โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดไทม์ไลน์ชายแดนไทย-กัมพูชา ลดเผชิญหน้า-ปะทะ

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 15.07 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 07.55 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

ทำเนียบ 10 มิ.ย.- “ณัฐพล” รมช.กห. เปิดไทม์ไลน์สกัดกั้นปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ลดเผชิญหน้า-ปะทะ กัมพูชาขอทำเงียบๆ รับปิดด่านเป็นเวลาจำกัดคนเข้า แจงมีกฎอัยการศึกตามแนวชายแดนอยู่แล้ว แต่เน้นใช้มติ สมช. และเจบีซี

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากทหารทั้ง 2 ฝ่าย ปรับเปลี่ยนกองกำลัง ว่า ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2568 นายกรัฐมนตรี ได้มีบัญชาให้วันที่ 5 มิถุนายน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะ เดินทางไปพบกับรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่อรัญประเทศ ยืนยันว่าไม่ได้ข้ามไปที่กัมพูชา ข้อเสนอของรองนายกฯ ภูมิธรรม ชี้ให้ฝ่ายกัมพูชาเห็นว่า ประเด็นสำคัญมี 2 ข้อ คือ 1. กองกำลังเผชิญหน้ากันที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งรัฐบาลห่วงใยว่า ทหารที่มีอาวุธ หากเผชิญหน้ากันมีความเสี่ยงเกิดการปะทะตลอดเวลา 2. กัมพูชาจะยกเลิกอธิปไตยไปขึ้นศาลโลก ก็ให้ว่าไปตามขั้นตอน แต่ความจริงเราอยากให้เข้าสู่กระบวนการเจบีซี ไทยขอให้รองนายกรัฐมนตรีและกลาโหมทั้งสองฝ่าย ปรับกำลังเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า

สำหรับเหตุการณ์วันที่ 6 มิถุนายน นายกฯ มีบัญชาให้นายภูมิธรรม จัดการประชุม สมช. เพื่อให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่วมกันว่า แนวทางปฏิบัติขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร และนายกรัฐมนตรีได้ร่วมประชุมด้วย ทางกองทัพและ สมช. เสนอให้มีการปิดด่านบางจุด ทำให้สื่อมวลชนและประชาชนที่ทราบข่าวล่วงหน้าพูดถึงประเด็นปิดจุดผ่านแดน แต่ความเป็นจริงในที่ประชุม สมช. เห็นว่าการเพิ่มมาตรการควบคุมมีความสำคัญ จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการ เพราะทหารกัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังมาบริเวณชายแดน มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ ทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนเดือดร้อน รัฐบาลมีความห่วงใยเรื่องผลกระทบและความปลอดภัยของประชาชน และรัฐบาลห่วงใยว่าประชาชนที่ประกอบอาชีพโดยสุจริต หรือปฏิบัติภารกิจในประเทศไทย จึงยังไม่ใช้มาตรการปิดผ่านแดน และที่ประชุมได้แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่หนึ่ง การจำกัดการเข้าออกของบุคคล ได้แก่ ค้าขายตามแนวชายแดน แรงงาน การศึกษา การพยาบาล และด้านมนุษยธรรม ส่วนกลุ่มอื่นที่ไม่จำเป็น เช่น นักท่องเที่ยว นักพนัน รัฐบาลมองว่าไม่จำเป็น หากให้เข้าออกร้อยเปอร์เซ็นต์จะทำให้การดูแลความสงบชายแดนยากขึ้น จึงต้องจำกัดคนเข้า

ส่วนการยกระดับขั้นที่สอง คือ การจำกัดเวลาบริเวณด่านปอยเปต จากเปิด 06.00-22.00 น. ปัจจุบันลดเหลือ 08.00-16.00 น. ซึ่ง สมช. เห็นว่ามีความเหมาะสม

ขั้นตอนที่สาม หากจำเป็นต้องยกระดับจะมีการปิดจุดผ่านแดนบางจุด

ขั้นตอนที่สี่ ปิดตลอดแนวตั้งแต่ จังหวัดอุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ประชุมให้ความเห็นชอบทั้ง 4 ขั้นตอน ก่อนดำเนินการให้หารือเพื่อดูแนวทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และในช่วงเย็นวันที่ 6 มิถุนายน กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ประกาศว่า กัมพูชาจะไม่ถอนกำลังตามที่กระทรวงกลาโหมไทยได้เสนอ สมช. มองว่าไม่มีความคืบหน้า นายกฯ จึงสั่งการให้ดำเนินการยกระดับตามที่ สมช. เห็นชอบ กองทัพขอให้ยกระดับไปขั้นหนึ่งและสองในเวลาเดียวกัน จึงเกิดการจำกัดบุคคลเข้าออกตามชายแดน

นอกจากนี้ มีสื่อมวลชนบางสำนักเสนอข่าวว่า จังหวัดจันทบุรี มีการใช้กฎอัยการศึก แต่ความจริงอำเภอชายแดนรอบประเทศ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทุกอำเภอ ด้วยอำนาจของกองทัพและทหารในพื้นที่สามารถใช้ได้ แต่ สมช. เห็นว่าปัจจุบันไม่สมควรใช้ จึงใช้มติของ สมช. เท่านั้น

ส่วนวันที่ 7 มิถุนายน ได้ดำเนินการมาตรการควบคุมขั้นที่หนึ่งและสอง ยังไม่มีการปิดจุดผ่านแดน ที่ปิดคือช่องทางธรรมชาติ และวันที่ 8 มิถุนายน รัฐบาลได้รับการติดต่อจากกัมพูชา ผ่าน ผบ.ทบ.ของไทย ตอบรับปรับกำลังในพื้นที่ปะทะ และอยากให้ดำเนินการอย่างเงียบๆ

อีกทั้งกัมพูชาเสนอว่า อยากให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายเชิญประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการ และนักการทหาร ลดข้อเสนอข้อมูลข่าวสารที่จะทำให้ประชาชนทั้งสองชาติเกลียดชังกัน และเวลา 10.00 น. ผบ.หน่วย ประสานไปยังกองกำลังสุรนารี ขอให้เข้ามาตรวจพื้นที่ เพื่อพิจารณาเรื่องการปรับกำลัง และขอให้กลบคูเลต ทางกัมพูชาก็ให้การตอบรับ คุยอย่างฉันมิตร-สันติ แม้สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง จุดเผชิญหน้ามีการปรับกำลังออกไป ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่กำลังส่วนอื่นยังอยู่ที่เดิม

พล.อ.ณัฐพล กล่าวถึงมาตรการที่ทำอยู่ว่า หากจะมีการยกระดับ ต้องดูท่าทีของกัมพูชา ซึ่งไทยเน้นแนวทางสันติในการใช้กลไกเจบีซี และต้องดูว่าท่าทีกลไกพัฒนาดีขึ้นหรือไม่ ก็จะมาพิจารณาในมาตรการควบคุมตามแนวชายแดนอีกครั้ง รัฐบาลมองในแง่ผลกระทบเรื่องความปลอดภัยของประชาชน นี่ไม่ใช่มาตรการกดดัน หากมีการเผชิญหน้า แต่ยังมีกำลังละลอกสองที่ต่างฝ่ายยังวางกำลัง นี่คือสิ่งที่ละเอียดอ่อน จึงขอคงมาตรการนี้ต่อไป.-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...