“ASP-CRYPTO-UI” เปิดประตูสู่ “Crytocurrency” ใน 2 สกุลแห่งอนาคต “Bitcoin” & “Ethereum” เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนสูง !!!
โดย: บลจ.แอสเซท พลัส
รู้หรือไม่?…ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของ “Bitcoin ETF” อยู่ที่ประมาณ 129 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลาประมาณ 1 ปี หลังเริ่มอนุมัติให้มีการจัดตั้งในเดือนม.ค.2024 ใกล้เคียงกับ “กองทุนทองคำ” (Gold ETF) ที่ใช้เวลากว่า 20 ปี
Bitcoin เริ่มกลายเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำคัญ ซึ่งด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวหลายอย่าง ทำให้มันมีโอกาสถูกมองว่าเป็น ‘Digital Gold’ ในศตวรรษที่ 21
ท่าทีของ “สหรัฐ” ภายใต้การนำของ “Donald Trump” ก็เปลี่ยนไปจากก่อนหน้าที่เคยต่อต้าน “Bitcoin” และ “Cryptocurrency” อย่างรุนแรง หลังกลุ่มทุนบริษัท “Crypto” แห่บริจาคเงินสนับสนุน “Trump” ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมากว่า 119 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ล่าสุด Donald Trump ลงนาม Executive order จัดตั้ง Bitcoin Strategic Reserveอย่างเป็นทางการโดยใช้ Bitcoinเดิมที่รัฐบาลถือไว้จำนวนประมาณ 200,000 BTC และจะถือโดยไม่มีการขาย
เพื่อบรรจุเป็นหนึ่งในทุนสำรองของประเทศ ทั้งนี้มองว่า หากทางรัฐบาลมีแนวโน้มเพิ่มงบประมาณเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มในอนาคต นอกเหนือจากที่ถืออยู่ ณ ปัจจุบันมีโอกาสทำให้ราคากลับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 1 แสนดอลลาร์ ได้อีกครั้งโดยมองว่าจังหวะที่ตลาด “ปรับฐาน” เป็นโอกาสที่ดีในการเข้า “ลงทุน” เช่นกัน
จะดีแค่ไหน ถ้าคุณมีโอกาสลงทุนใน “Cryptocurrency” ใน 2 สกุลหลักที่เป็นอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้ง “Bitcoin” และ “Ethereum”
วันนี้ โอกาสนั้นมาถึงแล้ว กับ “ASP-CRYPTO-UI: กองทุนเปิด แอสเซท พลัส คริปโทเคอร์เรนซี อีทีเอฟ แทรคเกอร์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” ของ “บลจ.แอสเซท พลัส” ที่เตรียมเสนอขาย IPO ระหว่างวันที่ 13-21 พ.ค. 68 นี้
“Bitcoin Spot ETF” จุดเปลี่ยนวงการ “สินทรัพย์ดิจิทัล” สู่ “Bull-run”…ทั่วโลกให้การยอมรับยกเป็น “ทองคำ” แห่งศตวรรษที่ 21
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การถือกำเนิดขึ้นของ “Cryptocurrency” อย่าง “Bitcoin” เป็นคำถามที่ค้างคาใจในหมู่นักลงทุนทั่วโลกว่าสรุปแล้วเป็น “สินทรัพย์การลงทุน” จริงๆ หรือไม่? เพราะเป็น “ของใหม่” นั่นเอง
แต่หลังจากที่ “คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ” อนุมติให้จัดตั้ง “Bitcoin Spot ETF” ขึ้นในเดือนม.ค.2024 นั้น ก็ทำให้ “Bitcoin” ก้าวขึ้นมายืนในฐานะสินทรัพย์การลงทุนมีความชัดเจนทันที นักลงทุนทั่วโลกก็มีความเชื่อมั่นและยอมรับในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น
สำหรับ “Bitcoin” คือ สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ที่มีเป้าหมายเป็นสกุลเงินเพื่อใช้แลกเปลี่ยนกันได้อย่างอิสระผ่านเครือข่าย “Bitcoin Blockchain” (Pow) ซึ่งทำงานแบบ “กระจายศูนย์” (Decentralization) ลดการแทรกแซง ไม่ต้องอาศัยคนกลางมาควบคุม แต่ผู้ใช้ทุกคนในเครือข่ายสามารถเข้าถึงและตรวจสอบทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นได้
โดยถูกมองว่า “Bitcoin” เปรียบเสมือน “ทองคำ” ในศตวรรษที่21 เลยทีเดียว
นอกจากการจัดตั้ง “Bitcoin Spot ETF” เพื่อลงทุนใน BTC แล้ว ยังมีประเทศที่นำ “Bitcoin” เข้าไปเป็น “ทุนสำรองประเทศ” (Reserve) อย่างเป็นทางการแล้ว ได้แก่ เอลซัลวาดอร์ และ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นที่สนใจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ, บราซิล, เม็กซิโก, ปานามา, รัสเซีย เป็นต้น
รวมถึงยังมี “บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” (Listed Company) ที่เข้ามาลงทุนใน“Bitcoin” เช่น “Strategy” (MSTR) ที่เป็น Listed Company ที่ถือเหรียญ BTC มากที่สุดในโลก จะเป็นต้นแบบให้กับ Listed Companies อื่นๆ ทั่วโลกให้หันมาลงทุนใน BTC เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต แม้แต่บริษัทจดทะเบียนในไทยก็มีหลายแห่งที่ลงทุนใน BTC ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงการยอมรับ “Bitcoin” ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลได้เป็นอย่างดี
“Bitcoin” ยุคใหม่ของการสะสมความมั่งคั่ง…สถิติฟ้องหลัง “Bitcoin Having” ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นรุนแรง
หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญของ “Bitcoin” ที่ทำให้สามารถจะก้าวเข้ามาเทียบชั้นหรือทดแทน “ทองคำ” ได้ในศตวรรษที่ 21 ก็คือ อุปทาน (Supply) ที่จำกัดเพียง 21 ล้าน BTC เท่านั้น
และทุก 4 ปี จะมีปรากฎการณ์ “Bitcoin Halving” เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการที่รางวัลบล็อกจากการขุด BTC จะลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นกลไกที่ก่อให้เกิดความสมดุล ด้วยการยืดระยะเวลาการขุดให้ยาวนานออกไปและยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากซัพพลายที่มีจำกัดเพียง 21 ล้าน BTC เท่านั้น
ซึ่งจากสถิติพบว่า หลัง “Bitcoin Halving” ราคา “Bitcoin” มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นรุนแรง ซึ่งวงจรชีวิตของ “Bitcoin” ที่ผ่านมา เพิ่งเจอ “Bitcoin Halving” เพียง 4 ครั้งเท่านั้น ในปี 2012, 2016, 2020 และ 2024 ถือได้ว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อการขุดเหรียญออกมาได้น้อยลง ย่อมส่งผลต่อราคา “Bitcoin” ในอนาคตในเชิงบวกไม่มากก็น้อย มุมมองตลาดล่าสุดมองว่าราคามีโอกาสจะทะยานขึ้นไปแตะระดับ 1.5 แสนดอลลาร์ ได้ภายในสิ้นปีนี้
“นั่นทำให้ ‘Bitcoin’ มีคุณสมบัติที่คล้ายกับ ‘ทองคำ’ คือ มี Supply ที่จำกัดเพียง 21 ล้าน BTC เท่านั้น ยังเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้อีกด้วย สามารถถือเพื่อสะสมมูลค่าและลดความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อได้เช่นเดียวกับ ‘ทองคำ’ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม ‘Bitcoin ETF’ ใช้เวลาเพียง 1 ปี ก็โตขึ้นมาเทียบเท่ากับ ‘Gold ETF’ ที่ใช้เวลานานกว่า 20 ปี ว่าจะมีสินทรัพย์สุทธิเช่นในปัจจุบัน”
“Ethereum” ผู้นำในกลุ่ม “Defi”…ความต้องการใช้ในโลกเติบโตต่อเนื่อง
ในตลาด “Cryptocurrency” มี “Bitcoin” เป็นสกุลเงินหลักครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ยังมี “Ethereum” ที่ครองส่วนแบ่งเป็นอันดับ 2 และได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์ลงทุนเมื่อเดือนพ.ค.2024 ทาง “คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ” ก็ได้อนุมติให้จัดตั้ง “Ethereum Spot ETF” ได้ตามหลังมาติดๆ
สำหรับ “Ethereum” เป็น สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนา dApps (Decentralized Applications) และ Smart Contract ผ่าน Blockchain Technology เช่น DeFi, NFT และรองรับ Web 3.0 โดยมีการเปลี่ยนจาก Proof-of-Work (PoW) เป็น Proof-of-Stake (PoS) หรือ The Merge ในปี 2022 ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างไปจาก “Bitcoin” ทั้งในแง่ของวัตถุประสงค์ในการใช้งานและระบบ
“ทั้งนี้ จะพบว่า สัดส่วนของจำนวนสินทรัพย์ที่ถูกล็อค (Total Value Locked All Chain: TVL) ใน chain ของ ‘Ethereum’ คิดเป็น 55% ของสินทรัพย์ทั้งหมด สะท้อนถึงการเป็น ‘ผู้นำในกลุ่ม DeFi’ โดยสัดส่วนของจำนวนสินทรัพย์ที่ถูกล็อค (TVL) คาดว่าจะเติบโตแตะระดับ 140 – 1 80 พันล้านดอลลาร์ในปี2025 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความต้องการใช้งานบริการใน chain ของ ‘Ethereum’ ยังคงเติบโตอย่างสม่ำเสมอ (ที่มา: DeFilama, as of Jan 2025)”
ทำไม? ควรลงทุนทั้ง “Bitcoin” & “Ethereum”…2 “สกุลเงินดิจิทัล” แห่งอนาคต
“Cryptocurrency” ในมิติของสินทรัพย์การลงทุนเองก็มีการเคลื่อนไหวของราคาเช่นเดียวกัน ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า “Bitcoin” และ “Ethereum” มีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) กันในระดับ 79.80% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (DEC 22 – DEC 24, assetfund.co.th)
“อย่างไรก็ตาม การปรับฐานทั้ง ‘ขาขึ้น’ และ ‘ขาลง’ ของแต่ละเหรียญมีพลวัตร (Dynamic) ที่ต่างกัน ทำให้เรามองเป็นโอกาสในการ Dynamic เพื่อสร้าง ‘ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม’ (Excess Return) ให้กับพอร์ตการลงทุนนั่นเอง ทั้งนี้พบว่าช่วง ‘Bitcoin Season’ ผลตอบแทนของ ‘Bitcoin’ สูงกว่า ‘Ethereum’ เฉลี่ย 50.2% แต่ในช่วง ‘Altcoin Season’ ผลตอบแทนของ ‘Ethereum’ สูงกว่า ‘Bitcoin’ เฉลี่ย 72.4%”
“ASP-CRYPTO-UI” ลงทุน “Bitcoin” & “Ethereum”แบบ “Dynamic”…คำตอบของการลงทุนเพิ่มโอกาสรับ “ผลตอบแทนที่ดีกว่า”
เมื่อโลกการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง “Cryptocurrency” เปิดโอกาสสำหรับนักลงทุนทั่วโลก และเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมกับโอกาสของผลตอบแทนคาดหวังที่สูงเช่นกัน
“บลจ.แอสเซท พลัส” ก็ไม่พลาดที่จะนำโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจนี้มานำเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนไทย ผ่าน “ASP-CRYPTO-UI: กองทุนเปิด แอสเซท พลัส คริปโทเคอร์เรนซี อีทีเอฟ แทรคเกอร์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” ความเสี่ยง “ระดับ 8+” (เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ) ที่เน้นลงทุนใน 2 สกุลเงินดิจิทัล ได้แก่ “Bitcoin” และ “Ethereum” แบบ “Dynamic” ผ่านกองทุน ETF ที่มีนโยบายลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป
สำหรับสัดส่วนการลงทุนเบื้องต้น คาดว่าจะลงทุน ดังนี้
1) iShares Bitcoin Trust ETF 40%
2) Fidelity Wise Origin Bitcoin Fund 40%
3) iShares Ethereum Trust ETF 20%
“โดยอัตราส่วนดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยขึ้นอยู่กับสภาวะการลงทุน ณ ขณะนั้น และ/หรือ ดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งจะเน้นปรับสัดส่วนลงทุนแบบ Dynamic เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะตลาดการลงทุนในแต่ละช่วง”
ตัวอย่าง: ในช่วง “Bull Market” เม็ดเงินไหลเข้า BTC ราคาปรับตัวขึ้นรุนแรง จะเพิ่มน้ำหนักจาก 80% ขึ้นเป็น 100%
ในช่วง “Altcoin Season” ราคา BTC เริ่มพักตัว เม็ดเงินไหลเข้า Altcoin จะลดน้ำหนัก BTC เหลือ 70% และเพิ่มน้ำหนัก ETH ขึ้นเป็น 30%
ในช่วง “Bear Market” ตลาดคริปโตฯ ปรับตัวลง นักลงทุนขายคริปโทฯ ถือเงินสด ก็จะลดน้ำหนักการลงทุนใน BTC และ ETH ลง
หากคุณกำลังมองหาโอกาสกระจายการลงทุนไปใน “สินทรัพย์ดิจิทัล” ซึ่งเป็นที่ยอมรับระดับโลก “Cryptocurrency” ใน 2 สกุลหลักแห่งโลกอนาคต ทั้ง “Bitcoin” และ “Thereum” เชื่อว่ากองทุน “ASP-CRYPTO-UI” ที่บริหารแบบ “Dynamic” ให้เหมาะสมกับทุกภาวะตลาดน่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน
และโปรดขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากบริษัทจัดการก่อนทำการลงทุน เนื่องจากกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือ ความซับซ้อน จะมีความแตกต่างจากการลงทุนในกองทุนในตลาดทุนทั่วไป
กองทุนนี้ไม่ถูกจำกัดความเสี่ยง ด้านการลงทุนเช่นเดียวกับกองทุนรวมทั่วไป จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่รับผลขาดทุนระดับสูงได้เท่านั้น
กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
กองทุนนี้มีการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีความผันผวนของราคาสูง โดยอาจปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นหรือลดลงจนต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุนเริ่มต้น และอาจทำให้ขาดทุนได้
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต “ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่
บลจ. แอสเซท พลัส โทร. 0-2672-1111 www.assetfund.co.th