บริษัทผีดิบญี่ปุ่น ธุรกิจที่มีแค่ 2 ทางเลือก ยอมตายหรือสู้ใหม่
เปิดเรื่องราว บริษัทผีดิบญี่ปุ่น ปัญหาเศรษฐกิจและความท้าทายของรัฐบาล ธุรกิจที่มีเพียง 2 ทางเลือก จะยอมล้มละลาย หรือลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง
การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การขาดแคลนแรงงาน อันเนื่องมาจากสังคมสูงอายุและอัตราการเกิดต่ำ คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจในญี่ปุ่น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดย่อม หรือ SME โดยหลายบริษัทต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ซึ่งหลายแห่งก็เอาตัวรอดได้ แต่หลายแห่งก็เผชิญภาวะวิกฤต โดยธุรกิจหรือบริษัทดิ้นรนเหล่านี้ถูกเรียกว่า "Zombie Company" หรือตรง ๆ ว่า "บริษัทผีดิบ"
Zombie Company เป็นปัญหาในระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน และภาครัฐก็พยายามหาทางแก้ไขมาโดยตลอด และในวันนี้"การเงินธนาคาร" จะพาไปเจาะลึกประเด็นนี้ไปพร้อม ๆ กันว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นปัญหา รวมถึงแนวทางการรับมือ และการเตรียมพร้อมในอนาคตสำหรับบริษัทเหล่านี้
ปัญหาของบริษัทผีดิบ
บริษัทผีดิบ คือบริษัทที่"อ่อนแอ" ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานน้อยกว่า 300 คน และเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้และผลกำไรไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เช่นการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ โดยบริษัทผีดิบต้องดิ้นรนเนื่องจากการเติบโตที่เชื่องช้าและปัญหาจำนวนประชากรลดลงมาหลายปี
บริษัทผีดิบต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ และในขณะที่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังคงตามหลังประเทศ OECD อื่น ๆ ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นของรัฐบาลในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของประเทศ รัฐบาลก็ต้องพยายามประคับประคองบริษัทเหล่านี้
ปัจจัยเร่งให้เกิดบริษัทผีดิบ
ในช่วงที่มีแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ญี่ปุ่นใช้เม็ดเงินมากถึง 63.2 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสนับสนุน SME ซึ่งมีสัดส่วนการจ้างงานคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 70% ของแรงงานในประเทศ โดยเงิน 2.67 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐถูกเบิกจ่ายในรูปแบบสินเชื่อ "Zeo-Zero" ซึ่งไม่มีหลักประกันใดๆ อีกทั้งยังมีช่วงปลอดดอกเบี้ย
มาตรการที่ครอบคลุมเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ SME สามารถดำเนินต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ก็กลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้มีบริษัทผีดิบเพิ่มขึ้น โดยในปี 2566 มีธุรกิจที่ถูกจัดเป็นบริษัทผีดิบผุดขึ้นมากถึง 251,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
ตัดสินใจละทิ้ง แต่ปัญหาอื่นเกิด
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล 3 คน กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเต็มใจปล่อยให้บริษัทผีดิบล้มละลายไปเองโดยไม่ช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการยอมรับที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยพวกเขาชี้ว่ารัฐบาลมุ่งมุ่งหวังให้การสนับสนุนบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตได้ แทนที่จะต้องคอยช่วยเหลือบริษัทที่ล้มเหลวและทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน
ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ SME ประสบปัญหาอย่างหนัก รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มตัดความช่วยเหลือเหล่าบริษัทผีดิบ ซึ่งเมื่อความช่วยเหลือลดน้อยลงเรื่อย ๆ จำนวนการล้มละลายก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 จำนวนบริษัทล้มละลายพุ่งแตะเกือบ 5,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี และแรงงานก็หนีไปทำงานในธุรกิจภาคส่วนอื่นที่มีรายได้สูงกว่า
นอกจากนี้แล้ว หลังจากที่ญี่ปุ่นเริ่มก้าวออกจากยุคของนโยบายการเงินผ่อนคลายเป็นพิเศษ หรือนโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากจะต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างมาก ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ไปจนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เนื่องมาจากเงินเยนที่อ่อนค่าลง โดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าจะมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สิน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเหลือเพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถรับมือกับภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้
การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล
รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการสถานการณ์การจัดการบริษัทผีดิบอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันไม่ให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการควบรวมและซื้อกิจการของบริษัทผีดิบ แทนที่จะปล่อยให้ล้มละลายและเกิดการเลิกจ้างพนักงาน โดยการเปลี่ยนแปลงนี้มุ่งหวังที่จะจัดสรรจำนวนพนักงานและการลงทุนใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจ เพื่อให้มีผลผลิตมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวซึ่งจะช่วยเพิ่มค่าจ้าง เพิ่มการจ้างงานและเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อต้านจากสาธารณชน เนื่องจากการยุติการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และอาจส่งผลกระทบลุกลามจนกลายเป็นปัญหาทางการเมืองได้
ความพยายามท่ามกลางการต่อต้าน
รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือด้านการควบรวมกิจการและซื้อกิจการของธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้การรวมกิจการเป็นไปได้ด้วยดี โดยแผนริเริ่มนี้มุ่งหวังที่จะอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านและลดผลกระทบเชิงลบต่อการจ้างงานให้เหลือน้อยที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ชนบทหลายแห่งทั่วญี่ปุ่นนั้น ธุรกิจขนาดเล็กที่ถูกมองว่ามีผลงานต่ำกว่ามาตรฐานและตีตราเป็นบริษัทผีดิบ คือธุรกิจที่มีความสำคัญต่อชุมชนในท้องถิ่น และชาวบ้านยังคงต้องพึ่งพาอาศัยธุรกิจเหล่านี้
ความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันให้ธุรกิจขนาดเล็กเพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไร และเพิ่มค่าจ้าง ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากธุรกิจหลายแห่งในท้องถิ่น เนื่องจากเจ้าของธุรกิจที่ไม่เต็มใจที่จะขึ้นราคาสินค้าหรือดำเนินการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะวัฒนธรรมการดำเนินธุรกิจที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของชุมชนมากกว่า รัฐบาลจึงต้องใช้แนวทางที่สมดุลเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ และการสร้างปัญหาต่อชุมชน
เคล็ดลับความอยู่รอด : การปรับตัวและพึ่งตัวเอง
แม้จะมีอุปสรรคมากมาย ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งก็สามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จได้ เช่นกรณีของ ฮิโตชิ ฟูจิตะ และร้านผลิตชิ้นส่วนโลหะขนาดเล็กแบบดั้งเดิมของครอบครัวเขา ที่ดำเนินกิจการมา 72 ปี ซึ่งปรับตัวได้ และตัดสินใจขยายธุรกิจ ด้วยการซื้อกิจการร้านข้างเคียง 2 แห่ง รวมถึงกรณีของ ยูกิโกะ อิซึมิ และร้านคุ้กกี้ของครอบครัวเธอ ที่ปรับตัวผ่านการลดต้นทุน การปรับราคา และใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ในผลิตภัณฑ์
กรณีดังกล่าวนับเป็นแบบอย่างให้กับธุรกิจอื่น ๆ เรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้เน้นย้ำถึงศักยภาพของ SME ญี่ปุ่นว่าพวกเขาสามารถเติบโตได้ ด้วยการยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของธุรกิจ ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
อ้างอิง : reuters.com
📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌