โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ใครเป็นคนให้ทุนกัมพูชาซื้ออาวุธครั้งใหญ่ หรือว่าจะเป็นเงินจากธุรกิจสแกมเมอร์?

The Better

อัพเดต 29 พ.ค. 2568 เวลา 10.04 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 04.20 น. • THE BETTER

เมื่อหลายปีก่อนมีบทความหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า "Who actually funds the Cambodian military?" (โดย David Hutt ของ The Diplomat) แปลแบบบ้านๆ ก็คือ "ใครเป็นคนให้ทุนกองทัพกัมพูชา?"
ปกติแล้วทุนของกองทัพก็ต้องมาจากงบประมาณแผ่นดิน แต่หลายปีก่อนมีกรณีที่กัมพูชาสั่งยานยนต์ทหารเข้ามาใหม่ 290 คัน โดยใช้เงินบริจาคจากเอกชน 20 ล้านดอลลาร์ เรื่องนี้ ฮุน เซน บอกมาเอง

ผมอ่านแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะคิดว่าประเทศนี้มันก็ "เทาๆ" แบบนี้แหละและผู้นำมักทำอะไรตามใจชอบโดยหาคนขัดแย้งไม่มี (เพราะหากมีก็จะหามีชีวิตไม่)

ตอนนั้นผมค้นเรื่องงบประมาณทหารกัมพูชาเมื่อปีที่แล้วซึ่งเพิ่มขึ้นมา "เกินฐานะ" ประเทศที่ค่อนข้างปากกัดตีนถีบแบบนี้ เพิ่มมากจนสถาบันด้านความมั่นคงและสื่อต่างประเทศจับตามอง

มีบทความหนึ่งที่เขียนโดยนักวิชาการกัมพูชาบอกว่า มีสองประเทศที่เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของกัมพูชา คือไทยกับเวียดนาม นักวิชาการคนนี้บอกว่าเวียดนามในทัศนะคนเขมรคือภัยคุกคามมากกว่า ส่วนไทยก็ถูกมองว่าเป็นผู้คุกคามแต่ยังน้อยกว่าในแง่การเขมือบแผ่นดิน

แต่เอาเข้าจริงระยะหลังไทยกับเขมรปะทะกันและเกือบปะทะกันด้วยอาวุธมากกว่าเวียดนาม โดยที่เวียดนามนั้นเหมือนเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของบางคนในรัฐบาลกัมพูชาด้วยซ้ำ ดังนั้น ต่อให้ประชาชนเขมรเกลียดเวียด แต่ก็รัฐบาลก็จะไม่กล้าชนกับเวียด

กลับมาที่คำถามว่า "Who actually funds the Cambodian military?"

เมื่อวานนี้ผมได้อ่านรายงานเรื่อง "อาชญากรรมข้ามชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในกัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงระดับโลก" (Policies and Patterns: State-Abetted Transnational Crime in Cambodia as a Global Security Threat) เขียนโดย เจค็อบ ซิมส์ (Jacob Sims) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รายงานนี้เปิดเผยว่า "กัมพูชาเป็นประเทศที่มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงข้ามชาติยุคใหม่ของโลกในปี 2025 โดยมีเพียงเมียนมาเท่านั้นที่มีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคต การฉ้อโกงได้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมในประเทศ (กัมพูชา) ที่ทำกำไรมหาศาล ซึ่งไม่มีใครเทียบได้ในประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรนี้ การประมาณการอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 12,500 ถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับ 60% ของ GDP และแซงหน้าอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างมาก"

เงินสีดำเหล่านี้ถูกทำให้เป็นสีขาวโดยผ่านเครือข่ายคาสิโนที่มีอยู่ทั่วประเทศ และดำเนินการโดยคนในวงในรัฐบาลตั้งแต่บน (ระดับผู้นำประเทศ) ยันล่าง (เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น) โดยเฉพาะพวกระดับ "ที่ปรึกษาของผู้นำประเทศ" เป็นแกนหลักของขบวนการนี้

อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอเป็นรายได้หลักของกัมพูชาในฉากหน้า เวลาเราดูข่าวก็มักจะอ้างอุตฯ พวกนี้

แต่ฉากหลังคือเงินจากการทำอุตฯ หลอกหลวงข้ามชาติที่คิดเป็น 60% ของ GDP

ผมชักจะสงสัยว่าการที่กัมพูชาถูกทรัมป์ขึ้นภาษีสูงที่สุดในโลก แต่แล้วกัมพูชาก็ยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน อาจเป็นเพราะ "รายได้ที่แท้จริง" ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏในดุลการค้าหรือไม่? แต่เป็นเงินเทาๆ มากกว่า

แม้จะยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง แต่เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงคำถามที่ว่า "ใครเป็นคนให้ทุนกองทัพกัมพูชา?" และคำตอบคือ "เอกชนช่วยออกเงินให้"

คำถามต่อมาก็คือเอกชนพวกนั้นคือใคร? เป็นไปได้ไหมว่าคือพวก "ที่ปรึกษาของผู้นำประเทศ" ที่คุมอุตฯ หลอกหลวงข้ามชาติเอาไว้ เพราะพวกนี้เป็นกึ่งคนของรัฐและเป็นเอกชน?

ผมยังไม่รู้ แต่ฝากคำถามเอาไว้ เพราะอุตฯ สีเทาที่ "รัฐกัมพูชา" ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำนั้นมันคือเงินที่หลอกลวงคนไทยด้วยเหมือนกัน และอาจเป็นทุนรอนที่นำมาใช้ซื้ออาวุธเพื่อนำมาเผชิญหน้ากับไทย หรือสร้างสถานการณ์กับไทยเพื่อหวังผลการเมือง

ขอทิ้งท้ายไว้ที่ตัวเลขงบทหารของกัมพูชา คือ 1.3 พันล้านนดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20 - 30% ระหว่างปี 2022 - 2023 จากตัวเลขของสถาบัน IISS

ป.ล. เรื่องนี้ควรอ่านประกอบอย่างยิ่ง คือ "อาชญากรรมข้ามชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในกัมพูชาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงระดับโลก" อ่านได้ที่นี่

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

หมายเหตุ - บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ค Kornkit Disthan เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2025

Photo -ทหารยืนอยู่ข้างรถถังระหว่างพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีการก่อตั้งกองทัพกัมพูชาในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2024 (ภาพโดย TANG CHHIN Sothy / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...