เร่งใช้ ‘หอบังคับการบินดิจิทัล’ เพิ่มจราจรทางอากาศเป็น 2 ล้านเที่ยวบินในปี 2580
The Bangkok Insight
อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 02.41 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 02.41 น. • The Bangkok Insightคมนาคมเร่งใช้ "หอบังคับการบินดิจิทัล" เพิ่มความสามารถจราจรทางอากาศ นำร่อง 4 สนามบิน ตั้งเป้า 2 ล้านเที่ยวบินในปี 2580
นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เร่งนำเทคโนโลยีหอบังคับการบินดิจิทัล หรือ Digital Tower ซึ่งเป็นระบบที่ทันสมัย ใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลกเข้าใช้งาน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ
เพิ่มขีดความสามารถจราจรทางอากาศ
ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาขีดความสามารถ (Capacity) ด้านการบินให้สามารถรองรับปริมาณเที่ยวบิน 1.2 ล้านเที่ยวบินในปี 2568 - 2569 และ 2 ล้านเที่ยวบินในปี 2580 โดยมีแผนจะนำมาใช้งานในระยะเริ่มต้น (ภายในปี 2569 - 2570) ณ ท่าอากาศยานนราธิวาส ท่าอากาศยานเบตง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง จากนั้นจะขยายให้ครอบคลุมทุกสนามบินทั่วประเทศ
ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ สามารถมองเห็นภาพที่สมจริง และมีข้อมูลทางการบินครบถ้วน ครอบคลุมทุกพื้นที่ของสนามบิน แก้ปัญหาจุดอับสายตา ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถพัฒนารองรับการขยายสนามบินในอนาคต โดยไม่ต้องสร้างหอควบคุมการจราจรทางอากาศใหม่เพิ่ม และสามารถพัฒนาเป็นหอควบคุมการจราจรทางอากาศสำรองกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินได้
ทั้งนี้ ได้สนับสนุนให้ บวท. นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้งานเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการบิน ร่วมขับเคลื่อนสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม
แผนการใช้งานดิจิทัลทาวเวอร์
นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า ขณะนี้ บวท. อยู่ระหว่างพัฒนาแนวทางการนำ Digital Tower เข้าใช้งาน เพื่อปรับรูปแบบการดำเนินงานโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สามารถให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศได้จากศูนย์ควบคุมระยะไกล หรือ Remote Tower โดยการใช้เทคโนโลยีกล้องโทรทัศน์วงจรปิดประสิทธิภาพสูง ทำงานเชื่อมต่อกับระบบติดตามอากาศยาน ระบบข้อมูลการบินและประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI
รวมทั้งพิจารณาการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตามความซับซ้อนและปริมาณจราจรของสนามบินที่ให้บริการ โดยศูนย์ควบคุม (Remote Tower Center) อาจอยู่ใกล้หรือห่างไกลจากสนามบินที่ให้บริการก็ได้ โดย บวท. มีแผนดำเนินงาน ดังนี้
- การใช้งาน ในรูปแบบ Remote Tower สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นน้อย ประกอบด้วย ท่าอากาศยานนราธิวาส และท่าอากาศยานเบตง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดข้อจำกัดด้านต่าง ๆ และเพิ่มความคุ้มค่าในการบริหารจัดการด้านบุคลากร และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับท่าอากาศยานขนาดกลางและขนาดเล็ก
- การใช้งานในรูปแบบ Hybrid จะผสมผสานและเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการให้บริการของหอบังคับการบินหลักในปัจจุบัน สำหรับกลุ่มสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นสูง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อลดข้อจำกัดด้านการมองเห็น รองรับโครงการขยายท่าอากาศยานและเพิ่มประสิทธิภาพด้านขีดความสามารถ ความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ขสมก. จ่อนำรถเมล์ไฟฟ้า วิ่งให้บริการภายในปี 2568 หลังครม.ไฟเขียวงบ 1,520 คัน
- จัด 110 ล้าน งบกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างส่วนจัดแสดง ‘แพนด้าคู่ใหม่’
- รอเลย! นายกฯ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมรับ ’แพนด้ายักษ์’ คู่ใหม่จากจีน
ติดตามเราได้ที่