ยจวินอี้ละสายตาจากงานของตน หน้าของเขากระตุกเล็กน้อย ในดวงตามีเปลวโทสะขึ้นมาระลอกหนึ่ง

"ตะ…แต่ว่า พวกเขาเพียงเดินเที่ยวชมของในตลาดและแผงลอย แล้วก็แวะทานอาหารกันบ้างก็เพียงเท่านั้น คำพูดอื่นข้าแทบไม่ได้ยินว่าท่านรองแม่ทัพกับฮูหยินสนทนาสิ่งใดกัน ข้าเกรงว่าหากเข้าใกล้มากไปกว่านี้อาจถูกจับได้"

เว่ยจวินอี้ยกมือขึ้นปราม เขาลุกพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว เปลวเทียนที่สว่างหรุบหรู่ใกล้มือหนึ่งเล่ม ดับวูบลงราวรู้ถึงอารมณ์เย็นเยียบในแววตาของตน

"ท่านแม่ทัพจะไปที่ใดหรือขอรับ"

โจวหมิงตั้งท่าเดินตามนายของตนออกไปทว่ากลับถูกร้องปรามเอาไว้เสียก่อน "เจ้ากลับไปพักได้แล้ว ไม่ต้องตามข้า คืนนี้ข้าจะกลับหอนอน"

"หา…กลับหอนอนหรือ" ร้อยวันพันปี นับตั้งแต่เฉิงซินก้าวเข้ามา เว่ยจวินอี้แทบไม่เฉียดเข้าใกล้พื้นที่ที่มีอีกฝ่ายอยู่แม้แต่น้อย ทำราวกับว่าจะติดเชื้อกลับมาอย่างไรอย่างนั้น ทว่าอยู่ ๆ วันนี้นายของเขากลับเดินดุ่ม ๆ มุ่งหน้าไปเรือนนอนของตนด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ กลับสร้างความฉงนให้โจวหมิงอยู่ไม่น้อย

"แม่ทัพเป็นอะไร หึงหรือ" โจวหมิงขมวดคิ้ว พร่ำคุยกับตัวเองราวพวกเพ้อพก พลางสั่นส่ายศีรษะไปมา "ไม่จริงหรอกน่า ท่านแม่ทัพมีคุณหนูช่ายจี้ถงทั้งใจ"

โจวหมิงจึงทำได้เพียงยกมือขึ้นเกาศีรษะเกาแก้มแก้เก้อมองเจ้านายหายลับไปตามทาง ส่วนเว่ยจวินอี้กลับสาวเท้าฉึบฉับด้วยอาการร้อนรุ่มราวกับว่าถูกคนเอาเปลวเพลิงมาสุมดวงอก กัดฟันกรอดด้วยความกราดเกรี้ยว ไม่รู้เหตุใดตนจึงต้องหงุดหงิดถึงเพียงนี้

เฉิงซินเจ้าช่างทำงามหน้ายิ่งนัก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...