โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2 ส. สนธิ-สมศักดิ์ กอดการเมือง เลิกกั๊กแล้วรักก่อน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 พ.ค. 2568 เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

บทความในประเทศ

2 ส.

สนธิ-สมศักดิ์

กอดการเมือง

เลิกกั๊กแล้วรักก่อน

การปะทะกันในสมรภูมินิติสงครามระหว่างขั้วแดง-น้ำเงิน ยิ่งนานวันยิ่งเข้มข้น

แม้สัปดาห์นี้จะปรากฏภาพนายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณแห่งพรรคเพื่อไทย โอบกอดนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้นำภูมิใจไทยต่อหน้าสื่อมวลชน ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาก

ใครก็รู้ว่าที่ผ่านมาขั้วแดงและน้ำเงินเปิดศึกใส่กันยับเยินแค่ไหน มีเพียงเรื่องเดียวที่พยุงให้ทั้งสองฝ่ายต้องจับมืออยู่คือ “ไม่ให้รัฐบาลล่ม” มิฉะนั้นทั้ง 2 ขั้วอำนาจมีอันต้องหลุดจากเก้าอี้ทั้งคู่

สมรภูมิปะทะวันนี้ยังลุกลามไปวงนอกอีก เมื่อ “ณฐพร โตประยูร” ผู้ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย จากกรณีฮั้ว ส.ว. เปิดชื่อ 2 ส. ผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ควบคุม-แทรกแซง คดีฮั้ว ส.ว.ผ่านองค์กรอิสระ

ระหว่างที่คอการเมืองพากันเดาไปต่างๆ นานาว่า “2 ส.” นี้เป็นใคร ถือเป็นปริศนาที่ยังไม่คลี่คลาย แต่การขยับทางการเมืองรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของ “2 ส.” คนดังการเมืองที่เปิดเผยไม่ปิดบังก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล และ สมศักดิ์ เทพสุทิน ถูกจับตามองอย่างน่าสนใจ

แม้ทั้ง 2 ส.อาจจะไม่ได้อยู่ในวงอำนาจแห่งการปะทะโดยตรง แต่เชื่อว่าจะมีบทบาทสำคัญจากประเด็นความขัดแย้งให้ต้องจับตาหลังจากนี้

ส.แรกคือ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำเสื้อเหลือง ปรากฏภาพกอด “จตุพร พรหมพันธุ์” อดีตแกนนำเสื้อแดง กลางเวทีหอประชุมเล็ก (ศรีบูรพา) ม.ธรรมศาสตร์ เป็นที่ฮือฮา

ฮือฮาเพราะทั้ง 2 คนนี้คือตัวละครสำคัญของความขัดแย้งทางการเมือง 2 ขั้วในรอบกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

หากย้อนความสัมพันธ์กลับไปเมื่อครั้งวิกฤตการเมือง ปี 2535 สนธิในวัย 40 กลางๆ คือผู้นำสื่อในเครือมีจุดยืนเสรีนิยม ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในวัย 20 กลางๆ ในฐานะแกนนำนักศึกษามีจุดยืนร่วมกันคือต่อต้านระบอบอำนาจนิยม “พล.อ.สุจินดา คราประยูร”

แต่ในวิกฤตการเมืองรัฐบาลไทยรักไทยปี 2547-2549 นายจตุพร คือหัวหอกแกนนำ นปช.สู้กับ นายสนธิ ในฐานะแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ขับไล่นายทักษิณ ชินวัตรแบบไม่น่าจะเผาผีกันได้

ครั้งนั้นนายสนธิทำสำเร็จ ยกระดับการเคลื่อนไหวลงถนน สร้างเงื่อนไขทางการเมืองกระทั่งทหารเข้ามายึดอำนาจในปี 2549

คณะรัฐประหารครองอำนาจได้ปีเดียวก็ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จัดให้มีการเลือกตั้ง แต่พรรคพลังประชาชนที่นายทักษิณสนับสนุนชนะการเลือกตั้งกลับมาครองอำนาจได้อีก นายสนธิก็ระดมพลพาคนลงถนนปิดทำเนียบรัฐบาล สร้างการกดดันทางการเมืองอีก

ท้ายที่สุดถึงทางตัน กระทั่งนายเนวิน ชิดชอบ ประกาศพลิกขั้วเปลี่ยนข้าง ถอนตัวจากการสนับสนุนขั้วพลังประชาชน หันมาสนับสนุนขั้วประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล เป็นอันล้มอำนาจ “ทักษิณ” จากการเมืองได้สำเร็จ

หลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมดวาระ พร้อมกับความชอบธรรมทางการเมืองที่ลดน้อยลงจากการล้อมปราบกลุ่มเสื้อแดง พรรคเพื่อไทยที่มีนายทักษิณสนับสนุนก็ชนะเลือกตั้งถล่มทลายกลับมาครอบครองอำนาจได้อีก

ผลจากคดีความมากมาย ทำให้ครั้งนี้นายสนธิลดบทบาทไป ตรงกันข้ามกับขบวนการอนุรักษนิยมต้านทักษิณที่ขยายใหญ่ขึ้น จากพันธมิตรกลายเป็น กปปส. เคลื่อนไหวกดดันสร้างเงื่อนไขกระทั่งเกิดการรัฐประหารโค่นอำนาจรัฐบาลเพื่อไทยอีก

เป็นเวลาเกือบ 10 ปีที่รัฐบาลจากรัฐประหารปี 2557 ครองอำนาจ ขณะที่นายสนธิและนายจตุพร ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม วนเวียนกันเข้าเรือนจำทั้งคู่

นายสนธิยอมรับเองว่าที่นี่ทำให้ทั้งสองคนพบกัน และเปิดใจกัน

หลังทั้งคู่ได้รับอิสระ บทบาททางการเมืองช่วงแรกต่างก็วิจารณ์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมๆ กับที่รัฐบาลรัฐประหารมีอำนาจนั้นก็เกิดพลังทางการเมืองกลุ่มใหม่คือ “พลังสีส้ม”

หลังการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 กลุ่มสีส้มที่มีเป้าหมายทางการเมืองคือปฏิรูปขั้วอำนาจเก่าชนะเลือกตั้ง ที่สุดเกิดการพลิกขั้วเปลี่ยนข้างตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยหันมาจับมือกับฝ่ายอนุรักษนิยมกลุ่มอำนาจเดิมเพื่อสกัดสีส้ม

2 ปีที่ผ่านมาจึงเกิดภาวะมึนงงทางการเมืองในขบวนการอนุรักษนิยมเองโดยเฉพาะในระดับมวลชน

ด้านหนึ่งก็ต้องกลืนเลือด จับมือนายทักษิณเพื่อสกัดศัตรูที่น่ากลัวกว่าคือสีส้ม ครั้นจะไปพึ่งกลุ่มการเมืองอื่นเช่นที่เคยพึ่งพาอย่างประชาธิปัตย์ ก็เสียหายจนไม่สามารถพึ่งได้-พรรค 2 ลุงก็เช่นกัน

แต่แล้วกับดักทางการเมืองจากกลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่วางไว้สกัดฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สีส้มถูกผลักออกจากสมการอำนาจสำเร็จ “อ่อนกำลังลงมาก”

วันนี้จึงถึงเวลา “รุกคืบ” ทวงคืนอำนาจจากนายทักษิณและเพื่อไทย

การได้เห็นนายสนธิ และนายจตุพรกอดกันบนเวที เป้าหมายคือการก่อร่างรูปขบวน หวังนำมวลชนอนุรักษนิยมกลับมา “ขยับทางการเมือง” อีกครั้ง ล็อกเป้าไปที่ “ทักษิณ”

ส. ที่สองคือ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.สาธารณสุข ในฐานะนักการเมืองเพื่อไทย

“สมศักดิ์” คือนักการเมืองผู้เคยประกาศว่า “รู้ทิศทางลมดี” เข้าใจดินฟ้าอากาศ อ่านสมการการเมืองออก

นั่นคือเหตุผลทำให้เขานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีมาแล้วต่อเนื่องหลายสมัย ไม่เคยต้องเป็นฝ่ายค้าน จนเป็นที่มาของวาทะ “ถนัดเป็นรัฐบาลมากกว่าเป็นฝ่ายค้าน”

ปัญหาก็คือทิศทางลมวันนี้เป็นห้วงขณะมรสุมกำลังพัดกระหน่ำใส่ “ทักษิณ”

กรณีชั้น 14 กลายเป็นอุบัติภัยทางการเมืองครั้งใหญ่ต่อนายทักษิณ เป็นการปะทะกันโดยตรงระหว่าง “มติแพทยสภา” กับนายทักษิณ

ล่าสุด ลุกลามไปยังเครือข่ายวิชาการแพทย์หลายมหาวิทยาลัยที่ออกมาแสดงตัวยืนตรงข้ามนายทักษิณ

ชะตากรรมนายทักษิณ กรณีชั้น 14 วันนี้จึงแขวนบนเส้นด้าย ไม่รู้ว่าคำตัดสินของศาลจะออกหัวหรือก้อย

ขณะที่ฝั่งวิชาชีพแพทย์ของประเทศ เปิดหน้าสู้นายทักษิณแล้วผ่านมติแพทยสภา เผือกร้อนกรณีนี้จึงตกมาที่มือของนายสมศักดิ์ ในฐานะ รมว.สธ.

อย่าลืมว่าบรรดาแพทย์ส่วนใหญ่ในไทย เคลื่อนไหวต้านนายทักษิณและพรรคเพื่อไทยมาต่อเนื่อง กรณีชั้น 14 จึงเป็นเชื้อไฟให้กับขบวนการอนุรักษนิยมไทยใช้จุดเคลื่อนไหว

คดีของนายทักษิณจึงเป็นปัญหาใหญ่ เพราะหากผลออกมาแง่ลบต่อนายทักษิณ ย่อมต้องสะเทือนต่อรัฐบาลเพื่อไทย และนายกฯ แน่นอน

รัฐบาลจะเดินอย่างไรต่อ? นายกฯ จะไปทางไหน? กระทั่งเลือกตั้งครั้งหน้าบ้านใหญ่หลังต่างๆ จะยังอยู่ในร่มเงาเพื่อไทยหรือไม่ หากนายทักษิณถูกเล่นงาน

วันนี้สปอตไลต์ทางการเมืองจึงฉายมาที่นายสมศักดิ์ ว่าจะเอายังไงกับมติแพทยสภา

ด้วยความเป็นนักการเมืองอยู่เป็น มีความเป็นไปได้ว่าหากสมศักดิ์ “เลิกกั๊ก” หันมากอด “ทักษิณ” น่าคิดจะเกิดอะไรขึ้น

เพราะหาก “สมศักดิ์” หักมติแพทยสภา ในมิติการเมืองเท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับกลุ่มหมอ

หรือจะไฟเขียวมติแพทยสภา ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ในบทบาทของนักการเมืองอยู่เป็นของนายสมศักดิ์ ขณะที่ตัวนายทักษิณเองที่ต่อสู้-ต่อรองทางการเมืองมาถึงจุดนี้ ฝ่าอภินิหารกฎหมายมาหลายครั้ง

คงไม่ยอมจบง่ายๆ

โดยรวม ปรากฏการณ์ “เลิกกั๊กแล้วหันมารักกัน” ไม่ว่าจะเป็นการกอดกันชื่นมื่นของอดีต 2 ผู้นำม็อบเหลืองแดง เพื่อหันมาล็อกเป้าใส่นายทักษิณ

ไม่ว่าจะเป็นกรณีแรงกดดันที่เกิดต่อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” จนอาจถึงจุด “ต้องเลิกกั๊ก” เดินหน้าชนมติแพทยสภา หันมากอดทักษิณ ร่วมหัวจมท้ายในช่วงวาระการเมืองสำคัญ

ดูเหมือนคนละเรื่อง แต่จริงๆ คือเรื่องเดียวกัน

มันคือการขยับของ “พลังอนุรักษนิยมทางการเมืองของไทย” รุกคืบ เข้ามากระทำต่อเพื่อไทย ขย่มรัฐบาล ผ่านการยิงเป้าตรงไปที่ “ทักษิณ”

เพราะ “ทักษิณ” สะเทือน “นายกฯ” ก็สะท้าน

“เพื่อไทย” สะเทือน “รัฐบาล” ก็สั่นคลอน

ศัตรูที่แท้จริงของขบวนการอนุรักษนิยมไทยคือขั้วสีส้ม วันนี้อ่อนแรงลงไปมาก ขณะที่เพื่อไทยก็ได้เวลาใช้อำนาจไปแล้ว 2 ปีเศษ ถึงวันนี้ได้เวลาเอาคืนแล้ว

นั่นคือโจทย์ยากของทักษิณและพรรคเพื่อไทยว่าจะตั้งรับอย่างไรต่อการขยับรุกคืบของขบวนการอนุรักษนิยม

อย่าลืมว่าวันนี้เพื่อไทยกำลังมีวิกฤตความชอบธรรมทางการเมืองเช่นกัน เพื่อไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ของการรักษาสถานะการเมืองเดิมไว้ ไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกแล้ว

เดินหน้าต่อ “ก็ยาก” ถอยกลับมาตั้งหลัก “ก็ยังยาก”

ต่อให้ คำตัดสิน 13 มิถุนายน เป็นคุณต่อนายทักษิณ ก็เพียงหลบระเบิดได้ลูกเดียว

ยังมีกับดักระเบิดรออยู่อีกเพียบ…

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2 ส. สนธิ-สมศักดิ์ กอดการเมือง เลิกกั๊กแล้วรักก่อน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...