โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Specialty Coffee ฮ็อต คอกาแฟยอมจ่ายเสิร์ฟละ 2 พัน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 ต.ค. 2567 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2567 เวลา 03.45 น.

กาแฟไทยผลผลิตน้อย พื้นที่ปลูกไม่เพียงพอ ต้นทุนค่าแรงสูง สู้เพื่อนบ้านไม่ไหว จับตา “Specialty Coffee” ทางรอดเกษตรไทยอัพราคาประมูลทะลุ 1.1 หมื่นบาท/กก. คอกาแฟยอมจ่ายเสิร์ฟละ 2 พันบาทแลกประสบการณ์ เซ็นทรัลโหมจัด “Thailand Coffee Hub” ดันไทยติดโผ World Coffee Destination

คนไทยมีอัตราการบริโภคกาแฟเพิ่มสูงขึ้นเท่าตัว จาก 180 แก้วต่อคนต่อปี เป็น 300 แก้วต่อคนต่อปี แต่เมื่อเทียบกับประเทศแถบยุโรปที่ดื่มกาแฟกันมากถึง 600 แก้วต่อคนต่อปี ถือว่า “น้อย” นั่นหมายความว่าตลาดกาแฟในประเทศไทยยังสามารถเติบโตได้อีก

ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า มูลค่าตลาดกาแฟไทยเติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงปี 2564 – 2566 เฉลี่ย 8.55% ต่อปี โดยในปี 2566 ที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดแตะ 34,470.3 ล้านบาท ขยายตัว 7.34% ลดลงจากปี 2565 ที่ขยายตัว 9.78%

ทั้งนี้กาแฟสำเร็จรูปมีมูลค่าตลาดสูงถึง 28,951.3 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งการตลาด 84% ของมูลค่าตลาดกาแฟในประเทศ และกาแฟสดมีมูลค่าตลาด 5,519.1 ล้านบาท สัดส่วน 16% จากดีมานด์บริโภคกาแฟของกลุ่มวัยทำงาน สภาพอากาศที่ร้อนของไทยและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกในการบริโภคเครื่องดื่ม

ส่งผลต่อเนื่องให้กาแฟกลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นจาก 30,000 ตัน เป็น 90,000 ตันต่อปี ภายในระยะเวลา 10 ปี เฉลี่ยวันละ 1.5 แก้วต่อวัน สะท้อนว่าอุตสาหกรรมกาแฟในไทยยังเติบโตได้อีกมาก

โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค. – มี.ค.) ไทยมีมูลค่าการนำเข้ากาแฟ 76.3 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น กาแฟดิบ 31.21 ล้านเหรียญสหรัฐ, กาแฟคั่ว 6.15 ล้านเหรียญสหรัฐ และกาแฟสำเร็จรูป 38.94 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่มูลค่าการส่งออกกาแฟอยู่ที่ 34.18 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แบ่งเป็น กาแฟดิบ 0.21 ล้านเหรียญสหรัฐ, กาแฟคั่ว 1.24 ล้านเหรียญสหรัฐ และกาแฟสำเร็จรูป 32.72 ล้านเหรียญสหรัฐ

Specialty Coffee ไทยฮ็อตราคาประมูลทะลุ 10,010 บาทต่อกิโลกรัม

หนึ่งกระแสความนิยมของกาแฟที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญคือ “Specialty Coffee” หรือ กาแฟพิเศษ ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันภาพรวมตลาดกาแฟพรีเมี่ยม อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท คิดเป็น Specialty Coffee ประมาณ 2,000 ล้านบาทหรือ ราว 10% ของทั้งหมด

ซึ่งในอดีตนักดื่มหรือคอกาแฟจะคุ้นเคยกับกาแฟจากบราซิล, เอธิโอเปีย, กัวเตมาลา และโคลอมเบีย เป็นหลักแต่ปัจจุบัน Specialty Coffee ของไทยเริ่มเป็นที่รู้จักและติดอันดับกาแฟดาวรุ่งทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยในการประมูลสุดยอดเมล็ดกาแฟพิเศษไทยในปี 2566 ที่ผ่านมา กาแฟพิเศษจากแหล่งปลูกบ้านมณีพฤกษ์ ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่านสามารถทำราคาประมูลสูงสุดอยู่ที่ 10,010 บาทต่อกิโลกรัม ในประเภท Washed Process และมียอดการประมูลรวมกันทั้งกระดานกว่า 3.26 ล้านบาท

นางสาว ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันกาแฟพิเศษมีมูลค่า 2,000 ล้านบาทของตลาดกาแฟพรีเมียม 20,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดกาแฟรวม 100,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยนับตั้งแต่ปี 2564-2566 อยู่ที่ปีละ 8.55% ในขณะที่กาแฟพิเศษไทยเติบโตต่อเนื่องทุกปีไม่ต่ำกว่า 25% ทั้งในแง่จำนวนร้านและบาริสต้า

การบริโภคกาแฟของคนไทย (รวมกาแฟกระป๋อง instant กาแฟสด) อยู่ที่ 100,000 ตัน แต่ผลิตในประเทศได้เพียง 4-5 หมื่นตันต่อปีแบ่งเป็นอาราบิก้า 50% ตัน และโรบัสต้า50%หากนับเฉพาะกาแฟพิเศษอย่างเดียวกำลังการผลิตอยู่ที่ราวๆ 5,000 ตันเท่านั้น

“ในภาคการผลิตการปลูกกาแฟ 10 ไร่จะสามารถทำกาแฟพิเศษได้ 15-20% เท่านั้น แต่ในระยะหลัง เริ่มมีเกษตรกรส่งกาแฟพิเศษเข้าประกวดมากขึ้นเรื่อยๆ ปี 2566 ที่ผ่านมามีเมล็ดกาแฟส่งเข้าประกวดกว่า 500 ตัวอย่าง นั่นหมายความว่าเกษตรกรมีการเพิ่มการผลิตกาแฟพิเศษต่อไร่มากขึ้น

ซึ่งนับว่ามาถูกทางเพราะกาแฟพิเศษขายตามคุณภาพ ขณะที่กาแฟไทยไม่สามารถขายอิงตามราคาตลาดโลกได้เพราะมีค่าแรงแพงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศที่สามารถปลูกกาแฟได้ไม่ว่าจะเป็น ลาว เวียดนาม เมียนมาร์ กัมพูชา อินเดีย โคลัมเบีย บราซิล ทำให้เราไม่สามารถสู้ประเทศเพื่อนบ้านได้

ดังนั้นถ้าเราไม่แข่งด้วยคุณภาพ “ตายแน่นอน” เพราะไม่มี Economy of scale หรือพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกาแฟมากพอ เพราะฉะนั้นทางรอดของเกษตรกรไทยคือทำ “กาแฟพิเศษ” ที่มีคะแนนสูงและสามารถทำราคาได้ดีกว่า แต่ปัจจุบันกำลังการผลิตกาแฟพิเศษในไทยยังมีอยู่น้อยมากนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมราคากาแฟไทยถึงแพง และยังไม่เพียงพอที่จะไปต่างประเทศ”

กาแฟพิเศษราคาไร้เพดาน ซัพพลายตามไม่ทันดีมานด์ต้อง “ประมูล” เท่านั้น

ทั้งนี้ปัจจุบันภาพรวมราคาเมล็ดกาแฟดิบปี 2567 ลดลง เมล็ดกาแฟดิบ อาราบิก้า ราคาตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ 280 บาท กาแฟพิเศษมาตรฐานราคาจะเริ่มต้น 300ปลายๆถึง 400 บาทขึ้นไปหรือราคาสูงกว่าประมาณ 60% ขึ้นไป แต่หากเป็นกาแฟพิเศษที่มีความ unique ราคาขายจะ “ไม่มีเพดาน” เพราะคนพร้อมจ่ายเพื่อสร้างประสบการณ์และส่วนใหญ่จะขายโดยการประมูลเท่านั้นเพราะมีน้อยมาก

“ราคากาแฟพิเศษจะไม่ค่อยอิงกับราคาตลาดเพราะใช้วิธีการประมูล เช่นกาแฟจาก ปานามา เคยทำลายสถิติของตัวเองกว่า 13,000 USD ต่อกิโลกรัม กาแฟพิเศษที่สามารถทำราคาในการประมูลสูงๆ ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ย่อยหรือสายพันธุ์เฉพาะ เช่น Geisha. หรือ Gesha จากเอธิโอเปีย ที่มีรสชาติหรูหราที่สุด แต่สายพันธุ์ในบ้านเราที่ดีกว่าประเทศอื่นคือสายพันธุ์ Java และมีความใกล้เคียงกับ Geisha นี่คือ “อนาคต”ของประเทศเราเพราะทนโรคกว่าและไม่อ่อนแอเท่า Geisha

ส่วนเมล็ดกาแฟดิบที่เราเคยประมูลสูงสุดคือกิโลกรัมละ 33,500 บาท เมล็ดกาแฟดิบ 1 กิโลกรัมคั่วออกมาจะได้แค่ 800 กรัม นั่นหมายความว่าน้ำหนักจะหายไป 20% เราสามารถทำราคาขายเสิร์ฟละ 2,000 บาท นั่นหมายความว่าราคาขายปลีกต่อแก้วก็ไม่มีเพดานที่ชัดเจนเช่นกัน”

ด้านนางสาวขวัญแก้ว สิริจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการส่วนงานการส่งเสริมธุรกิจ ฝ่ายการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา เปิดเผยว่า เซ็นทรัลพัฒนา มีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งใน World’s Coffee Event Destination และสร้าง coffee ecosystem ให้อุตสาหกรรมกาแฟไทยสามารถไปสู่ตลาดโลกได้

โดยจัด เทศกาลกาแฟ “Thailand Coffee Hub” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นอกจากผู้ชมงานจะมากขึ้นทุกปีแล้วยังมีร้านค้าและผู้ประกอบการเข้ามาร่วมจัดงานมากขึ้นเช่นกันทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ หาดใหญ่ จันทบุรี นครสวรรค์ พัทยาบีชและขอนแก่น

“เราเห็นเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการจัดงานในแต่ละครั้ง จากเดิมผู้บริโภคกาแฟจะเป็นกลุ่มวัยทำงานหรือผู้ใหญ่ แต่ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา Gen Z อายุ 25 - 30 ปี เริ่มเปลี่ยนจากการทำ Content เช่นถ่ายรูป ถ่ายคลิปภายในงาน เป็นเริ่มชิม เริ่มบริโภค ก่อนจะเริ่มใส่ใจมากขึ้นในการดริปกาแฟด้วยตัวเองและต่อยอดไปถึงการเลือกเมล็ดกาแฟ

ทำให้ community ของกาแฟเริ่มแข็งแกร่งและมีการเติบโตขึ้น นอกจากกลุ่มลูกค้าคนไทยแล้วยังมีกลุ่มลูกค้าต่างชาติเข้ามาเปิดประสบการณ์กาแฟมากขึ้นเกิดโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการกาแฟสามารถส่งออกเมล็ดกาแฟและขยายตลาดไปต่างประเทศได้

ในปี 2023 เรามีผู้ร่วมงานจากต่างประเทศ 4 ประเทศ ในปีนี้เราขยายไปได้ถึง 10 ประเทศ นี่คือการนำ Global เข้ามาสู่ Local ขณะเดียวกันเราก็พยายามนำกาแฟ Local ไปสู่ Global ผ่านนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมและ expand ไปในเรื่องของการขายเมล็ดกาแฟด้วย”

ขณะเดียวกันยังพยายามผลักดัน Cross-Region โดยดึงกาแฟที่เป็นอัตลักษณ์แต่ละพื้นที่เช่น “กาแฟจันทบูร” กาแฟอาราบิกาสายพันธุ์เฉพาะที่ปลูกใน จ.จันทบุรี หรือเมล็ดกาแฟ โรบัสต้า พันธุ์พิเศษเฉพาะหาดใหญ่ มาเปิดประสบการณ์ลูกค้าในแต่ละจังหวัด แต่ละภูมิภาคได้สัมผัสได้ลิ้มลอง ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มาร่วมออกงานกับเราในการขยายตลาดไปต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นด้วย

“ปีนี้เราคาดหวังว่าผู้ชมงานน่าจะเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 50% หรือราวๆ 150,000 คนเฉพาะการจัดงานที่เซ็นทรัลเวิร์ลไม่รวมสาขาต่างจังหวัด ซึ่งมีผู้เข้าชมงานเฉลี่ย 3-5 หมื่นคน”

📌 อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...