โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘ดร.นิเวศน์’ จ่อลุยหุ้นโลก ลดถือ SET กระจายพอร์ต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 พ.ค. 2568 เวลา 07.18 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 07.18 น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

“ดร.นิเวศน์” ตั้งท่าปรับพอร์ตลดสัดส่วนหุ้นไทย-หันลุยหุ้นโลก เล็งลงทุนหุ้นเทค “จีน-สหรัฐ” รวมถึงแบรนด์เนมหรูยุโรป ชี้รอจังหวะภาษี “ทรัมป์” ชัดเจน รับสภาพช่วงนี้พอร์ต “หุ้นไทย-เวียดนาม” ติดลบ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) ที่มีพอร์ตลงทุนเกือบหมื่นล้านบาท เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากเรื่องมาตรการภาษีของทรัมป์ ตนจึงยังไม่กล้าลงทุนหุ้นโลกช่วงนี้ แต่หากมาตรการภาษีเริ่มเห็นความชัดเจนและผ่านพ้นไปได้ ก็วางแผนจะขายหุ้นไทย เพื่อลดสัดส่วนให้เหลือราว 30% แล้วนำเงินส่วนนั้นไปลงทุนหุ้นโลกแทน

“ตอนนี้มีเงินสดที่พร้อมลงทุนอยู่แล้ว ฉะนั้นคาดว่าจะแบ่งเงินสดบางส่วน ก็หลายร้อยล้านบาท ไปลงทุนผ่าน DR (ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ) เนื่องจากไม่โดนภาษี หรือลงทุนผ่านกองทุนรวม คาดว่าส่วนใหญ่แล้ว คงจะลงทุนผ่าน DR เป็นหลักมากกว่า”

ทั้งนี้ การลงทุนก็คงเน้นเลือกหุ้นเป็นตัว ๆ ไม่ได้เน้นลงทุนเป็นเซ็กเตอร์ และคาดว่าจะลงทุนจำนวนไม่มาก อาจจะประมาณ 4-5 ตัว เป็นสูตรเดียวกันหมดทุกตลาด อย่างตอนนี้ที่ลงทุนในหุ้นเวียดนาม ก็มีอยู่แค่ 6-7 ตัว ส่วนหุ้นไทยก็ลงทุนอยู่ 6-7 ตัว

สำหรับหุ้นที่สนใจอยู่ คือ หุ้นจีน เช่น Alibaba, Tencent ที่เป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน เป็นต้น ขณะที่หุ้นยุโรป เช่น LVMH (เจ้าของ Louis Vuitton และสินค้า Luxury อันดับ 1 ของโลก) เป็นต้น ส่วนหุ้นอเมริกา เช่น Microsoft เป็นต้น

“เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจลงทุนคือ ต้องเป็นหุ้นที่อยู่รอดได้ ขายได้ และราคาหุ้นไม่แพง ซึ่งการจะตัดสินใจลงทุน ต้องไปพิจารณาในจังหวะเวลานั้น ๆ อีกที เพราะเน้นลงทุนและถือยาว หลังจากนั้นค่อย ๆ มาดูพอร์ตตัวเองทั้งหมดอีกทีว่า พอผ่านไปแล้ว 1-2 ปี จะปรับพอร์ตลงทุนอย่างไรบ้าง จะไม่ได้เปลี่ยนอะไรเร็ว ๆ เช่น ปีหนึ่ง ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนหุ้นสัก 1-2 ตัวเท่านั้น แต่ในระยะยาวจะพยายามรักษาสัดส่วนของ 3 พอร์ตหลักไว้ตามแผนเดิม”

ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า พอร์ตหุ้นไทยของตนเอง ณ เวลานี้ ติดลบอยู่ประมาณ 3-4% เทียบจากต้นปี 2568 ขณะที่พอร์ตหุ้นเวียดนาม ติดลบหนักกว่า ประมาณ 15% ถือว่า Underperform ตลาดมาก (ตลาดเวียดนาม +5%) สาเหตุหลักมาจากหุ้นที่เคยขึ้นแรงมากเมื่อปีก่อน ได้ปรับตัวลงในปีนี้ อย่างไรก็ดี ตนเองคงไม่ได้ปรับอะไรตอนนี้ เพราะมองผลตอบแทนในระยะยาว ไม่ได้คาดหวังว่าพอร์ตลงทุน จะดีทุกปี

ทั้งนี้ แผนการลงทุนในระยะยาว ยังคงวางเป้าหมายในการจัดสรรพอร์ตลงทุนออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1.ลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม 30% 2.ลงทุนในตลาดหุ้นไทย 30% และ 3.ลงทุนในตลาดหุ้นโลก 30% ส่วนที่เหลืออีก 10% จะเป็นการถือเงินสด

โดยปัจจุบัน การลงทุนในหุ้นเวียดนามเป็นไปตามแผนแล้ว 30% ผ่านทางบริษัท ตีแตก จำกัด รวมถึงได้ถือเงินสด 10% ไว้แล้ว แต่พอร์ตหุ้นไทยยังมีสัดส่วนการลงทุนอยู่สูงกว่า 50% ซึ่งจะปรับบางส่วนไปลงทุนในหุ้นโลก เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น

ดร.นิเวศน์ กล่าวว่า หุ้นไทยวันนี้ ต้องยอมรับว่า มีมูลค่า (Value) แต่ขาดการเติบโต (Growth) เหมือนกับว่าการเติบโตหายไป จึงเหลือแต่มูลค่าและไม่ได้พูดถึงรากฐานว่าจริง ๆ การเติบโตมาจากไหน โดยปัญหาสำคัญ มี 3 เรื่องหลัก คือ 1.ประชากรศาสตร์ คนเกิดน้อยลงและตายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เงินในกระเป๋าลดลง ฉะนั้นจึงต้องรีบช่วยกันมีลูกเพื่อเพิ่มประชากรให้ GDP เพิ่มขึ้น

2.ระบบการศึกษา คนทำงานเก่งขึ้นจากการใช้เครื่องจักร แต่มีเงินเดือนน้อย จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพคนไทยด้วยภาษาอังกฤษหรือภาษาที่สองหรือสามให้มากขึ้น และ 3.รัฐบาล โดยการศึกษาทั่วโลก พบว่าการพัฒนาเศรษฐกิจการเติบโตของทั่วโลกอยู่ที่รัฐบาล ซึ่งระบบการปกครองหรือรัฐบาลที่ดีจะทำให้ประเทศนั้น ๆ เจริญขึ้นชัดเจน โดยประเทศไทยในแง่การปกครองตอนนี้ เทียบกับประเทศอื่นไม่ได้

“ต้องแก้ไขทั้ง 3 เรื่องนี้ให้ได้ เพราะนาทีนี้หุ้นไทยเป็นมูลค่าที่ไม่มีการเติบโต ที่ต่างชาติมองอยู่ ซึ่งต่างชาติมองว่าหากเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาจะต้องมีการเติบโต หากไม่มีการเติบโตก็ไม่มีใครอยากเข้ามาหุ้นไทย”

โดยพอร์ตหุ้นไทยของตนเอง ถือเป็นกองหลัง ซึ่งจะพยายามรักษาให้มีรายได้ ปันผลสม่ำเสมอ อาจจะปีละ 5-7% ขณะที่หุ้นโลก เป็นกองกลาง โดยโลกถือว่าเติบโตได้ และมีบริษัทดีที่ค้าขายทั่วโลก เช่น META, Louis Vuitton รวมถึงหุ้นจีน เป็นต้น ที่มีการค้าขายทั่วโลกและเป็นที่รู้จักและมั่นคงมาก โดยกระจายไป 5-6 ตัว อาจจะได้ 10% ต่อปี

ส่วนเวียดนาม จะเป็นกองหน้า เพราะเติบโตเร็ว แต่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะมีปัญหาในประเทศค่อนข้างเยอะ จึงมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี เช่น ที่ไทยเคยเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน

“ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ประเทศไทยโอกาสที่จะเปลี่ยนมาโตเร็ว ยากมาก ผมจึงลงเฉพาะหุ้นปันผล 1 ใน 3 ของพอร์ตลงทุนผม 1 ปี จะมีปันผลให้ใช้ มั่นคงและไม่มีเรื่องค่าเงินหากไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งหุ้นไทยเรารู้จัก อาจจะไม่โตเร็ว แต่จ่ายปันผลทุกปี และมั่นคงแน่นอน”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ดร.นิเวศน์’ จ่อลุยหุ้นโลก ลดถือ SET กระจายพอร์ต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...