ต้อม รชนีกร เผยศาลประทับรับฟ้อง สถาบันเสริมความงาม ทำหน้าพัง กระทบการใช้ชีวิต
ไนน์เอ็นเตอร์เทน
อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 14.17 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 07.17 น. • NineEntertain ข่าวบันเทิงอันดับ 1 ของไทยเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นักแสดงรุ่นใหญ่ ต้อม รชนีกร หลังได้ตัดสินใจไปทำศัลยกรรมครั้งใหญ่ในวัย 52 ปี แต่การศัลยกรรมไม่เป็นไปในแบบที่คิด หน้าผิดรูป เกิดปัญหากับทางสถาบันเสริมความงามชื่อดัง จึงดำเนินการฟ้องคดีแพ่ง ฟ้องสถาบันความและแพทย์ 50 ล้านบาท
ล่าสุด ต้อม เปิดใจว่าคดีแพ่งตอนนี้อยู่ที่ชั้นศาล ซึ่งศาลประทับรับฟ้องแล้ว จะต้องมาซักฟอกมูลกันอีกที โดยตนฟ้อง 1.ความผิดพลาดจากการศัลยกรรม ฟ้องเป็นคดีละเมิด แผนกคดีผู้บริโภคจำนวนทุนทรัพย์ 50 ล้านบาท 2. รูปตอนที่
ตนอยู่ในห้องผ่าตัด ที่ครูกรณีอ้างว่าเป็นสัญญารีวิว โดยตนมองว่ามันไม่ได้ การจะเอารูปไปโฆษณาหรืออะไร หากำไรจะต้องขออนุญาตจาก สบส. ก่อน นอกจากนี้ ยังมีฟ้องคดีอาญาด้วย ต้อม เผยว่า ศาลเองก็ประทับรับฟ้องแล้ว ในคดีละเมิด พรบ.คอมพิวเตอร์ อยู่ในขั้นตอนที่ฝ่ายกระทำผิดต้องประกันตัว เพื่อนำหลักฐานมาแย้งและต่อสู้คดีในชั้นศาล ไม่รู้ว่าจะชนะหรือไม่แต่หลักฐานมันอยู่ที่หน้าตน ส่วนที่อีกฝ่ายมีทนายดัง ต้อม เผยว่า ก่อนหน้านี้ที่ตนจะฟ้อง เขาส่งจดหมายส่งมาถึงบ้านตนว่าจะฟ้องกลับร้อยล้าน แต่ตอนนี้ตนก็ไม่เห็นอะไรเกิดขึ้น เขาไม่ได้ไปทำเรื่องที่ศาล ตนเองก็ไม่ตกใจเลย เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นกับตัวเรา เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ต้อม ยังเล่าว่า ผลกระทบจากการที่ทางแพทย์ศัลยกรรมผ่าตัดกรามออกมากจนเกินไป มันผิดรูปกระทบกับการใช้ชีวิต ตอนนี้ใช้ชีวิตด้วยความลำบาก ต้องฝืนธรรมชาติของตัวเอง เวลาที่อยากจะยิ้มก็ลำบาก เวลาที่จะพูดต้องบังคับปากล่างให้ไม่ลงไป เวลาเคี้ยวข้าวเอง กินข้าวก็เคี้ยวได้น้อย จะแทะกระดูกไก่ที่คนชอบกินก็แทบจะกินไม่ได้ หรือแม้แต่ตอนที่ทำฟัน ไปอุดฟันก็อ้าปากกว้างให้คุณหมอไม่ได้ เพราะมันมีอาการปวด ต้องทำใจอยู่นานเป็นหลายสัปดาห์ รวมถึงต้องใช้อุปกรณ์ง้างปากเพื่อที่จะอุดฟันได้ ก่อนจะเล่าว่า หลังจากที่อุดฟันเสร็จ จะต้องมีการกรอฟันโดยต้องถอดที่ง้างปาก ตนรู้สึกปวด ปวดไปถึงเบ้าตา อ้าปากค้างไว้ได้ไม่นาน ถึงขั้นต้องโกหกหมอว่าโอเคแล้ว สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อการเคี้ยวข้าว ขบฟัน จนต้องกลับไปกรอฟันเช่นเดิม
หลายคนจะมองว่าตนงี่เง่าที่ออกมาเรียกร้อง ออกมาพูด ต้อม ไม่สน เพราะต้องใช้ชีวิตลำบาก ทนอยู่กับตรงนี้มานานจะ 2 ปีแล้ว พูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ มันเรียกคืนมาไม่ได้แล้ว ในทางสังคมเขาก็ทำให้คนเข้าใจตนผิด มีคนที่พร้อมจะไม่เข้าใจเรา ไปรับฟังในคำพูดเขาที่พูดไม่จริง มันทำให้ตนใช้ชีวิต เวลาออกไปข้างนอกก็ต้องใส่แมสก์กลัวคำวิจารณ์ของคน ก้มหน้าก้มตาเดิน เพราะไม่รู้ว่าคนจะยังรักตนอีกหรือไม่ หรือที่กระทบหนักคือไม่กล้ารับละคร เพราะยังไม่มีความมั่นใจ เวลายิ้มก็หน้าแปลก ๆ ยิ้มก็หน้าเดียว เศร้าก็หน้าเดียวเพราะมันตึงอยู่ตลอดเวลา แต่ครั้งนี้ก็ถือว่าทำใจกลับมารับละคร อสงไขย เป็นเรื่องแรกเพราะค่อย ๆ ทำใจได้บ้างแล้ว
ส่วนคนที่ให้กำลังใจก็ยังมีอยู่ ถูกเติมเต็มด้วยคนที่รัก คนในครอบครัว และเพื่อนที่ยังรักกัน ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาปลอบใจ สำหรับตัวเองคำปลอบใจที่ว่า สวยมากแล้ว มันกลับสะอึกในใจตนเพราะก่อนที่จะทำศัลยกรรมตนก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร พูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ตอนนี้เอาอะไรคืนมาไม่ได้แล้ว ทั้งความรู้สึกและใบหน้าเดิม มีคนแนะนำว่าทำหน้าเพื่อปรับรูปหน้า ศัลยกรรมกรามเพื่อไม่ให้หน้าเป็นเอเลี่ยนแบบที่เป็นอยู่ มันสามารถทำได้ แต่ทำไปแล้วก็ไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้แล้ว เคี้ยวข้าวไม่เหมือนเดิม อีกทั้งมันยังผวากับการที่เขาเอาเราไปอยู่ในห้องผ่าตัด 11 ชั่วโมง ดึงหน้าอีก 22 ชั่วโมง คิดในใจว่าไม่ตายก็บุญแล้ว ก่อนทิ้งท้ายว่า หากรู้ว่าทำหน้าแล้วเป็นแบบนี้ และรู้ว่ามีสัญญาแบบนี้ ต้องมีการเผยแพร่รูปตอนที่หน้าเต็มไปด้วยท่อต่าง ๆ จะไม่มีใครทำแน่นอน เพราะมันส่งผลต่อภาพลักษณ์ .-ไนน์เอ็นเตอร์เทน