“นักลงทุนสถาบัน” ทยอยถอนพอร์ตจากสหรัฐ หวั่นสงครามการค้า-หนี้พุ่งฉุดความเชื่อมั่น
กระแสถอนตัวของ นักลงทุนสถาบัน จากตลาดสหรัฐเริ่มชัดเจน กองทุนใหญ่แคนาดาและยุโรปเริ่มกระจายการลงทุนไปยังสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส หวั่นสงครามการค้า-หนี้พุ่งฉุดความเชื่อมั่น
วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 11.00 น. สำนักข่าว Financial Times รายงานว่า นักลงทุนสถาบันรายใหญ่เริ่มทยอยลดการลงทุนในตลาดสหรัฐ เนื่องจากความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และระดับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินทรัพย์สหรัฐในพอร์ตลงทุนทั่วโลก
นโยบายการค้าของทรัมป์ที่เปลี่ยนแปลงบ่อยและคาดเดาไม่ได้ ได้เขย่าตลาดโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างรวดเร็วและตลาดหุ้นวอลล์สตรีททำผลงานล้าหลังกว่าตลาดหุ้นยุโรปอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้
นอกจากนี้ร่างกฎหมายลดภาษีของทรัมป์ซึ่งจะเพิ่มหนี้รัฐบาลสหรัฐอีก 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า ยังเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐด้วย
เซธ เบิร์นสไตน์ ซีอีโอของ AllianceBernstein ซึ่งบริหารสินทรัพย์กว่า 780 พันล้านดอลลาร์ กล่าวว่า “นักลงทุนควรกลับมาทบทวนการถือครองสินทรัพย์ในสหรัฐ …เรื่องงบขาดดุลเป็นปัญหาที่ค้างมานาน และตอนนี้มันแย่ลงเรื่อย ๆ เมื่อรวมกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ยิ่งทำให้นักลงทุนต้องคิดว่า เราควรกระจุกการลงทุนไว้ในตลาดเดียวแบบนี้หรือไม่”
ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทไพรเวทแคปิตอลในสหรัฐรายหนึ่งกล่าวว่า วันที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีต่อพันธมิตรการค้าสหรัฐ ซึ่งเขาเรียกว่าวันปลดแอก (liberation day) นั้น กลายเป็นสัญญาณเตือนให้นักลงทุนรู้ว่าพอร์ตของตนหนักสหรัฐเกินไป
Caisse de dépôt et placement du Québec กองทุนบำเหน็จบำนาญอันดับ 2 ของแคนาดา ซึ่งมีสัดส่วนลงทุนในสหรัฐถึง 40% ประกาศว่าจะลดการถือครองในตลาดสหรัฐและหันไปเพิ่มการลงทุนในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี
Howard Marks ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ Oaktree Capital มูลค่า 2.03 แสนล้านดอลลาร์ กล่าวว่า “สหรัฐเคยเป็นแหล่งลงทุนที่ดีที่สุดในโลกตลอดศตวรรษที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ผมเริ่มได้ยินนักลงทุนตั้งคำถามว่าความเป็นประเทศพิเศษของสหรัฐ ยังพิเศษอยู่หรือไม่”
แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะฟื้นตัวจากการร่วงลงหลังทรัมป์ประกาศเก็บภาษีเมื่อ 2 เมษายน ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นไม่ถึง 2% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ Stoxx Europe 600 ของยุโรปเพิ่มขึ้น 9% ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 9% และแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี แม้ทรัมป์จะเริ่มถอยจากแผนภาษีบางส่วนแล้วก็ตาม
ขณะที่นักลงทุนบางรายยอมรับว่า สหรัฐยังมีจุดแข็งจากขนาดเศรษฐกิจและความลึกของตลาดทุน แต่ก็เริ่มตั้งคำถามว่าการเติบโตอย่างยาวนานเกือบ 15 ปีที่ทำให้มูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐคิดเป็น 2 ใน 3 ของตลาดโลกจะเริ่มกลับทิศหรือไม่
Richard Oldfield CEO ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ Schroders แห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “เราเริ่มเห็นสัญญาณแรกของการที่นักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักลงทุนในสหรัฐแล้ว”
ตลาดในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้จ่าย 1 ล้านล้านยูโรในโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม กลายเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการโยกเงินของนักลงทุน
Tom Nides รองประธาน Blackstone กล่าวว่า “เราค่อนข้างมองบวกต่อยุโรป …รัฐบาลที่นี่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ การโยกเงินมายุโรปจึงไม่ใช่ทางเลือกที่แย่เลย”
บริษัท Neuberger Berman ในนิวยอร์ก เปิดเผยว่า ปีนี้ 65% ของการลงทุนร่วมในไพรเวทอิควิตี้ (co-investments) เกิดขึ้นในยุโรป เทียบกับระดับ 20–30% ในปีก่อน
Joana Rocha Scaff หัวหน้าไพรเวทอิควิตี้ยุโรปของบริษัท กล่าวว่า “ความสนใจในยุโรปเพิ่มขึ้น … ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่ยังเป็นเพราะภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคที่แม้จะไม่ดีกว่าสหรัฐ แต่ก็มีเสถียรมากกว่า”
แม้นักลงทุนหลายรายจะหันไปยุโรปหรือเอเชีย แต่บางคนยังตั้งข้อสงสัยว่าตลาดเล็กกว่าและกระจัดกระจายกว่า จะรองรับเงินทุนจำนวนมากได้จริงหรือไม่
Howard Marks จาก Oaktree กล่าวทิ้งท้ายว่า “ยุโรปยังเติบโตช้าและมีข้อกำกับดูแลมาก ส่วนจีนก็ยังมีความซับซ้อน แล้วนักลงทุนจะไปที่ไหนได้อีกหากต้องการลงเงินก้อนใหญ่?”
อ้างอิง : ft.com