โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความสุขของคนหัวใจสลาย The Museum of Innocence

The101.world

เผยแพร่ 26 ต.ค. 2564 เวลา 03.00 น. • The 101 World

สำหรับผมแล้ว The Museum of Innocence (พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา) ของออร์ฮาน ปามุก เป็นนิยายรักที่ตรึงใจ รวดร้าวเศร้าสร้อย และเปี่ยมสุขชวนหลงใหล

ผมควรต้องรีบเตือนกันไว้ก่อน ว่ามันมิใช่นิยายรักตามขนบอันเป็นที่คุ้นเคย ไม่ได้หวานชื่นโรแมนติกชวนฝัน ไม่ได้สะเทือนใจเรียกน้ำตาอย่างจะแจ้ง แต่มีรสชาติเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

The Museum of Innocence ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2008 คล้อยหลัง 2 ปีจากที่ปามุกได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

นิยายเริ่มต้นด้วยการที่ ‘ผม’ (เคมาล) เล่าถึงห้วงขณะที่เขาเชื่อว่าเป็น ‘ช่วงเวลาแสนสุขที่สุดในชีวิตผม’ เมื่อยามบ่ายวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1975

ขณะที่เหตุการณ์เกิดขึ้น เคมาลยังไม่รู้ตัวว่านั่นเป็นเวลาแห่งความสุขสมบูรณ์แบบ ต่อเมื่อเรื่องราวถัดจากนั้นผ่านความแปรผันเป็นอื่น และล่วงเลยผ่านพ้นไปอีกเนิ่นนานหลายปี ผ่านการรำลึกทบทวนย้อนหลังและความพยายามทำความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เคมาลจึงค่อยตระหนักว่าอดีตครั้งนั้นเป็นโมงยามอันสุขสมล้ำลึกโดยแท้

The Museum of Innocence เล่าเรื่องความรัก ความหมกมุ่นลุ่มหลง พิษรักบาดแผลอันรวดร้าวสาหัสจากความไม่สมหวัง การเยียวยาตนเองให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานใจ และการสร้างความทรงจำต่ออดีตที่ผ่านพ้นไม่มีวันกลับคืนของเคมาล โดยจับความเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 1975 ถึง 1984

เคมาลเป็นหนุ่มวัย 30 สืบทอดธุรกิจของครอบครัว มีฐานะร่ำรวย (เขาย้ำเตือนกับผู้อ่านอยู่เนืองๆ ถึงความน่าอึดอัดขัดข้องของ ‘การเป็นคนรวยในประเทศยากจน’) กำลังจะเข้าพิธีหมั้นกับสาวสวยชื่อสิเบล ซึ่งมีฐานะ ชาติตระกูล พื้นเพการศึกษาทัดเทียมกัน ทั้งสองเป็น ‘คู่รักในฝัน’ แบบกิ่งทองใบหยก และใครๆ ต่างจับตามองด้วยความชื่นชมระคนอิจฉา

ในช่วงทศวรรษ 1970 ผู้หญิงอย่างสิเบลถือได้ว่าเป็นคนหัวสมัยใหม่ เคยผ่านประสบการณ์ใช้ชีวิตในยุโรป และเปิดกว้างในเรื่องเพศ ดังนั้นเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคนรักเป็นไปอย่างราบรื่น มีความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่สิเบลกับเคมาลจะมีอะไรกันก่อนแต่ง โดยไม่มีฝ่ายใดรู้สึกว่าเป็นเรื่องเสียหายหรือไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม สิเบลไม่ใช่นางเอกของนิยายเรื่องนี้ หากแต่เป็นหญิงสาวอีกคนที่แทรกตัวเข้ามาในฐานะ ‘มือที่สาม’

เธอเป็นหญิงสาววัย 18 ปีชื่อฟูซุน ญาติห่างๆ ของเคมาล (เมื่อไล่ลำดับสืบสาวจนถึงที่สุดแล้ว ทั้งสองไม่มีความข้องเกี่ยวผูกพันกันทางสายเลือด แต่นับญาติกันได้ผ่านการแต่งงานระหว่างบรรพบุรุษของสองฝ่าย) ฐานะยากจน ทำงานเป็นพนักงานขายของในร้านค้าแห่งหนึ่ง ก่อนหน้านั้นไม่นาน ฟูซุนเคยเข้าประกวดนางงามผ่านไปถึงรอบสุดท้าย แต่ไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ การเข้าประกวดนางงามทำให้ภาพพจน์ของเธอติดลบ เป็นที่ครหานินทากันไปทั่วในทางเสื่อมเสีย (สำหรับสังคมที่มีรากฐานเคร่งศาสนาอย่างตุรกี)

เคมาลกับฟูซุนพบเจอและรำลึกได้ถึงความหลังที่เคยรู้จักพบเจอกันเมื่อวัยเยาว์ และพัฒนาความสัมพันธ์ไปเป็นรักต้องห้าม ทั้งสองนัดหมายพบปะกันเป็นประจำในยามบ่าย ที่อพาร์ตเมนต์ซึ่งแม่ของเคมาลใช้เป็นที่เก็บของ

สำหรับเคมาล ในเบื้องต้นความสัมพันธ์ดังกล่าวค่อนหนักไปทางความพึงใจในเพศรส เขาปรารถนาจะได้เจอฟูซุน มีเซ็กซ์กับเธอ แต่ปราศจากความคิดที่จะแต่งงานกับเธอ และมุ่งหวังอย่างเห็นแก่ตัวว่าจะหมั้นหมายและแต่งงานกับสิเบลในเร็ววัน พร้อมๆ กับที่ยังปรารถนาจะได้ร่วมรักกับฟูซุน (ซึ่งสารภาพว่าเธอหลงรักเขาอย่างจริงจัง) ต่อไป

เคมาลกับฟูซุนเจอะเจอมีความสัมพันธ์ก่อนแต่ง เกิดขึ้นจบลงกินเวลารวมแล้ว 44 วัน หลังจากคืนที่ประกอบพิธีหมั้นระหว่างเคมาลกับสิเบล ซึ่งฟูซุนกับครอบครัวได้รับเชิญมาเป็นแขก หญิงสาว (ซึ่งคาดเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะใจสลายยับเยิน) ก็หายลับไปจากชีวิตของเคมาล

นับจากวันนั้นสืบเนื่องมาอีก 9 ปี เคมาลค่อยๆ รู้ซึ้งแก่ใจว่าตนเองโหยหาต้องการฟูซุนมากมายเพียงไร หลงรักฟูซุนหัวปักหัวปำเพียงไร เจ็บปวดรวดร้าวทรมานอย่างไม่อาจเยียวยาเพียงไร

เรื่องคร่าวๆ ที่ผมเล่ามา เป็นเหตุการณ์เริ่มต้นกินเนื้อความประมาณไม่กี่สิบหน้าของนิยาย ที่เหลือถัดจากนั้นอีกห้าร้อยกว่าหน้า คือการพรรณนาถึงความทุกข์โศกสาหัสแบบกู่ไม่กลับของเคมาล หลังจากทำความรักหลุดลอยไป และเพิ่งมารู้ภายหลังว่าได้ทำผิดพลาดมากมายสารพัดสารพันต่อหญิงสาวที่ตนรัก, ความพยายามที่จะใช้ชีวิตปกติต่อไปของเคมาล ดิ้นรนต่อสู้กับความเจ็บปวดทั้งทายใจและทางกาย โดยมีสิเบลคู่หมั้นสาวร่วมยืนหยัดเคียงข้าง ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างพบว่า ไม่เพียงแต่จะล้มเหลวปราศจากผล การใช้ชีวิตร่วมกัน (โดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน) ยังเผยแสดงให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เคมาลไม่ได้รักสิเบล หรืออาจกล่าวได้ว่าไม่เคยรักเลยเสียด้วยซ้ำ, ชีวิตหลังจากหญิงสาวที่เคมาลรักและหญิงสาวที่เคมาลหมั้นหมายหลุดมือไปทั้งสองคน ชายหนุ่มตกอยู่ในสภาพหมกมุ่นลุ่มหลงดิ่งลึก จนนำไปสู่การสะสมสิ่งของที่ข้องเกี่ยวกับฟูซุน เพื่อรำลึกถึงชั่วขณะต่างๆ นานาเกี่ยวกับเธอ

แรกเริ่มสิ่งของเหล่านั้นไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการสะสม แต่เป็นเครื่องเยียวยาบรรเทาอาการทุกข์ทรมานเจ็บปวดให้ทุเลาเบาลง และในบางขณะสิ่งของดังกล่าวก็ทำให้เกิดความสุขใจเล็กๆ น้อยๆ นานวันเข้าก็กลายเป็นกิจวัตรประจำ กลายเป็นการสะสมเสาะหาเพิ่มเติม โดยเฉพาะหลังจากประสบเหตุสำคัญในบั้นปลาย สิ่งของเกี่ยวกับฟูซุนที่รวบรวมไว้มากมายก็แปรเปลี่ยนไปเป็นความคิดที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา

นิยายบอกเล่ากับผู้อ่านเรื่องการมีอยู่เกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสาไว้ตั้งแต่บทแรกๆ แล้วนะครับ ไม่ได้เป็นความลับต้องห้ามเพื่อสร้างความประหลาดใจอันใด ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้สิ่งของต่างๆ เป็นเครื่องมือสำคัญในการเล่าเรื่อง ด้วยการหยิบยกข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ขึ้นมา แล้วบอกเล่าเชื่อมโยงไปสู่เรื่องราวเหตุการณ์

พูดอีกนัยหนึ่ง ตัวนิยายทั้งเรื่องทำหน้าที่เสมือนคู่มือนำชมพิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสาได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นจริงเป็นจัง (และทำให้พฤติกรรมแปลกพิลึกของเคมาลเต็มไปด้วยความหนักแน่นน่าเชื่อถือ) และมีชีวิตชีวาเอามากๆ จนไม่น่าแปลกใจว่า หลังจากนิยาย The Museum of Innocence ปรากฏสู่สายตาผู้อ่าน ในปี 2014 ก็มีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสาขึ้นมาจริงๆ โดยจำลองถอดแบบรายละเอียดต่างๆ รวบรวมสิ่งของที่จัดแสดงตรงตามนิยายทุกประการ

ขณะเขียนบทความชิ้นนี้ ผมอ่าน The Museum of Innocence ไปแล้ว 3 เที่ยว ความชอบนั้นเพิ่มพูนมากขึ้นโดยตลอด

ความชอบแรกสุด คือความรู้สึกว่าเป็นนิยายที่อ่านสนุก ซึ่งแยกย่อยลงไปได้อีกว่า อย่างแรกเป็นความสนุกในการติดตามด้วยความกระหายใคร่รู้เหตุการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวละคร เช่น ฟูซุนหายไปไหน? เคมาลจะได้พบเธออีกหรือไม่? และหากทั้งคู่ได้พบกัน เขากับเธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อกัน? รวมทั้งเรื่องราวจะจบลงเอยอย่างไร?

ความสนุกอีกแบบคือการสาธยายรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตในแต่ละวันของเคมาล การบรรยายถึงฉากหลังสภาพบ้านเมืองของอิสตันบูล ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือน ถนนหนทาง ร้านรวงต่างๆ อาหารการกิน รวมถึงสภาพความเป็นไปทางสังคมที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาตามท้องเรื่อง

ผมคิดว่านิยายทุกเรื่องของออร์ฮาน ปามุก โดดเด่นมากในการถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างแจ่มแจ้งจนเห็นภาพคล้อยตามในขณะอ่าน และเป็นการแสดงรายละเอียดได้อย่างมีเสน่ห์ชวนติดตามเอามากๆ

ความชอบต่อมาคือ The Museum of Innocence เป็นนิยายรักที่มีความลึก โดยพล็อตแล้ว แทบไม่ต่างจากเรื่องรักประโลมโลกย์ทั่วๆ ไป แต่ด้วยวิธีการเขียน วิธีการดำเนินเรื่อง และการเลือกที่จะบอกเล่า เลือกที่จะละเว้น ก็ส่งผลให้ภาพรวมทั้งหมด เกิดอรรถรสแตกต่างนิยายรักโรแมนติกพาฝันอันมีอยู่ดาษดื่นไปไกลลิบลับ

ความลึกอย่างแรกคือการเผยแสดงให้เห็นความสลับซับซ้อนในจิตใจของตัวละคร ทั้งเคมาลและฟูซุน (รวมถึงตัวละครรองลงมารายอื่นๆ)

สำหรับตัวละครเคมาล นิยายเรื่องนี้สามารถเรียกได้ว่า เป็น ‘คำสารภาพ’ หรือ ‘คำให้การ’ ของคนหัวใจแหลกสลาย ‘ผม’ ผู้ทำหน้าที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองของตนเองไม่ได้แจกแจงเฉพาะแค่ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นเท่านั้น แต่ยังทบทวนตรวจสอบข้อบกพร่องผิดพลาดของตัวเอง พูดถึงการเรียนรู้ เติบโต และคลี่คลายเงื่อนปมหลายอย่างในใจ ผ่านวันเวลาและช่วงวัยที่เพิ่มพูน โดยเฉพาะแง่มุมเกี่ยวกับการค้นหาความสุขจากเรื่องดีร้ายที่เลยลับไปแล้ว

ทั้งบทเปิดเรื่อง ประโยคจบ ล้วนตอกย้ำแง่มุมเกี่ยวกับชีวิตที่มีความสุขนะครับ รวมทั้งเนื้อความตอนหนึ่งในหน้า 73 เคมาลบอกต่อผู้อ่านว่า “ผมแน่ใจว่าไฟที่ใจกลางเรื่องราวของผมคือ แรงปรารถนาที่จะกลับไปยังช่วงเวลาแห่งความรักนั้น และความยึดติดในความสุขนั้น”

สำหรับตัวละครฟูซุน มิติความลึกสะท้อนผ่านการกระทำหลายครั้งหลายครา ซึ่งชวนให้สงสัยว่าเธอทำไปเพราะเหตุใดหรือกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ และการให้คำตอบหรือการอธิบาย (ข้อสงสัยของผู้อ่าน) ก็เล่าผ่านการสันนิษฐานคาดเดาของเคมาล ซึ่งเป็นอีกบุคคล ไม่กระจ่างแจ้งไปเสียทั้งหมด มีความเป็นไปได้ว่าเคมาลอาจเข้าใจถูกหรือผิดก็ได้

กล่าวโดยรวม ความลึกหรือสลับซ้อนในจิตใจของตัวละคร เป็นแง่มุมที่ท้าทายเชิญชวนให้ผู้อ่านตีความเป็นอย่างยิ่ง ขอสารภาพว่าผมเองยังเข้าใจไม่กระจ่างชัด ไม่ใช่เพราะนิยายบอกเล่าอย่างกำกวมคลุมเครือหรอกนะครับ แต่เป็นเพราะว่ามีรายละเอียดเบาะแสมากมายเต็มไปหมด และหลายๆ รายละเอียดทิ้งแง่มุมให้ต้องขบคิดถอดรหัสตามอัธยาศัย เช่น การประกวดนางงามและความใฝ่ฝันอยากเป็นดาราอย่างแรงกล้าของฟูซุน หรือความชื่นชมที่หญิงสาวมีต่อดาราดังเกรซ เคลลี ผู้มีเส้นทางชีวิตชวนฝันราวกับเทพนิยายสมัยใหม่

เช่นเดียวกับนิยายเรื่องอื่นๆ ของออร์ฮาน ปามุก ซึ่งมักจะสะท้อนถึงความขัดแย้งไม่ลงรอยกันระหว่าง ‘เก่า’ กับ ‘ใหม่’ The Museum of Innocence ก็พูดถึงสภาพอิหลักอิเหลื่อของตุรกีในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของความเปลี่ยนแปลง

อย่างแรกคือ หญิงสาวหลายๆ คนในเรื่อง ทั้งตัวนางเอกฟูซุน คู่หมั้นของเคมาล (สิเบล) และนูร์จิฮัล (เพื่อนสาวของสิเบล ซึ่งเคยใช้ชีวิตที่ปารีสด้วยกัน) มีบุคลิกนิสัยและพฤติกรรมเป็นสาวสมัยใหม่แบบเดียวกับสาวๆ ในยุโรป ทั้งรสนิยมการแต่งกาย การใช้ชีวิต (ฟูซุนกับสิเบลมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งด้วยความเต็มใจ

ส่วนูร์จิฮันเคยหลับนอนกับผู้ชายหลายคนเมื่อตอนอยู่ปารีส แต่ค่านิยมที่หยั่งรากลึกในตุรกียังคงยึดมั่นให้ค่าต่อพรหมจรรย์ของหญิงสาว ทั้งตั้งแง่รังเกียจหญิงสาวที่ปล่อยตัวปล่อยใจก่อนแต่งงานว่าเป็นเรื่องน่าอัปยศอดสู เป็นผู้หญิงมีตำหนิเสียหายที่สังคมวงกว้างไม่ยอมรับ กระทั่งสามารถย้อนกลับมาทำลายชีวิตจนพังพินาศ (ดังเช่นที่เกิดกับฟูซุนและสิเบล และทำให้สาวเปรี้ยวอย่างนูร์จิฮันทำตัวตรงข้าม กลายเป็นคนรักนวลสงวนตัวเมื่อกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในตุรกี โดยการไม่ยอมหลับนอนกับแฟนหนุ่มอย่างเคร่งครัดจนกว่าจะได้แต่งงานกัน)

ความขัดแย้งข้างต้นนี้ กินความลงลึกไปกระทั่งว่าในการโฆษณาน้ำอัดลมท้องถิ่นยี่ห้อแรกที่เน้นถึงความทันสมัย ก็ยังต้องใช้นางแบบชาวต่างชาติ เพราะรับไม่ได้ที่จะเห็นหญิงสาวชาวตุรกีปรากฏโฉมในเชิงเชิญชวนต่อสาธารณชน

ความขัดแย้งต่อมา คือความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของเมืองอิสตันบูล ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพูนของประชากร ความเฟื่องฟูของธุรกิจกับต่างชาติ การไหลบ่าเข้าของอารยธรรมยุโรปและอเมริกัน, การเริ่มต้นของสื่อโทรทัศน์ (ตุรกีเพิ่งมีการแพร่ภาพผ่านสื่อโทรทัศน์ ช่วงต้นทศวรรษ 1970 รายละเอียดเหล่านี้ เล่าไว้ในหนังตลกปี 2001 เรื่อง Vizontele สามารถดูได้ทาง Netflix), วงการภาพยนตร์ของตุรกี ฯลฯ

แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะมุ่งสู่ความทันสมัย ขณะเดียวกันก็ยังคงมีหลายอย่างที่ล้าหลังหยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความยากไร้ของผู้คนส่วนใหญ่ ค่านิยมความเชื่อของผู้คนที่ตีกรอบโดยคำสอนทางศาสนา ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แหล่งย่านเสื่อมโทรม การเซ็นเซอร์ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ซึ่งเต็มไปด้วยข้อห้ามหยุมหยิมมากมาย แทบจะกลายเป็นสภาพไร้กฎเกณฑ์และลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างถึงที่สุด รวมถึงปัญหาระอาใจที่ไม่เคยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางบวก จำพวกน้ำท่วม น้ำประปาไม่ไหล ไฟฟ้าดับอยู่เนืองๆ

อาจกล่าวได้ว่า พร้อมๆ กับการเล่าถึงเรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มสาว The Museum of Innocence ก็เป็นนิยายแสดงถึงความรักความผูกพันที่ออร์ฮาน ปามุกมีต่ออิสตันบูล ทั้งในแบบดั้งเดิมสมัยอดีต ทั้งในแบบที่กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่าน ทั้งในแบบที่ผิดแผกเป็นอื่น จนไม่หลงเหลือเค้าเดิม

พ้นจากรสบันเทิงและแง่มุมทางเนื้อหาส่วนหนึ่งที่กล่าวมาแล้ว สิ่งที่ผมชอบลำดับต่อมาคือ การที่นิยายเรื่องนี้พูดถึง 3 แง่มุมได้อย่างลึกซึ้ง นั่นคือความสุข (รวมถึงความทุกข์) ความทรงจำ และกาลเวลา มีการตอกย้ำและให้คำอธิบายเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ เหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนในหลายบทหลายตอน แต่ที่ผมชอบมากคือการผูกโยงทั้งหมดนี้เข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างคู่ตัวเอก และการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสาได้อย่างน่าทึ่ง

ในบรรดานิยายทั้งหมดของออร์ฮาน ปามุก ที่แปลเป็นฉบับภาษาไทยแล้ว อันประกอบไปด้วย หิมะ (Snow), My Name is Red (เรื่องนี้ไม่ได้ตั้งชื่อภาษาไทย), A Strangeness in My Mind (หากหัวใจไม่สามัญ เรื่องนี้มียิ่งมีความเป็นจดหมายรักถึงอิสตันบูลเด่นชัดมาก) และ The Museum of Innocence

เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ผมคิดว่า The Museum of Innocence เป็นเรื่องที่อ่านสนุกสุด กินใจสุด พร้อมๆ กันนั้นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจเนื้อหาสาระยากสุดด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...