โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“นักลงทุนสถาบัน” ทยอยถอนพอร์ตจากสหรัฐ หวั่นสงครามการค้า-หนี้พุ่งฉุดความเชื่อมั่น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 11.52 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 04.52 น.

กระแสถอนตัวของ นักลงทุนสถาบัน จากตลาดสหรัฐเริ่มชัดเจน กองทุนใหญ่แคนาดาและยุโรปเริ่มกระจายการลงทุนไปยังสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส หวั่นสงครามการค้า-หนี้พุ่งฉุดความเชื่อมั่น

วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 11.00 น. สำนักข่าว Financial Times รายงานว่า นักลงทุนสถาบันรายใหญ่เริ่มทยอยลดการลงทุนในตลาดสหรัฐ เนื่องจากความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และระดับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินทรัพย์สหรัฐในพอร์ตลงทุนทั่วโลก

นโยบายการค้าของทรัมป์ที่เปลี่ยนแปลงบ่อยและคาดเดาไม่ได้ ได้เขย่าตลาดโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างรวดเร็วและตลาดหุ้นวอลล์สตรีททำผลงานล้าหลังกว่าตลาดหุ้นยุโรปอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้

นอกจากนี้ร่างกฎหมายลดภาษีของทรัมป์ซึ่งจะเพิ่มหนี้รัฐบาลสหรัฐอีก 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า ยังเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐด้วย

เซธ เบิร์นสไตน์ ซีอีโอของ AllianceBernstein ซึ่งบริหารสินทรัพย์กว่า 780 พันล้านดอลลาร์ กล่าวว่า “นักลงทุนควรกลับมาทบทวนการถือครองสินทรัพย์ในสหรัฐ …เรื่องงบขาดดุลเป็นปัญหาที่ค้างมานาน และตอนนี้มันแย่ลงเรื่อย ๆ เมื่อรวมกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ยิ่งทำให้นักลงทุนต้องคิดว่า เราควรกระจุกการลงทุนไว้ในตลาดเดียวแบบนี้หรือไม่”

ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทไพรเวทแคปิตอลในสหรัฐรายหนึ่งกล่าวว่า วันที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีต่อพันธมิตรการค้าสหรัฐ ซึ่งเขาเรียกว่าวันปลดแอก (liberation day) นั้น กลายเป็นสัญญาณเตือนให้นักลงทุนรู้ว่าพอร์ตของตนหนักสหรัฐเกินไป

Caisse de dépôt et placement du Québec กองทุนบำเหน็จบำนาญอันดับ 2 ของแคนาดา ซึ่งมีสัดส่วนลงทุนในสหรัฐถึง 40% ประกาศว่าจะลดการถือครองในตลาดสหรัฐและหันไปเพิ่มการลงทุนในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี

Howard Marks ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ Oaktree Capital มูลค่า 2.03 แสนล้านดอลลาร์ กล่าวว่า “สหรัฐเคยเป็นแหล่งลงทุนที่ดีที่สุดในโลกตลอดศตวรรษที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ผมเริ่มได้ยินนักลงทุนตั้งคำถามว่าความเป็นประเทศพิเศษของสหรัฐ ยังพิเศษอยู่หรือไม่”

แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะฟื้นตัวจากการร่วงลงหลังทรัมป์ประกาศเก็บภาษีเมื่อ 2 เมษายน ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นไม่ถึง 2% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ Stoxx Europe 600 ของยุโรปเพิ่มขึ้น 9% ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 9% และแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี แม้ทรัมป์จะเริ่มถอยจากแผนภาษีบางส่วนแล้วก็ตาม

ขณะที่นักลงทุนบางรายยอมรับว่า สหรัฐยังมีจุดแข็งจากขนาดเศรษฐกิจและความลึกของตลาดทุน แต่ก็เริ่มตั้งคำถามว่าการเติบโตอย่างยาวนานเกือบ 15 ปีที่ทำให้มูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐคิดเป็น 2 ใน 3 ของตลาดโลกจะเริ่มกลับทิศหรือไม่

Richard Oldfield CEO ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ Schroders แห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “เราเริ่มเห็นสัญญาณแรกของการที่นักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักลงทุนในสหรัฐแล้ว”

ตลาดในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้จ่าย 1 ล้านล้านยูโรในโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม กลายเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการโยกเงินของนักลงทุน

Tom Nides รองประธาน Blackstone กล่าวว่า “เราค่อนข้างมองบวกต่อยุโรป …รัฐบาลที่นี่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ การโยกเงินมายุโรปจึงไม่ใช่ทางเลือกที่แย่เลย”

บริษัท Neuberger Berman ในนิวยอร์ก เปิดเผยว่า ปีนี้ 65% ของการลงทุนร่วมในไพรเวทอิควิตี้ (co-investments) เกิดขึ้นในยุโรป เทียบกับระดับ 20–30% ในปีก่อน

Joana Rocha Scaff หัวหน้าไพรเวทอิควิตี้ยุโรปของบริษัท กล่าวว่า “ความสนใจในยุโรปเพิ่มขึ้น … ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่ยังเป็นเพราะภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคที่แม้จะไม่ดีกว่าสหรัฐ แต่ก็มีเสถียรมากกว่า”

แม้นักลงทุนหลายรายจะหันไปยุโรปหรือเอเชีย แต่บางคนยังตั้งข้อสงสัยว่าตลาดเล็กกว่าและกระจัดกระจายกว่า จะรองรับเงินทุนจำนวนมากได้จริงหรือไม่

Howard Marks จาก Oaktree กล่าวทิ้งท้ายว่า “ยุโรปยังเติบโตช้าและมีข้อกำกับดูแลมาก ส่วนจีนก็ยังมีความซับซ้อน แล้วนักลงทุนจะไปที่ไหนได้อีกหากต้องการลงเงินก้อนใหญ่?”

อ้างอิง : ft.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...