โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บริษัทผีดิบญี่ปุ่น ธุรกิจที่มีแค่ 2 ทางเลือก ยอมตายหรือสู้ใหม่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ก.ค. 2567 เวลา 18.25 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2567 เวลา 00.00 น.

เปิดเรื่องราว บริษัทผีดิบญี่ปุ่น ปัญหาเศรษฐกิจและความท้าทายของรัฐบาล ธุรกิจที่มีเพียง 2 ทางเลือก จะยอมล้มละลาย หรือลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การขาดแคลนแรงงาน อันเนื่องมาจากสังคมสูงอายุและอัตราการเกิดต่ำ คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจในญี่ปุ่น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดย่อม หรือ SME โดยหลายบริษัทต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ซึ่งหลายแห่งก็เอาตัวรอดได้ แต่หลายแห่งก็เผชิญภาวะวิกฤต โดยธุรกิจหรือบริษัทดิ้นรนเหล่านี้ถูกเรียกว่า "Zombie Company" หรือตรง ๆ ว่า "บริษัทผีดิบ"

Zombie Company เป็นปัญหาในระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน และภาครัฐก็พยายามหาทางแก้ไขมาโดยตลอด และในวันนี้"การเงินธนาคาร" จะพาไปเจาะลึกประเด็นนี้ไปพร้อม ๆ กันว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นปัญหา รวมถึงแนวทางการรับมือ และการเตรียมพร้อมในอนาคตสำหรับบริษัทเหล่านี้

ปัญหาของบริษัทผีดิบ

บริษัทผีดิบ คือบริษัทที่"อ่อนแอ" ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานน้อยกว่า 300 คน และเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้และผลกำไรไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เช่นการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ โดยบริษัทผีดิบต้องดิ้นรนเนื่องจากการเติบโตที่เชื่องช้าและปัญหาจำนวนประชากรลดลงมาหลายปี

บริษัทผีดิบต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ และในขณะที่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังคงตามหลังประเทศ OECD อื่น ๆ ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นของรัฐบาลในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของประเทศ รัฐบาลก็ต้องพยายามประคับประคองบริษัทเหล่านี้

ปัจจัยเร่งให้เกิดบริษัทผีดิบ

ในช่วงที่มีแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ญี่ปุ่นใช้เม็ดเงินมากถึง 63.2 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสนับสนุน SME ซึ่งมีสัดส่วนการจ้างงานคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 70% ของแรงงานในประเทศ โดยเงิน 2.67 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐถูกเบิกจ่ายในรูปแบบสินเชื่อ "Zeo-Zero" ซึ่งไม่มีหลักประกันใดๆ อีกทั้งยังมีช่วงปลอดดอกเบี้ย

มาตรการที่ครอบคลุมเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ SME สามารถดำเนินต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ก็กลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้มีบริษัทผีดิบเพิ่มขึ้น โดยในปี 2566 มีธุรกิจที่ถูกจัดเป็นบริษัทผีดิบผุดขึ้นมากถึง 251,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ

ตัดสินใจละทิ้ง แต่ปัญหาอื่นเกิด

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล 3 คน กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเต็มใจปล่อยให้บริษัทผีดิบล้มละลายไปเองโดยไม่ช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการยอมรับที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยพวกเขาชี้ว่ารัฐบาลมุ่งมุ่งหวังให้การสนับสนุนบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตได้ แทนที่จะต้องคอยช่วยเหลือบริษัทที่ล้มเหลวและทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน

ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ SME ประสบปัญหาอย่างหนัก รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มตัดความช่วยเหลือเหล่าบริษัทผีดิบ ซึ่งเมื่อความช่วยเหลือลดน้อยลงเรื่อย ๆ จำนวนการล้มละลายก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 จำนวนบริษัทล้มละลายพุ่งแตะเกือบ 5,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี และแรงงานก็หนีไปทำงานในธุรกิจภาคส่วนอื่นที่มีรายได้สูงกว่า

นอกจากนี้แล้ว หลังจากที่ญี่ปุ่นเริ่มก้าวออกจากยุคของนโยบายการเงินผ่อนคลายเป็นพิเศษ หรือนโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากจะต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างมาก ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ไปจนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เนื่องมาจากเงินเยนที่อ่อนค่าลง โดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าจะมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สิน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเหลือเพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถรับมือกับภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้

การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล

รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการสถานการณ์การจัดการบริษัทผีดิบอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันไม่ให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการควบรวมและซื้อกิจการของบริษัทผีดิบ แทนที่จะปล่อยให้ล้มละลายและเกิดการเลิกจ้างพนักงาน โดยการเปลี่ยนแปลงนี้มุ่งหวังที่จะจัดสรรจำนวนพนักงานและการลงทุนใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจ เพื่อให้มีผลผลิตมากขึ้น

แนวทางดังกล่าวซึ่งจะช่วยเพิ่มค่าจ้าง เพิ่มการจ้างงานและเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อต้านจากสาธารณชน เนื่องจากการยุติการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และอาจส่งผลกระทบลุกลามจนกลายเป็นปัญหาทางการเมืองได้

ความพยายามท่ามกลางการต่อต้าน

รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือด้านการควบรวมกิจการและซื้อกิจการของธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้การรวมกิจการเป็นไปได้ด้วยดี โดยแผนริเริ่มนี้มุ่งหวังที่จะอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านและลดผลกระทบเชิงลบต่อการจ้างงานให้เหลือน้อยที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ชนบทหลายแห่งทั่วญี่ปุ่นนั้น ธุรกิจขนาดเล็กที่ถูกมองว่ามีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานและตีตราเป็นบริษัทผีดิบ คือธุรกิจที่มีความสำคัญต่อชุมชนในท้องถิ่น และชาวบ้านยังคงต้องพึ่งพาอาศัยธุรกิจเหล่านี้

ความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันให้ธุรกิจขนาดเล็กเพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไร และเพิ่มค่าจ้าง ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากธุรกิจหลายแห่งในท้องถิ่น เนื่องจากเจ้าของธุรกิจที่ไม่เต็มใจที่จะขึ้นราคาสินค้าหรือดำเนินการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะวัฒนธรรมการดำเนินธุรกิจที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของชุมชนมากกว่า รัฐบาลจึงต้องใช้แนวทางที่สมดุลเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ และการสร้างปัญหาต่อชุมชน

เคล็ดลับความอยู่รอด : การปรับตัวและพึ่งตัวเอง

แม้จะมีอุปสรรคมากมาย ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งก็สามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จได้ เช่นกรณีของ ฮิโตชิ ฟูจิตะ และร้านผลิตชิ้นส่วนโลหะขนาดเล็กแบบดั้งเดิมของครอบครัวเขา ที่ดำเนินกิจการมา 72 ปี ซึ่งปรับตัวได้ และตัดสินใจขยายธุรกิจ ด้วยการซื้อกิจการร้านข้างเคียง 2 แห่ง รวมถึงกรณีของ ยูกิโกะ อิซึมิ และร้านคุ้กกี้ของครอบครัวเธอ ที่ปรับตัวผ่านการลดต้นทุน การปรับราคา และใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ในผลิตภัณฑ์

กรณีดังกล่าวนับเป็นแบบอย่างให้กับธุรกิจอื่น ๆ เรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้เน้นย้ำถึงศักยภาพของ SME ญี่ปุ่นว่าพวกเขาสามารถเติบโตได้ ด้วยการยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของธุรกิจ ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

อ้างอิง : reuters.com

📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...